การทำสิ่งที่เล็กๆแต่ให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่

ช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากผู้เขียนทำงานในวงการธุรกิจมาได้ระยะหนึ่ง (ประมาณ 7 ปี) ได้ลาออกมาเรียนต่อในสาขาจิตวิทยาซึ่งภายหลังได้มีโอกาสฝึกงานและทำงานกับองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรนานาชาติแห่งหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลผู้ลี้ภัยบนโลกนี้ ได้มีโอกาสทำงานโดยตรงแบบตัวต่อตัวกับผู้ลี้ภัยจากหลายชาติจากหลายทวีป ทั้ง อัฟริกา ตะวันออกกลาง และจากประเทศต่างๆ ในเอเชีย (เยอะที่สุดคือ ชาวพม่า) ซึ่งกลุ่มใหญ่คือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบ อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ลี้ภัยทางการเมือง

 

จากงานที่ได้เข้าไปสัมผัสกับชีวิตของผู้ลี้ภัยเหล่านี้โดยตรง ทำให้รับรู้ถึงหลายสิ่งหลายอย่างในมุมที่ไม่เคยรับรู้มาก่อนกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ นอกเหนือจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ

 

ที่สำคัญการที่ได้ทำหน้าที่พูดคุยกับพวกเขาเหล่านั้น รับรู้ถึงชีวิตที่ยากลำบากของพวกเขา ได้ส่งผลบางอย่างในการมองชีวิตของตนเอง  จากที่กล่าวข้างต้นถึงผู้ลี้ภัย 2 ประเภทหลักที่ได้ทำงานด้วย งานที่ได้สัมผัสกับสองกลุ่มค่อนข้างแตกต่างกันนิดหน่อย กลุ่มผู้ลี้ภัยจากการสู้รบ ผู้เขียนได้รับบทบาทเจ้าหน้าที่ผู้สัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบซักประวัติที่มาที่ไปของผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะกับเด็กๆที่พ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดๆ

ส่วนกลุ่มผู้ลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งเป็นงานชิ้นแรกที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผู้เขียนได้รับบทบาทที่ตรงกับสิ่งที่เรียนมาคือทำหน้าที่เป็นนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษา ซึ่งในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Counseling Psychologist ดังนั้นจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ลี้ภัยแต่ละคนแบบตัวต่อรวมถึงการใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยาต่างๆ เข้ามาช่วยในการประเมินสภาวะจิตใจและอาการทางจิตในรูปแบบต่างๆด้วย และที่นี่เองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสถึงความรู้สึกที่แตกต่างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตการทำงานของผู้เขียน

 

นั่นคือ การทำสิ่งที่เล็กๆแต่ให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ ต้องบอกก่อนว่างานนี้ผู้เขียนทำงานในฐานะอาสาสมัครเพื่อเป็นส่วนหนึ่งซึ่งใช้ประกอบกับการเรียนทางด้านจิตวิทยาในขณะที่ผู้เขียนกำลังจะเรียนจบจากการศึกษาต่อ

 

