เมื่อวันที่ ๑๘ ก.ค. ๕๒ มีการเฉลิมฉลองอายุครบ ๗๒ ปีของปราชญ์ท่านหนึ่งของไทย   คือ ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ   ผมได้รับเกียรติชักชวนให้ร่วมเขียน think paper ลงหนังสือ “ลบเส้นพรมแดนแห่งศิลปะ” เพื่อร่วมแสดงมุทิตาจิตแก่ท่าน   และยิ่งกว่านั้น ผมถือเป็นการบูชาครู    เพราะผมยึดถือ ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ เสมือนเป็นครูคนหนึ่งของผม ที่ผมเรียน “วิชาคิดอย่างลึกซึ้งและเชื่อมโยง” กับท่านมา ๑๖ ปีแล้ว    แม้ว่าจะยังไม่ค่อยถึงไหน   แต่ผมก็ได้รับประโยชน์มาก    จึงนำข้อเขียนของผมมาเผยแพร่


จากวิทยาทานสู่ธุรกิจ : บนเส้นทางอุดมศึกษาไทย

วิจารณ์ พานิช


          อุดมคติของเส้นทางอุดมศึกษาไทยน่าจะอยู่ที่การทำหน้าที่เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมด้านสติปัญญา    และในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการของสังคมด้วย   โดยที่ในการทำหน้าที่ดังกล่าว อุดมศึกษาควรยึดหลัก คุณภาพ ประสิทธิผล และประสิทธิภาพ   และในขณะเดียวกัน สถาบันอุดมศึกษาก็ต้องอยู่รอดและอยู่ดีพอสมควร   มีทรัพยากรให้ใช้จ่ายเพื่อการทำหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาตามอุดมคตินั้น  
          เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ ผมได้รับเชิญให้ไปกล่าวปาฐกถานำเรื่อง “จากวิทยาทานสู่ธุรกิจ : เส้นทางอุดมศึกษาไทย?” ในการประชุมที่เราเรียกกันด้วยชื่อไม่เป็นทางการว่า ศาสตราจารย์สโมสร   หรือชื่อจริงว่า “วัฒนธรรมทางวิชาการของอุดมศึกษาไทย” ที่มี ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ เป็นประธานจัดการประชุม   หลังจากนั้น เป็นการอภิปรายในหัวข้อเดียวกัน โดยผู้ร่วมอภิปราย ๓ ท่าน คือ  ศ. ดร. คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์, รศ. ดร. จีรเดช อู่สวัสดิ์  และ รศ. ดร. ปรีชา จรุงกิจอนันต์   ผมได้บันทึกการเสวนานี้ไว้ที่
http://gotoknow.org/blog/thaikm/187682
          เป็นที่เห็นพ้องกันว่าอุดมศึกษาไทยในปัจจุบันเป็นทั้งเทพยดาและซาตานในเวลาเดียวกัน    หลายๆ ภาคของอุดมศึกษาเป็นเทพยดาที่โปรยวิทยาทานให้แก่ผู้คน   ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายภาคของอุดมศึกษาที่มีภาพของ “ผีห่าซาตาน” สูบเลือดคน ผ่านธุรกิจอุดมศึกษา    ที่เป็นธุรกิจที่ให้บริการที่ด้อยคุณภาพ  ไร้ความรับผิดชอบ ชักจูงโดยความโลภ    โดยมักสมรู้ร่วมคิดกันหลายฝ่ายเปิดหลักสูตรพิเศษที่ขาดกลไกควบคุมคุณภาพ   เข้าหลักการ ๓ ง่าย คือ เข้าง่าย  เรียนง่าย  จบง่าย    มีผู้ยืนยันว่าเคยเห็นประกาศโฆษณาหลักสูตรในหนังสือพิมพ์ว่า “จ่ายครบ จบแน่”
          ผมขอนำเอาสาระที่ได้จากการเสวนาเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ มาขยายความด้วยความเห็นของตนเอง    จัดทำเป็นข้อเขียนร่วมเฉลิมฉลองวาระที่ ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ มีอายุครบ ๖ รอบนักษัตร   

