ความหวังใหม่ คนพิการ เทคโนโลยี BCI

บ่อยครั้งเด็กๆ ชอบมาถามผม “เรียนวิทยาศาสตร์จบไปแล้วไปทำอะไรได้บ้าง?”


ถามอย่างเดียวไม่พอ มักจะทำหน้าเบื่อหน่ายด้วย ทำราวกับว่าวิทยาศาสตร์เป็นเหมือนทิชชู่ใช้แล้ว หรือบัตรสมาชิกชมรมอนุรักษ์เพนกวินแห่งประเทศไทย หรืออะไรสักอย่างก็แล้วแต่ที่มันหาประโยชน์ไม่ค่อยได้

ผมฟังแล้วก็รู้สึก อยากจะจับพวกมันมา เอาลูกปิงปองยัดใส่รูจมูก

ให้ตายเถอะ! นี่พวกแกคิดกันไม่ออกจริงๆ เหรอฟะ!  สมัยเด็กๆไม่เคยอ่านโดราเอม่อนกันรึไง ทำไมต่อมจินตนาการถึงได้บุ๋มบอดยังกะหัวนมคนอ้วนขนาดนี้!

หลังจากสบถในใจเสร็จแล้ว ผมก็คิดได้ว่า เอาเถอะ สมัยเด็กๆ ตัวเราเองก็ไม่ได้ มีโลกทัศน์กว้างไกลไปกว่าพวกนี้ซักเท่าไหร่หรอก ในเมื่อเด็กมันไม่รู้ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องบอกให้มันรู้ ไม่ใช่ไปด่าหรือไล่ตะเพิดมันให้ไปไกลๆ.. เป็นเช่นนี้แล้วก็จะเล่าเรื่องให้ฟังสักเรื่องสามเรื่องก็แล้วกัน

ปลายปี 2006 ผมได้อ่านข่าวเกี่ยวกับคุณ คลอเดีย มิทเชล (Claudia Mitchell) ทหารหญิงชาวอเมริกัน วัย 26 ปี เธอประสบอุบัติเหตุระหว่างขับขี่มอเตอร์ไซค์ เป็นเหตุให้แขนซ้ายขาดสะบั้นตั้งแต่ช่วงหัวไหล่ลงมา โชคยังดี เธอรอดชีวิตมาได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การใช้ชีวิตที่เหลือด้วยแขนเพียงข้างเดียว คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าใดนัก โดยเฉพาะสำหรับหญิงสาวที่เคยชินกับความสมบุกสมบันมาก่อนอย่างเธอ

หลังจากที่แผลเริ่มหายดีได้ไม่นาน คลอเดียก็ได้ค้นพบว่า แม้แต่การปอกกล้วยเข้าปาก ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกต่อไป เธอต้องพยายามใช้เท้าทั้ง 2 ข้าง หนีบกล้วยเอาไว้ แล้วใช้มือข้างที่เหลือค่อยๆ ปอกเปลือกมันออกมา ความรู้สึกสมเพชในความพิการของตัวเองนั้นเอ่อล้น น้ำตาของเธอเอ่อไหลออกมา ระหว่างที่กินกล้วยไปร้องไห้ไป

ถ้าเป็นในหนังไซไฟ ไม่แน่คลอเดียอาจจะถูกกองทัพนำไปดัดแปลงต่อแขนกลที่สามารถขยับได้ตามใจนึก แถมยืดยาวได้ 10 เมตร ปลายนิ้วสามารถเปลี่ยนเป็นใบมีดเลเซอร์ พร้อมทั้งยิงปืนกลได้ พ่นไฟได้ฯลฯ เธอคงจะกลายเป็นสุดยอดคนเหล็กหญิงผู้ผดุงความยุติธรรม คอยต่อสู้กับอาชญากรไม่ซ้ำหน้า แล้วพวกเราก็คงจะต้องซื้อตั๋วเข้าไปติดตามดูการผจญภัยของเธอกันอย่างสนุกระทึกใจ

ทว่าในความเป็นจริง มันจะเป็นแบบนั้นได้หรือ? คลอเดียคงได้แต่ทำใจยอมรับชะตากรรมเท่านั้นใช่หรือไม่?

ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่าเส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง จะเริ่มเลือนลางลงไปทุกที      
หลายเดือนหลังจากที่เกิดเรื่อง ดร. ท็อด คุยเก้น (Todd Kuiken) นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันฟื้นฟูสภาพคนพิการ ณ นครชิคาโก (Rehabilitation Institute of Chicago) ได้ใช้เทคโนโลยีที่เพิ่งคิดค้นวิจัยขึ้นมาล่าสุด ทำการผ่าตัด เชื่อมต่อแขนเทียมอันใหม่ให้กับคลอเดีย แขนนี้เป็นคนละโลกคนละรุ่นกับแขนเทียมธรรมดาที่คนพิการทั่วไปใส่กันอย่างสิ้นเชิง มันเป็นแขนกลพิเศษซึ่งใช้ระบบอิเล็คโทรนิคตอบสนองกับกระแสประสาทของคลอเดียโดยตรง แขนเคลื่อนไหวได้โดยการอ่านคำสั่งจากเส้นประสาทซึ่งเดิมเคยส่งสัญญาณไปบังคับกล้ามเนื้อที่แขนข้างที่ขาดไปของคลอเดีย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ จิตของเธอ บัดนี้ได้ถูกเชื่อมต่อเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรกล เท่ากับว่าคลอเดียสามารถบังคับมันได้ตามใจนึก ถ้าอยากงอข้อศอกก็แค่นึกในหัว แขนกลก็จะงอข้อศอกตามที่คิด เหมือนเวลาขยับแขนปกติ ระบบนี้ทำให้เธอทั้งสามารถ ยกแขน งอข้อศอกหมุนข้อศอก กำมือแบมือ ได้อย่างราบรื่นตามใจนึก แล้วก็ทำทุกอย่างได้พร้อมๆ กัน ซึ่งแขนเทียมตามปกติไม่มีทางทำได้ ทุกวันนี้ คลอเดียสามารถใช้สองแขนในการ ซักผ้า พับผ้า  กระทั่งปอกกล้วยกินเองได้ไม่ต้องใช้เท้าช่วย ถึงจะไม่ได้ไปเป็นโรโบไซเบอร์โซลเยอร์สาวสุดเซ็กซี่อย่างในหนัง แต่เธอก็ได้รับการจารึกไว้ ในฐานะ มนุษย์จักรกล หรือไซบอกร์หญิงตัวจริงคนแรกของโลก




ตอนอ่านเรื่องนี้เสร็จ ผมหลับตาลงแล้วรำพันกับตัวเอง โอ้วว.. มนุษยชาติก้าวไปไกลถึงขนาดนี้แล้วหรือนี่ อีกไม่นาน คนงานก่อสร้างคงใช้เส้นประสาทต่อกับแขนกลยกเสาคอนกรีตหนัก 30 ตันได้โดยไม่ต้องออกแรง ตอนผมอายุซัก 60 อาจจะมีพอร์ต USB สำหรับเสียบตรงหน้าผาก เชื่อมไปออกพรินต์เตอร์ นึกอยากจะพรินต์ภาพอะไรในจินตนาการตัวเองออกมา ก็ทำได้เลยตามใจนึก อืมม.. แต่ว่ามันคงอีกนานแหละนะ กว่าจะสามารถเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างสมองกับเครื่องจักรในลักษณะแบบนั้นได้ อย่างกรณีคลอเดียนั่นก็แค่ต่อกับเส้นประสาทตรงหัวไหล่เองนี่นะ สมองคงยังอีกไกล เฮ้อ..รอไปก่อนๆ.. ว่าแล้วผมก็อ่านนู่นอ่านนี่ สืบค้นต่อไปเรื่อยเปื่อย อ่านไปๆ สักพัก ก็ปรากฏว่า ต้องหยุดหลับตารำพึงรำพันกับตนเองอีกรอบ..


