การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ี่ที่น่าเชื่อถืออย่าง DNA, ชวนให้มองมุมกลับว่า
แล้วการพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด/ครอบครัวระหว่างคนสองคน-สามคน ฯลฯ ที่ "ต้อง DNA" นั้น--
ไหงจะกลายเป็น "ท่าบังคับ" ไปแล้ว
อาจารย์ณรงค์ ตอบคำถามด้วย การถามกลับว่า
"ลองสมมติว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่ หรือไม่ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ก็ได้ เอาเป็นว่าเราเป็นเรา แต่มีคนมานั่งตรงหน้า บอกว่า "ผมเป็นลูกพ่อคนนี้" "
"พวกคุณจะเชื่อเขาหรือเปล่า พวกคุณจะซักเขายังไง?"
"คุณจะเรียกใครมาเป็นพยานบ้าง"
ทำให้นึกถึงคำพูดของอ.แสวง ที่ชวนขำ แต่แสนจะจริง ก็คือ
'ลูกแม่' น่ะ เชื่อได้ แต่ 'ลูกพ่อ' นั้น จะใช่หรือเปล่า?
อ.ณรงค์ ซ้ำด้วยอีกหลายประโยค ที่ทำให้คิดหนักเห็นจะเป็นประโยคชวนยิ้ม ที่ว่า
"สมมติว่า มีอะไรกันครั้งเดียวด้วยนะ ผู้หญิง (แม่บางคน) ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะใช่ "พ่อ คนนี้" แน่หรือเปล่า!
หลังจากนั้นคือ การ (แย่งกัน) ตอบ และ (แข่งกัน) เงียบ สลับกันเป็นระยะๆ
....................................
"แน่นอน-คนที่น่าจะรู้ดีที่สุด ว่าใครคือ พ่อเด็ก ก็คือ แม่ของเด็ก"
"พยานบุคคลประเภทไหนกันที่จะมายืนยันได้!?"
ที่ำสำคัญ "ข้อจำกัดของพยานบุคคล คือ การเห็นคนละที"
"error ของพยานบุคคล สูง หรือ น้อยกว่า่ พยานดีเอ็นเอ?"
นั้นแล.. ที่ี่ทำให้ DNA กลายเป็น ไม้บรรทัดที่แสนจะแม่นยำ ในกรณีพิสูจน์ความเป็นพ่อ-แม่-ลูก, รวมถึงกรณีการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ผ่าน "สายแม่"
แต่ก็อีกนั่นแหละ ความเหมือนที่น้อยในผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอระหว่าง คนที่กล่าวอ้างว่าเป็นพ่อลูกกัน ก็มิได้หมายความว่า "เชืื่อไม่ได้เอาเสียเลย" แต่อาจเชื่อถือได้น้อย
หลักการข้างต้นนี้ อยู่บนพื้นฐานที่ว่า "การตรวจต้องเป็นไปตามมาตรฐาน" นะ
"ดังนั้น พยานทุกอย่างจะต้องประกอบกัน ทั้งผลการตรวจ DNA และพยานบุคคล มันจะต้องประกอบกันจนน่าเชื่อได้ว่า error มันน้อยมาก และมีความน่าเชื่อ"
ส่วนพยานบุคคลที่จะทำให้น่ารับฟัง น่าเชื่อถือได้นั้น
อ.ณรงค์เห็นว่า "ขึ้นกับแต่ละกรณี, แนวปฏิบัติ หรือ guide line การรับฟังพยานบุคคลน่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะขึ้นแต่ละกรณี ขึ้นกับพยานแต่ละคน ว่าเป็นใคร การซักมันก็จะต่างกัน ต่อให้อ้างหมอตำแยเป็นพยานว่ารู้เห็นการเกิดของเด็ก ผมก็จะซักอีกแบบ"
...
กลับไปอ่านหนังสือ "พยาน" ซักอีกหลายรอบ
น่าจะพอช่วยได้บ้าง
(โอ๊ะ โอ.. ต้องอ่านอีกหลายเล่ม หลายเรื่องและหลายประเด็นเลยนะนั่น)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๓๔/๒๕๓๗
โจทก์ นายยี่เกียม
จำเลย กระทรวงมหาดไทย
เรื่อง สัญชาติไทยของชายซึ่งอ้างว่าเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ และเดินทางออกไปประเทศจีนตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐ จนถึง พ.ศ.๒๕๓๑
แนะนำให้อ่านช้าๆ ว่า ศาลวิเคราะห์พยานที่นำมาสืบอย่างไรบ้าง
รับทราบค่ะ
อ่านแล้วขอบอกว่า มุมการมอง/หยิบ/เพื่ือจะพิเคราะห์พยานหลักฐานของศาลฎีกา เก๋ และเทห์ มากค่ะ
ขอย้อนความก่อน: คดีนี้ นาย ยี่เกียม หรือโบกิม แ๋ซ่เฮง ยื่นฟ้อง มท. และพวก
ประเด็นของนายยี่เกียม หรือโจทก์:
จำเลยนำสืบว่า
พยานบุคคลที่โจทก์อ้างเพื่อ สืบต่อสู้คดี
ประเด็นที่ศาลชี้ (-เก๋ และเท่ห์มั่กๆๆ ค่ะ)
ที่น่าสนใจไม่น้อยก็คือ เหตุผลที่ศาลอุทธรณ์เห็นต่างจากศาลชั้นต้น จึงได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสีย
ค่อยว่าต่ออีกทีนะคะ
ง่วงแล้นน อะค่ะ