การศึกษาเป็นวิทยาทาน ดีจริงหรือ
          คำตอบคือ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย   ในสมัยโบราณวัฒนธรรมไทยถือว่าการศึกษาเป็นวิทยาทาน   ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์เป็นความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์    นำด้วยความรักความเมตตา และความเคารพ   ครูกับศิษย์จะมีความผูกพันกันตลอดชีวิต 
          แต่ก็ไม่ใช่จะ “ให้ทาน” กันง่ายๆ    มีการหวงวิชา  มีการเลือกศิษย์ มีการบอกไม่หมด   เป็นที่รู้กันว่า ก่อนยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาของตะวันตก ประเทศจีนมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหลายด้านล้ำหน้าประเทศตะวันตก   กองเรือเดินสมุทรของจีนยิ่งใหญ่กว่าของประเทศตะวันตกหลายเท่า   กองเรือจีนที่มีเจิ้งเหอเป็นแม่ทัพเดินทางไปถึงชายฝั่งอัฟริกา    แต่เพราะจีนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาโดยเน้นการปกปิด   ไม่เน้นการเปิดเผยและจัดระบบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา    ความก้าวหน้าทางศิลปะวิทยาของจีนจึงหยุดชะงัก   ในขณะที่ตะวันตกใช้วิธีการทางธุรกิจ   คือจดทะเบียนสิทธิโดยการเปิดเผยความรู้    ผู้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ทางการค้าต้องจ่ายค่าความรู้นั้น   ศิลปะวิทยาจึงก้าวหน้ากว่า
          เพราะสังคมตะวันออกมองวิชาความรู้เป็นวิทยาทาน    สังคมจึงขาดระบบจัดการวิชาความรู้ เพื่อกระตุ้นการสร้างวิชาความรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง    ในขณะที่สังคมตะวันตกมองวิชาความรู้ว่ามีค่าทางผลประโยชน์    ผู้ที่เป็นผู้สร้างหรือค้นพบความรู้ต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทน   โดยสังคมจัดระบบผลประโยชน์ตอบแทน ๒ แบบ    แบบแรกเป็นชื่อเสียงการยอมรับนับถือ   โดยการเปิดเผยหรือเผยแพร่ความรู้นั้นผ่านการตีพิมพ์เผยแพร่   แบบที่สองเป็นสิทธิทางปัญญา ที่จะได้รับค่าตอบแทนจากผู้เอาไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งก็จะต้องเริ่มจากการเปิดเผยความรู้หรือเทคนิคนั้น ผ่านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (
http://en.wikipedia.org/wiki/Intellectual_property)    จะเห็นว่า สังคมตะวันตกมีการจัดระเบียบความรู้ผ่าน ๒ ระบบ   คือระบบการตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการ หรือผ่านหนังสือวิชาการ    กับระบบเผยแพร่ผ่านทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา    ทั้งหมดนี้เป้าหมายอยู่ที่การชักจูงบุคคลผู้มีความรู้ให้เปิดเผยความรู้นั้นให้เป็นสมบัติของสังคม   แต่ตนเองก็ยังดำรงความเป็นเจ้าของความรู้นั้น
          สังคมตะวันออกเลือกใช้แนวคิดวิทยาทาน    จึงไม่มีการจัดระบบความรู้เพื่อการต่อยอด    การต่อยอดความรู้อย่างเป็นระบบจึงเกิดขึ้นเฉพาะในสังคมตะวันตก   สังคมไทยยังขาดวัฒนธรรมของการจัดระบบความรู้ และการจัดระบบเพื่อการต่อยอดความรู้ มาจนถึงปัจจุบัน 
          จะเห็นว่า คำว่า “การศึกษาเป็นวิทยาทาน” เป็นคำพูดหลวมๆ   มองว่าความรู้เป็นสิ่งที่ให้กันแบบไม่เรียกร้องค่าตอบแทน   รังเกียจการตอบแทนครูด้วยเงิน   หรือมองว่าครูสูงส่งเกินกว่าที่จะตอบแทนด้วยเงินหรือสินจ้างรางวัล   ในวัฒนธรรมเช่นนี้ การปกปิดความรู้ และไม่เอาใจใส่การจัดระบบความรู้ จึงตามมา    นำไปสู่สภาพขาดการต่อยอดความรู้
          ในยุคที่การศึกษาเป็นวิทยาทาน  ความรู้ถือเป็นของสูง  เป็นสิ่งที่ต้องเคารพบูชา    การไม่เชื่อตามครู หรือหักล้างความรู้ของครู ถือเป็น “ศิษย์คิดล้างครู” ถือเป็นบาป    สภาพเช่นนี้ ทำให้ความรู้หยุดนิ่ง ไม่ต่อยอด ไม่งอกงาม  
          การศึกษาจะเป็นวิทยาทานได้ ผู้เป็นครูต้องมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างสุขสบาย   ซึ่งในสมัยโบราณ นักปราชญ์ราชบัณฑิต จะได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้าผู้ครองนคร   หรือเป็นพระ ได้รับการอุปถัมภ์จากชาวบ้านและคหบดี
          การศึกษาที่จัดเป็นวิทยาทานจากรัฐ   จริงๆ แล้วมาจากภาษีของชาวบ้าน    ไม่ใช่ทานที่หลั่งจากฟ้า    และในความเป็นจริงจะมีผู้แอบอ้างว่าตนเป็นผู้อุปถัมภ์ ดังเห็นจากนโยบายของรัฐบาลประชานิยม   จึงเห็นได้ว่า ในความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายในการศึกษาของประชาชน มาจากประชาชนเอง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม   ไม่ใช่ทานหรือของฟรีที่หยิบยื่นโดยผู้อื่น