เฮ้ย! มันทำได้แล้วจริงๆ ว่ะ


ตั้งแต่ปี 1999 การ์เร็ท แสตนลี่ย์(Garrett Stanley) แห่งมหาลัยฮาร์วาร์ด ทำการทดลองฝังอิเล็คโทรดเข้าไปในสมองส่วนประมวลภาพของแมว แล้วสามารถต่อสายดึงภาพที่แมวกำลังมองเห็นอยู่ ให้ออกมาปรากฏบนจอคอมพ์ได้สำเร็จ! ปี 2000 ทีมวิจัยซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหลายมหาลัย (MIT, Duke, SUNY) ฝังไมโครอิเล็คโทรดขนาดจิ๋วลงไปบนสมองลิง แล้วก็เชื่อมต่อสัญญาณไปเข้ากับแขนกลซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าตัวลิงอีกที ทั้งหมดนี้คล้ายกับกรณีของคลอเดีย แต่ต่างกันตรงที่ว่า แขนกลเชื่อมต่อกับสมองลิงโดยตรง แล้วก็ลิงเป็นลิงปกติไม่ได้พิการใดๆ ทั้งสิ้น นักวิจัยจับเจ้าลิงมานั่งกับเก้าอี้ เอาอาหารมาตั้งไว้ตรงหน้า แล้วก็มัดมือมันไว้ไม่ให้เอื้อมไปหยิบได้ (แกล้งได้โหดมาก) หนทางเดียวที่เจ้าลิงจะหยิบขนมกินได้ ก็คือมันต้องฝึกบังคับแขนกลให้สำเร็จ ปรากฏว่าความตะกละเป็นแรงจูงใจขั้นสูงจริงๆ เพียงไม่นาน ลิงก็เรียนรู้ที่จะใช้ ‘กระแสจิต’ บังคับแขนกลให้เอื้อมไปหยิบอาหารมาเข้าปากมันได้เหมือนกับใช้มือของตัวเอง.. จริงๆ แค่นี้ก็อึ้งพอแล้ว แต่ทีมวิจัยทีมนี้ ยังอยากให้เป็นข่าวดังกว่านั้นอีก ก็เลยโชว์เจ๋ง โดยการแปลงสัญญาณจากสมองลิง ส่งผ่านอินเตอร์เน็ตไปยังอีกมหาลัยหนึ่ง ที่อยู่ห่างออกไป 600 ไมล์ แล้วก็ให้ลิงใช้สมองตัวเองบังคับแขนกลที่อยู่ที่มหาลัยโน้นโดยอาศัยดูผ่านจากจอคอมพ์ ลองนึกดูนะครับ ถ้าคุณเป็นนักวิจัยที่นั่งอยู่อีกฝั่งนึง แล้วอยู่ดีๆ แขนหุ่นยนต์ที่ตั้งอยู่มันเริ่มขยับไปขยับมา  ต่อให้คุณรู้อยู่แล้วก็เถอะ ว่ามันกำลังถูกควบคุมโดยความคิดของลิงตัวหนึ่งซึ่งถูกส่งมาตามสายอินเตอร์เน็ต ผมว่ามันก็ยังยากที่จะเชื่อสายตาตัวเองอยู่ดีว่ามันจะเป็นไปได้ นี่กระมังที่เขาว่ากันว่า วิทยาศาสตร์มีจริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

โลกจิต กับโลกจักร เชื่อมกันได้ในที่สุด  ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ปัจจุบันก็มีมนุษย์หลายคนแล้ว ที่ได้รับการช่วยเหลือจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดังกล่าว (ภาษาอังกฤษเรียกว่าเทคโนโลยี BCI หรือ Brain-Computer Interface)

