ในยามที่ใจเศร้าถึงแม้นตัวเราจะอยู่ท่ามกลางสายฝน แต่ไอทุกข์นั้นย่อมยังลุกโชน มิดับลงได้ด้วยฝนใด
ความทุกข์ที่สุมอยู่ในทรวงเปรียบได้ดั่งดวงไฟบรรลัยกันต์ ทุกข์ร้อนกว่าความตายแม้นอาสันต์ ทุกข์ร้อนจวบถึงวันหมดลมปราณ
ฝนเอ๋ย ฝนใด เย็นเท่าใด แม้นเปียกปอน แต่ก็ไร้ซึ่งประโยชน์
มีเพียง “ฝนแห่งธรรมะ” เท่านั้นที่จะดับทุกข์แห่งใจนี้ได้
“ฝนธรรม (Dhamma rain.)” ที่หากแม้นเราน้อมนำมารดชีวิตแม้นเพียงหยด ก็สามารถปลดทุกข์ร้อนอันสาหัสและหนักหน่วง
เมื่อทุกข์เราพิจารณาทุกข์ แม้นไร้สุขเราก็พิจารณาความไร้สุขนั้น
ความทรมาน ความข่มขื่น ขมเต็มกลืน แม้นสะอื้น เคล้าน้ำตา
ความทุกข์ใดย่อมดับได้ด้วย “ฝนธรรม”
คุณแห่งพระธรรม เป็น “คุณธรรม” แห่งชีวิต เป็นคุณอันวิจิตร ช่วยชีวิตพ้นทุกข์ภัย
ฝนธรรมแต่ละหยดสามารถปลดความทุกข์ของชีวิตแต่ละด้าน
ความเมตตา การให้อภัย การพิจารณาทุกข์ภัยในวัฏฏะสงสาร การทรมานตัวกิเลส การเนรเทศซึ่ง “อัตตา”
ฝนแห่งเมตตาชำระล้างซึ่งความโกรธ
ฝนแห่งการให้อภัยจะไปที่ใดไม่ไร้มิตร
ฝนที่ตกอยู่บนถนนที่ผู้คนเดินทวนกระแสกิเลส ย่อมเป็นเอกความพอเพียง
ฝนแห่งมรณานำพาสติมิให้ประมาท
ฝนแห่งอสุภะกรรมฐานย่อมถ่ายถอนความพอใจในกามทั้งหลาย
ฝนแห่งการพิจารณากาย ย่อมทำลายซึ่ง “อัตตา...”

ฝนเอ๋ย ฝนธรรม ฝนนำ ความสงบ
ฝนเอย ฝนตก ฝนรด “ฝนธรรม...”