สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ (ข้อ 21)
ข้อจำกัดในการดำเนินงานของรัฐ
ข้อจำกัดของการดำเนินงานในการจัดทำรายงานฉบับที่ 2
แม้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีการใช้กฎหมายพิเศษ แต่ประชาชนก็ยังสามารถใช้สิทธิในการชุมนุมได้ เช่น กรณีการประท้วงที่มัสยิดกลางปัตตานี เมื่อ วันที่ 31 พฤษภาคม - 4 มิถุนายน 2550 โดยการชุมนุมที่มัสยิดกลางปัตตานีเป็นการชุมนุมที่เกิดขึ้นหลังจากชุมนุมประท้วงที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จังหวัดยะลา โดยเหตุผลในการชุมนุมคือเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต 4 ศพที่บ้านซาลาแป การชุมนุมในครั้งนี้ผู้ชุมนุมมีทั้งสิ้นประมาณ 5,000 คน ส่วนมากเป็นนักศึกษาและเยาวชน โดยผู้ชุมนุมมีข้อเรียกร้องด้านความยุติธรรม 10 ประการ
ต่อมาแกนนำนักศึกษา และตัวแทนจากภาครัฐได้ร่วมลงนามในข้อตกลงเพื่อสลายการชุมนุม โดยมีข้อตกลงร่วมกันให้แต่งตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยมีแม่ทัพภาค 4 ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว แต่เป็นที่น่าเสียใจที่คณะกรรมการชุดนี้ไม่สามารถดำเนินงานได้เนื่องจากทางกองทัพแจ้งว่าไม่มีงบประมาณ
ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงทัศนะต่อเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องของสิทธิที่จะแสดงออกในการประท้วงการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม กรณีการประท้วงที่มัสยิดกลางของนักศึกษาและชาวบ้านเมื่อ ปี 2550 เจ้าหน้าที่มองว่าเป็นการไม่ได้ต่อต้านอำนาจรัฐแต่เหมือนเป็นการปลุกระดมให้ประชาชนมาชุมนุมร่วมกัน เจ้าหน้าหน้าที่มีการใช้ดุลยพินิจและดำเนินการควบคุมที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย โดยมองว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าอาจจะมีอะไรแฝงเร้น
ทางคณะที่ปรึกษาได้มีการแลกเปลี่ยนถึงประสบการณ์ในการชุมนุมว่าที่ผ่านมากรณี ชุมนุมประท้วงที่มัสยิดกลางปัตตานี ผู้ประท้วงมีระบบการจัดการที่ดี ใช้สันติวิธี ซึ่งอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ และมีการชุมนุม อย่างสงบโดยไม่หวังจะเสียมวลชน แกนนำผู้ชุมนุมเป็นเยาวชนที่ทางเจ้าหน้าที่รัฐควรจะทำการสื่อสาร และทำความเข้าใจ เพื่อทำให้ผู้ชุมนุมได้สัมผัสถึงความจริงใจของเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น แต่พบว่าแกนนำนักศึกษาบางคนถูกเจ้าหน้าที่รัฐเพ่งเล็ง โดยแกนนำคนหนึ่งได้ถูกจับกุมตาม พรก. สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่มักถ่ายรูปแกนนำ ซึ่งทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะเป็นการคุกคาม