การศึกษาเป็นธุรกิจ เป็นความชั่วร้ายหรือไม่
          คงต้องทำความเข้าใจเสียก่อน ว่า “ธุรกิจ” ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร    ผมขอนิยามเอาเองว่า หมายถึงการทำกิจกรรม หรือการลงทุน เพื่อหวังผลกำไร   และเอาผลกำไรไปแบ่งกันในหมู่ผู้ร่วมลงทุน    ในสหรัฐอเมริกา ที่มี private university ดาดดื่นและเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก    แม้มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีการบริหารงานแบบธุรกิจ    แต่มหาวิทยาลัยเหล่านี้ไม่ใช่ธุรกิจ   เพราะไม่ได้หวังสร้างผลกำไรเอาไปแบ่งให้ผู้ถือหุ้น    และจริงๆ แล้วไม่มีผู้ถือหุ้น    ผู้เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยคือองค์กรสาธารณะ เช่นองค์กรศาสนา หรือมูลนิธิ   เป้าหมายหลักของมหาวิทยาลัยเอกชนเหล่านี้คือการทำงานสร้างสรรค์วิชาการ สร้างคน ให้แก่สังคม  
          มหาวิทยาลัยไทย มีทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชน    มหาวิทยาลัยเอกชนก็มีทั้งที่มีเอกชนเป็นเจ้าของ  และที่มูลนิธิเป็นเจ้าของ   ที่มีเอกชนเป็นเจ้าของกำไรก็เข้ากระเป๋าเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น   จึงถือเป็นธุรกิจอย่างแน่นอน
          มหาวิทยาลัยของรัฐ ก็เรียนรู้วิชาผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว    เมื่อมีโอกาสก็เปิดหลักสูตรพิเศษที่คิดค่าเล่าเรียนแพง    มีค่าตอบแทนผู้สอนและผู้บริหารในอัตราสูง   ส่วนหนึ่งให้การศึกษาคุณภาพสูง มีการจัดการอย่างเป็นระบบที่ยุติธรรมและเปิดเผยตรวจสอบได้   อย่างนี้น่าจะถือเป็นธุรกิจการศึกษาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม   ไม่น่าจะถือว่าเป็นธุรกิจที่ไม่เหมาะสม
          ไม่ว่ามหาวิทยาลัยของรัฐหรือของเอกชน   ที่ฉวยโอกาสตอบสนองความต้องการฐานานุภาพ (ปริญญา) ของผู้คนในสังคม    เปิดหลักสูตรพิเศษที่ค่าเล่าเรียนแพง บริการแบบเอาใจ นักศึกษาไม่อยากเรียนหนัก ก็ผ่อนให้เรียนเบาๆ    นักศึกษาอยากสอบผ่านแบบไม่ยาก ก็จัดสอบแบบเอาใจ   มีการจัดกระบวนการเรียนรู้และการทดสอบแบบอลุ้มอล่วย    โดยที่บางกรณีหลักสูตรนั้นเกิดจากการคบคิดกันของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่หรือในบ้านเมือง กับผู้บริหารมหาวิทยาลัย และหรือคณาจารย์    ที่สมประโยชน์กัน แลกเปลี่ยนปริญญากับผลประโยชน์เป็นเงิน   อย่างนี้เป็นความชั่วร้ายหรือไม่  
          ความชั่วร้ายของการเปิดหลักสูตรคุณภาพต่ำ หลบเลี่ยงเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ คือผลกระทบด้านลบหรือผลเสียหายต่อสังคม   ซึ่งน่าจะมีผลร้ายดังต่อไปนี้