ปี 2001 แมทท์ เนเกิล (Matt Nagle) เด็กหนุ่มอายุ 25 ปี ไปเที่ยวงานดอกไม้ไฟเฉลิมวันชาติกับเพื่อนๆ ปรากฏว่าก่อนจะกลับบ้าน เพื่อนเขาดันไปมีปากเสียงกับวัยรุ่นกลุ่มอื่น แมทท์ ซึ่งเป็นชายร่างใหญ่ กระโดดลงจากรถเพื่อจะเข้าไปช่วย แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรเขาก็วูบไปเสียก่อน นั่นคือความทรงจำสุดท้ายที่เขาจำได้ แมทท์ตื่นขึ้นมาอีกทีที่โรงพยาบาล หมอแจ้งข่าวร้ายบอกว่า เขาโดนมีดยาว 8 นิ้วเสียบเข้าที่ต้นคอ คมมีดเฉือนผ่านไขสันหลังขาด ทำให้เป็นอัมพาตทั้งตัวตั้งแต่คอลงไป จำเป็นต้องนั่งรถเข็นและหายใจด้วยเครื่องช่วยหายใจไปตลอดชีวิต แม่ของแมทท์หัวใจสลาย แต่ก็ยังสืบเสาะพยายามหาหนทางช่วยลูก จนในที่สุดไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท Cyberkinetics ซึ่งเป็นผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี BCI บริษัทนี้ได้ทำการทดลองได้ผลในลิงมาเป็นเวลานานแล้ว แต่เพิ่งจะมีโครงการทดลองติดตั้งระบบในคนดูเป็นครั้งแรก และกำลังประกาศรับอาสาสมัครอยู่  แมทท์ พอได้ข่าว ก็รู้สึกเปี่ยมด้วยความหวังขึ้นมาอีกรอบ เทคโนโลยีอาจจะยังเสี่ยงอยู่ และยังไม่มีใครรู้ว่ามันจะเวิร์คในคนหรือไม่ เนื้อสมองของเขาอาจต่อต้านสิ่งแปลกปลอม และอาจเกิดอาการอักเสบลุกลามได้ อย่างไรก็ตาม แมทท์รู้สึกว่าเขาไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้ว เขาพร้อมที่จะแลกทุกอย่าง เพียงเพื่อโอกาสที่สักวันหนึ่งจะสามารถกลับมาพึ่งพาตนเองได้อีกรอบ ในที่สุด เขากับครอบครัวก็ตัดสินใจ แมทท์อาสาสมัครเป็นมนุษย์ทดลองคนแรกของโลก ที่จะเข้ารับการผ่าตัดเชื่อมต่อสมองตนเองเข้ากับคอมพิวเตอร์

ปี 2004 ทีมนักวิจัยนำโดย ดร.จอห์น โดโนฮิว (John Donoghue) แห่งมหาวิทยาลัย Brown ได้ลงมือทำการผ่าตัด เริ่มต้นจากใช้สว่านไฟฟ้าความเร็วสูงเจาะเปิดกะโหลกของแมทท์ออกก่อน (นึกถึงเสียง ฟี้ว..ของเครื่องมือทำฟัน) จากนั้นใช้มีดผ่าตัด ค่อยๆ เลิกพวกเยื่อหุ้มสมองชั้นต่างๆ ออกไป จนกระทั่งเผยให้เห็นเนื้อสมองสีชมพูเรื่อๆ รายล้อมไปด้วยแขนงเส้นเลือดต่างๆ มากมาย สมองเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจร จากนี้ไปทีมผ่าตัดต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ค่อยๆ ค้นหาตำแหน่งที่เหมาะสม ก่อนที่จะติดตั้งไมโครชิพลงไปบนผิวสมองส่วนที่แมทท์เคยใช้ในการบังคับแขน ไมโครชิพที่ว่านี้มีรูปร่างลักษณะเหมือนพวก Pentium CPU ไม่มีผิด เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจตุรัส 4x4 มิลลิเมตร ข้างใต้มีเข็มอิเล็กโทรด 100 เข็ม ยื่นออกมาเรียงกันเป็นแถวๆ แต่ละเข็มยาว 1 มิล และมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กกว่าเส้นผมซะอีก เข็มพวกนี้เมื่อปักลงไปในเนื้อสมอง จะเป็นตัวคอยรับสัญญาณไฟฟ้าจากเซลประสาทรอบๆ แล้วจากนั้นจะส่งสัญญาณต่อออกมาตามสายแผงไฟเส้นเล็กๆ ซึ่งทำด้วยทองคำแท้ ทีมผ่าตัดเอาแผ่นกะโหลกที่เปิดออกไปมาปิดกลับ ขันน็อตไทเทเนียมให้เรียบร้อย เหลือไว้แต่รูขนาดเล็กซึ่งเจาะผ่านกลางกระหม่อม เพื่อให้สายสัญญาณลอดผ่านออกมาแล้วไปเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ด้านนอกอีกที (ระบบทั้งระบบนี้มีชื่อว่า BrainGate) การผ่าตัดถือได้ว่าลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่ทีมงานก็ยังไม่สามารถแน่ใจได้ว่า ระบบทั้งหมดจะทำงานได้จริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้าที่จะเข้ามาติดตั้ง แมทท์ได้อยู่ในสภาพอัมพาตมาหลายปีแล้ว และไม่แน่ว่าสมองส่วนที่เคยใช้ควบคุมกล้ามเนื้อของเขาจะยังสามารถสั่งการได้อย่างปกติหรือไม่ หนทางเดียวที่จะรู้ได้ก็คือต้องทดสอบดู