เหตุผลที่ผู้เขียนใช้คำว่า การทำสิ่งเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ เป็นเพราะสิ่งที่ทำถ้ามองเผินๆ ก็คงไม่ต่างกับการนั่งพูดคุยทั่วๆไปกับ มนุษย์ร่วมโลกคนหนึ่ง หากเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เวลาที่ผู้เขียนได้ใช้ในการนั่งพูดคุย อยู่กับผู้ลี้ภัยแต่ละคน มันมีความหมายต่อพวกเขาอย่างยิ่ง  ในเวลาปกติพวกเขาคือผู้ที่หนีออกจากประเทศของตนซึ่งไม่สามารถอยู่ในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ที่ที่มีครอบครัว ลูก พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน (เนื่องจากผู้ลี้ภัยประเภทนี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เฉพาะบางอย่าง) หรือ ถ้ามีก็อยู่กันอย่างพลัดพรากหรือได้ตายจากกันด้วยเหตุการณ์อันตราย หลายคนเคยถูกทรมานในรูปแบบต่างๆทั้งทางร่างกายและจิตใจ หลายคนเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในดินแดนที่ไม่ใช่บ้าน และเขาก็ไม่มีสิทธิ ไม่สามารถเรียกร้องขอสวัสดิภาพอะไรได้มากมายเนื่องจากตนเองตกอยู่ในสถานภาพที่ต้องจำยอม ความปลอดภัยในชีวิตคือปัจจัยหลักอันดับหนึ่งที่พวกเขาต้องการ แต่ก็ไม่สามารถคาดหวังได้ในความเป็นจริง ทุกคนต้องอยู่อย่างหวาดกลัวโดยมีความหวังว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้รับความกรุณาจากประเทศที่สามให้พวกเขาได้ไปตั้งต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับความรู้สึกหวาดกลัวขั้นรุนแรงเป็นระยะเวลานาน จนหลายคนมีอาการทางจิตประสาท เห็นภาพหลอน รู้สึกถึงอาการทางร่างกายในรูปแบบต่างๆ โดยไม่มีอาการทางร่างกายเกิดขึ้นจริงเมื่อได้รับการตรวจจากแพทย์ อาการดังกล่าวในภาษาทางจิตวิทยา อาจเรียก จิตเภท หรือ Schizophrenia (ใกล้เคียงความผิดปกติของพระเอกเรื่อง The Beautiful Mind)

 

และสิ่งที่พวกเขาทำได้เพื่อตอบกลับการที่ผู้เขียนได้ใช้เวลาพูดคุยกับพวกเขา คือ คำขอบคุณ เช่นเดียวกัน คำขอบคุณที่ผู้เขียนได้รับ มันแตกต่างจากคำขอบคุณอื่นๆที่ได้รับมาในชีวิต ผู้เขียนได้รับความรู้สึกปลื้มปิติ รู้สึกยิ่งใหญ่และพองโตในหัวใจ ถึงแม้จะรู้ว่า มันเป็นการช่วยเหลือเพียงเล็กๆน้อยๆ หากแต่ว่ากลับเป็นเหมือนไม้ขีดไฟเล็กๆ ที่ทำให้ห้องเย็นและมืดในใจของพวกเขา ส่องสว่างและอบอุ่นในเสี้ยวเวลาเล็กๆ นั้น

 

วันนี้ผู้เขียนด้วยโชคชะตาทำให้ได้กลับมาทำงานในภาคธุรกิจอีกครั้ง แต่ความรู้สึกและมุมมองในการทำงานหรือทำสิ่งอื่นๆต่อไปในชีวิตมันได้เปลี่ยนไป  ประสบการณ์เหล่านี้ได้ทำให้ผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะทำอีกหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต มากกว่าที่กำลังทำอยู่และที่เคยได้ทำมา

 

นอกจากนั้นแล้ว ผุ้เขียนรู้สึกขอบคุณชะตาชีวิตที่ทำให้เกิดอยู่ในประเทศไทย ที่ทียังมีความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และอิสระที่จะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง รู้สึกขอบคุณที่มีประเทศ มีบ้านให้อยู่เป็นหลักแหล่งถาวร มีโอกาสได้รับการศึกษา มีสิทธิในความเป็นประชาชนของประเทศแม้ว่ามันจะไม่สมบูรณ์แบบ มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวและเพื่อนฝูง อย่างไม่โดดเดี่ยวอ้างว้าง

 

ผู้คนที่กำลังต่อสู้แย่งชิงอำนาจ หรือเรียกร้องสิทธิต่างๆ อย่างไม่มีขอบเขต หากวันหนึ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปเพียงเพราะการแย่งชิงอำนาจที่ไม่มีซึ่งขอบเขต แล้วทำให้ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และอิสระที่จะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง การมีประเทศมีบ้านให้อยู่เป็นหลักแหล่งถาวร มีโอกาสได้รับการศึกษา มีสิทธิในความเป็นประชาชนของประเทศ มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวและเพื่อนฝูง อย่างไม่โดดเดี่ยวอ้างว้าง มันหายไป เราจะไปเรียกร้องกลับคืนมาจากใคร แล้วลูกหลานของพวกเราจะอยู่กันอย่างไร