ประเทศไทยได้มีมาตรการให้สัญชาติแก่ผู้ไร้รัฐที่เกิดและอาศัยอยู่ภายในประเทศไทย โดยสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
1) ยุทธศาสตร์การกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคล
คณะรัฐมนตรีได้มีมติครม.เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 เห็นชอบยุทธศาสตร์การกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคล ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการเร่งรัดการกำหนดสถานะให้แก่กลุ่มคนที่มีปัญหาสถานะและสิทธิให้เกิดความชัดเจน การกำหนดขอบเขตการการคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม โดยให้การคุ้มครองดูแลด้านสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มคนที่ไม่มีสถานะใดๆ รวมถึงการป้องกันการอพยพเข้ามาใหม่โดยการกำหนดมาตรการการดำเนินการเชิงสร้างสรรค์ที่ไม่ส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ภาพลักษณ์ของประเทศ และสอดคล้องกับสถานการณ์ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบัน โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ 4 ประการ คือ
1.1) ยุทธศาสตร์การกำหนดสถานะโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(1) กรณีบุคคลที่มาจากภายนอกประเทศ
- ดำเนินการแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุคคลที่มีเชื้อสายไทย ที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียน และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ โดยบุคคลนั้นต้องมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต
- บุตรของคนต่างด้าว ตามข้อ 1 ที่ได้รับแปลงสัญชาติเป็นไทย ให้ได้รับสัญชาติไทย หากพิสูจน์ได้ว่า เป็นผู้สืบสายโลหิตของบุคคลดังกล่าว
- ให้สถานะเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แก่บุคคลที่มีชื่ออยู่ในประเทศไทยติดต่อกันอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทาง หรือไม่มีจุดเกาะเกี่ยวใดๆ กับประเทศต้นทาง ทั้งนี้ บุคคลดังกล่าว ต้องมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต
- บุตรของคนต่างด้าวตามข้อ 3 ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยมีหลักเกณฑ์ คือ มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย หรืออาศัยอยู่ในเขตควบคุมหรือมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการ รวมทั้งมีทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวที่ทางราชการกำหนด
- กรณีกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ถึง 10 ปี และปัจจุบัน ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย หรือเหตุผลด้านมนุษยธรรมอื่นๆ ให้สามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยชั่วคราว โดยบุคคลดังกล่าว ต้องไม่มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้งนี้ การผ่อนผันดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อจะประสานกับประเทศต้นทาง ในการพิสูจน์สถานะและรับกลับต่อไป
(2) กรณีบุคคลที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
- ให้บุคคลที่ขาดบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ ได้รับสัญชาติไทยเมื่อมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป ทั้งนี้บุคคลดังกล่าวต้องมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต
- สำหรับบุคคลที่ขาดบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้ง ที่ได้รับสถานะเป็นบุตรบุญธรรมตามคำสั่งของศาล ให้ได้รับสัญชาติไทย
(3) กรณีบุคคลที่มีคุณประโยชน์แก่ประเทศ
- ให้สัญชาติไทย แก่บุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการ และอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป โดยมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต รวมทั้งได้ศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาและมีผลงานความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ หรือเป็นบุคคลที่มีผลงาน/ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ
(4) การกำหนดสถานะ
- ให้ใช้แนวทางการให้สถานะก่อน และดำเนินการถอนสถานะในภายหลัง หากมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติตามกฎหมายปกครอง
- กระจายอำนาจในการอนุมัติสถานะลงไปสู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรองรับในการดำเนินการต่อกลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก
- เปิดโอกาสให้ภาควิชาการและองค์การพัฒนาเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนการพิจารณาคำร้องขอสถานะอย่างเป็นระบบ ในรูปของคณะกรรมการที่มีผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ
- สร้างความเข้าใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสังคม เกี่ยวกับนโยบายและมาตรการดำเนินการต่อกลุ่มคนที่ไม่สถานะ เพื่อให้สามารถอาศัยอยู่ในสังคมไทยส่วนใหญ่ได้อย่างสมานฉันท์
1.2) ยุทธศาสตร์การให้สิทธิขั้นพื้นฐาน
(1) กรณีมีชื่ออยู่ในทะเบียนของทางราชการ แต่ยังไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือคำร้องขอสถานะอยู่ระหว่างการพิจารณา หรือภาครัฐอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดนโยบาย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยดำเนินการให้คนเหล่านี้ ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ในส่วนของการรับบริการด้านสาธารณสุข และการเข้ารับการศึกษาโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับสิทธิในเรื่องอื่นๆ การทำงาน การเดินทาง ให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็น และไม่กระทบต่อสถานภาพในการดำรงชีวิต
(2) กรณีไม่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียน ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการสำรวจ จัดทำทะเบียนประวัติควบคุมโดยในเบื้องต้น สมควรให้สิทธิขั้นพื้นฐานเท่าที่จำเป็น ตามหลักมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม ในภายหลัง เมื่อคนกลุ่มนี้ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนแล้ว และตรวจพบว่า มีภูมิลำเนาที่ชัดเจนในประเทศต้นทาง ให้ดำเนินการส่งกลับ แต่ในกรณีไม่สามารถส่งกลับได้ หรืออยู่ระหว่างกระบวนการกำหนดสถานะ หรืออยู่ระหว่างการประสานประเทศต้นทาง เพื่อตรวจสอบสถานะและภูมิลำเนา ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้สิทธิขั้นพื้นฐาน เช่นเดียวกันกับกรณีที่ 1
1.3) ยุทธศาสตร์การดำเนินการเชิงรุกและเชิงสร้างสรรค์เพื่อป้องกันการอพยพเข้ามาใหม่
(1) ให้ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการกำหนดกลไกการพัฒนา ความสัมพันธ์ร่วมกันในด้านต่างๆ ทั้งสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในภูมิภาค
(2) เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติและการควบคุมทางทะเบียน โดยเฉพาะการแจ้งเกิดและการย้ายถิ่นที่อยู่เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ตัวบุคคล และกำหนดสถานะในอนาคต
1.4) ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ
2) โครงการรองรับยุทธศาสตร์ฯ
กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล โดยมีโครงการรองรับการดำเนินการ ดังนี้
2.1) โครงการเร่งรัดการให้สถานะตามกฎหมายกับบุคคลที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลานาน ตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล เพื่อเร่งรัดกำหนดสถานะให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับจากที่มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์ฯ และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้
2.2) โครงการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติและเอกสารแสดงตนสำหรับบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งการสำรวจจะครอบคลุมบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร แต่ไม่มีรายการในทะเบียนบ้าน (ทร.13 และ ทร.14) เพื่อให้ทราบที่มาและสถานะการดำรงอยู่ของบุคคลต่างด้าวเพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์บุคคลอันจะนำไปสู่การพิจารณากำหนดสถานะที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินการ ได้แก่
- กลุ่มบุคคลที่เรียนอยู่ในสถานศึกษา
- กลุ่มคนไร้รากเหง้า
- กลุ่มบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศไทย
- กลุ่มแรงงานต่างด้าว และ
- กลุ่มคนต่างด้าวอื่นๆ
ซึ่งที่ผ่านมามีกลุ่มบุคคลที่ได้รับการสำรวจไปแล้ว ดังต่อไปนี้
- กลุ่มบุคคลที่เรียนอยู่ในสถานศึกษา
- กลุ่มคนดั้งเดิมแต่ตกสำรวจและกลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อย
- กลุ่มคนไร้รากเหง้า
- กลุ่มบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศไทย
3) แผนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์จัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล
ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลได้กำหนดกรอบแผนการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับแต่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบยุทธศาสตร์ (18 มกราคม 2550) แต่เนื่องจากการดำเนินการไม่แล้วเสร็จตามแผน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติได้ขอขยายกรอบแผนการดำเนินการออกไปอีก 2 ปี (ถึง 17 มกราคม 2552) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้รับทราบเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550