3 อาทิตย์ผ่านไป แมทท์พักฟื้นอย่างเพียงพอ และพร้อมแล้วที่จะเริ่มการทดสอบ ในด่านแรก เขาจะต้องใช้สมองตัวเองแทนเมาส์ และพยายามบังคับลูกศรให้เคลื่อนที่ให้ได้ ทุกคนต่างเฝ้าดูด้วยใจระทึก แมทท์ค่อยๆ เพ่งสมาธิจินตนาการว่ากำลังขยับแขนของตัวเอง ภาพที่ปรากฏบนจอ ปรากฏว่าลูกศรค่อยๆ ขยับตามจริงๆ ด้วย พวกเขาทำได้สำเร็จ! ถึงแม้ว่าตอนแรกๆ จะตะกุกตะกักมาก เหมือนเด็ก 3 ขวบเพิ่งหัดใช้เมาส์ใหม่ๆ แต่ทักษะของแมทท์ก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว แรกทีเดียวทีมงานตั้งเป้าไว้ว่าจะใช้เวลาประมาณ 11 เดือน แต่นี่ปรากฏว่าผ่านไปแค่ 2-3 วัน แมทท์ก็สามารถควบคุมลูกศรได้ตามใจนึก มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปเสียแล้ว เขานึกซ้าย มันก็ไปซ้าย นึกขวาไปขวา นึกบนไปบน นึกล่างลงล่าง หรือจะนึกให้อยู่กับที่ หรือให้คลิก ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย แมทท์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บอกว่า ตอนเริ่มบังคับเป็นใหม่ๆ เขาดีใจมาก และประโยคแรกที่เขาอุทานออกมาในตอนนั้นก็คือ “Holy shit! I like this.”

 



ด้วยระบบ BrainGate ทุกวันนี้ แมทท์สามารถบังคับเปิดปิดไฟ เปิดปิดเปลี่ยนช่องทีวี เช็คอีเมล ใช้คอมพิวเตอร์ กระทั่งเล่นวิดิโอเกม โดยอาศัยความคิดของเขาเพียงอย่างเดียว สำหรับคนที่เป็นอัมพาตทั้งตัว ทำได้ขนาดนี้ ก็ถือได้ว่าแทบจะเป็นปาฏหารย์อยู่แล้ว แต่วิทยาการก็ยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น ในอนาคตแมทท์มีความหวังว่า ดร. โดโนฮิว จะสามารถพัฒนาระบบ BrainGate ให้สมบูรณ์แบบขึ้นได้เรื่อยๆ อีกไม่นานชิพในสมองของเขาอาจจะถูกเชื่อมต่อเข้ากับรถเข็นไฟฟ้า ทำให้เขาสามารถบังคับมันไปไหนมาไหนได้ตามใจตนเอง สักวันหนึ่ง สายสัญญาณจากสมองอาจจะถูก bypass ผ่านไขสันหลังส่วนที่ขาด ไปเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อในอวัยวะต่างๆ ของเขาโดยตรง และถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ เขาอาจหายใจเองได้ กระทั่งอาจกลับมาเดินได้ด้วยลำแข้งของตนเองอีกครั้ง  

“เรียนวิทย์ไปทำอะไรได้บ้าง?”

ที่แน่ๆ อย่างหนึ่งก็คือ ไปทำให้ความหวัง ความฝัน และจินตนาการของมวลมนุษยชาติกลายเป็นความจริงขึ้นมา

มันต่างกันมากนะครับ กับเวลาที่เด็กไปเรียนพิเศษแล้วเค้าเน้นบอกว่า

“เรื่องนี้คุณต้องรู้นะ เพราะออกข้อสอบแน่นอน”

credit : http://old.storythai.com/user/yeebud/2364911/5