๑. ชักนำความโลภเข้าไปปกคลุม หรือบ่อนเซาะ มหาวิทยาลัย   ความโลภมันไม่ทำลายมหาวิทยาลัยแบบเห็นชัด   แต่มันจะค่อยๆ กัดกร่อน ทำลายกลไกความเข้มแข็งและความดีงามทุกด้านของมหาวิทยาลัย   ให้ไม่สามารถทำหน้าที่ที่ถูกต้องของความเป็นมหาวิทยาลัยได้


๒. เกิดการสร้างระบบการจัดการ และการกำกับดูแล ที่อาจเรียกได้ว่า “ระบบที่เลวร้าย” (corrupted systems)    คือแทนที่จะเป็นระบบเพื่อผลประโยชน์ของสังคม   ก็จะเป็นระบบเพื่อผลประโยชน์ของสถาบันนั้นเท่านั้น   หรือร้ายยิ่งกว่านั้น เพื่อผลประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่ม ที่ยึดอำนาจภายในสถาบันนั้นได้    ผมมีความเห็นว่า ในปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษาไทยทุกแห่งแปดเปื้อนมลภาวะนี้   แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำของเราแปดเปื้อนไม่มาก และกำลังเดินไปในทางที่แปดเปื้อนน้อยลง    แต่ก็มีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่ดูเสมือนกำลังเดินไปสู่สภาพ “มหาวิทยาลัยที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม” สมบูรณ์แบบ   ผมภาวนาให้ความเข้าใจข้อนี้ของผมผิดพลาด ไม่เป็นความจริง


๓. เกิดสภาพที่ผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัย สมคบกับผู้มีอำนาจในบ้านเมือง (ซึ่งอาจเป็นผู้มีอำนาจระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่น)    ร่วมกันผลักดันให้มีหลักสูตรการศึกษาที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ ในลักษณะที่คุณภาพอยู่ในแผ่นกระดาษ    ไม่ได้อยู่ในการปฏิบัติ   เกิดหลักสูตรด้อยคุณภาพที่เห็นกันโจ่งแจ้ง   เกิดพฤติกรรมการจ้างทำวิทยานิพนธ์    ที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นเองอาจเป็นผู้รับจ้าง    สินจ้างอาจเป็นเงินหรืออย่างอื่น   ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์บิดเบี้ยวไปหมด   ความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็บิดเบี้ยว   แทนที่จะเข้ามาเป็นอาจารย์เพื่อดำเนินชีวิตของนักวิชาการ (scholar)    กลายเป็นเข้ามาเป็นอาจารย์เพื่อเป็นบันไดสู่อำนาจการเมือง หรืออำนาจอื่นที่ไม่ใช่วิชาการ   คนเหล่านี้จะทำลายวัฒนธรรม หรือกฎเกณฑ์กติกาที่ส่งเสริมวิชาการไม่ทางตรงก็ทางอ้อม


๔. เป็นการซ้ำเติมสังคมไทย ที่เป็นสังคมบ้ายศบ้าปริญญาอยู่แล้ว   ให้รุนแรงยิ่งขึ้น   โดยการเข้าไปเป็นแนวร่วมและแสวงประโยชน์จากการสนองตัณหานั้น   ในกรณีเช่นนี้ มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่เตือนสติสังคม   กลับยุให้เสียสติเพื่อแสวงประโยชน์ให้แก่ตนเอง


๕. มหาวิทยาลัยที่ตกอยู่ในสภาพนี้ จะไม่ได้ทำหน้าที่ทำนุบำรุงศิลปะ (วิทยา) และวัฒนธรรม   ไม่มีการสร้างวัฒนธรรมเพื่อการสร้างสรรค์สิ่งนี้    มีแต่การสร้างวัฒนธรรมที่ทำลายกระบวนการทางปัญญา (anti-intellectual)  

          ธุรกิจดีๆ ที่รับผิดชอบต่อสังคมมีอยู่   และมีกติกาของธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม (http://en.wikipedia.org/wiki/Corporate_social_responsibility)    และการที่มหาวิทยาลัยมีการดำเนินการแบบธุรกิจก็ไม่น่าจะเป็นข้อเสียหาย หากดำเนินการอย่างรับผิดชอบต่อสังคม   มีความโปร่งใสเปิดเผยข้อมูลให้สังคมตรวจสอบได้   และมีกลไกจัดการระบบ กำกับดูแลระบบ ที่เข้มแข็ง

การบริหารและกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา
          สถาบันอุดมศึกษาทำหน้าที่สำคัญคือหล่อหลอมคน   ที่จะเป็นผู้นำของสังคมในอนาคต   ดังนั้น หากมีความชั่วร้ายในด้านแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบโดยการจัดการศึกษาแบบหวังผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่เอาใจใส่คุณภาพ เกิดขึ้น    ก็จะเกิดผลร้ายต่อสังคมในระยะยาว    เพราะความชั่วร้ายด้านผลประโยชน์และความไม่ละอายต่อบาปจะได้รับการปลูกฝังเข้าไปในลูกศิษย์ และเผยแพร่เข้าไปในสังคมวงกว้าง
          กลไกป้องกันไม่ให้เกิดสภาพชั่วร้ายนี้ ได้แก่การบริหารที่มีคุณธรรม   โดยมีระบบกำกับดูแล (Governance) คือสภามหาวิทยาลัยคอยกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง   หากระบบบริหารงาน และระบบกำกับดูแล เข้มแข็ง   บริหารอย่างมีสมรรถนะ  และกำกับดูแลอย่างมีหลักการและเอาจริงเอาจัง    สภาพการจัดการศึกษาแบบไม่รับผิดชอบต่อคุณภาพจะไม่เกิดขึ้น
          การมีสภาพชั่วร้ายอยู่ในสถาบันอุดมศึกษา สะท้อนภาพความล้มเหลวของการบริหาร และกำกับดูแลระบบอุดมศึกษา ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่   เกิดคำถามว่า ยุทธศาสตร์และมาตรการการบริหารระบบ และการกำกับดูแลระบบอย่างที่ใช้อยู่    เป็นยุทธศาสตร์และมาตรการที่ถูกต้องหรือไม่
          ผมเองมีความเห็นส่วนตัวว่า วิธีการบริหารและกำกับดูแลระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้ผล   น่าจะเป็นเพราะเป็นวิธีการใช้อำนาจของรัฐ เน้นการออกกฎระเบียบ   ที่เมื่อออกไปแล้ว ก็ไม่มีทางบังคับใช้ให้เกิดผลได้จริง (enforcement)    ผมมีความเห็นว่า แนวทางที่ใช้กันอยู่เป็นแนวทางที่ล้าสมัยและไม่มีทางได้ผล    แนวทางที่น่าจะเหมาะสมกว่าคือแนวทางที่กลไกภาครัฐร่วมมือกับภาคประชาชน หรือภาคสังคม ร่วมมือกันกำกับดูแล    ด้วยการทำวิจัยเชิงระบบ และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพของแต่ละสถาบันให้สาธารณชนรับทราบ   เน้นการใช้อำนาจมหาชนหรืออำนาจประชาชนกำกับพฤติกรรมของสถาบันอุดมศึกษา

การใช้กลไกคุ้มครองผู้บริโภคกำกับพฤติกรรมของสถาบันอุดมศึกษา
          เมื่อสถาบันอุดมศึกษาจำนวนหนึ่งให้บริการแบบธุรกิจ   นักศึกษาก็เป็นผู้บริโภค   จึงน่าจะใช้กลไกคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเครื่องมือกำกับพฤติกรรมของสถาบันอุดมศึกษา    แนวความคิดนี้ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย
          หากใช้กลไกคุ้มครองผู้บริโภค ก็จะต้องดำเนินการตาม พรบ. คุ้มครองผู้บริโภค (
http://www.trustmarkthai.com/ifmportal/Portals/trustmarkthai/privacy_legisative.pdf)    ที่ให้สิทธิแก่ผู้บริโภค   หากถูกละเมิดสิทธิ์ก็สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้   กลไกนี้ย่อมให้ผลดีแก่ผู้ใช้บริการ    และทำให้มหาวิทยาลัยต้องระมัดระวังการกระทำของตนไม่ให้ละเมิดสิทธิของผู้ใช้บริการ    แต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาเปลี่ยนจาก มหาวิทยาลัย – ศิษย์    กลายเป็น ผู้ให้บริการ – ลูกค้า    ความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความไว้วางใจ หรือความเชื่อถือ หรือความสัมพันธ์แบบมนุษย์ต่อมนุษย์จะหมดไป    กลายเป็นพันธะทางกฎหมาย   และเน้นการรักษาสิทธิ์โดยการฟ้องร้องต่อศาล
          ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษากลายเป็นผู้ประกอบธุรกิจอุดมศึกษา ย่อมไม่เห็นด้วยกับการเอามาตรการคุ้มครองผู้บริโภคมาใช้กำกับดูแลพฤติกรรมของสถาบันอุดมศึกษา    เพราะจะทำให้สังคมสูญเสียสถาบันที่มีเกียรติภูมิสูงส่ง มีสถานะทางจิตวิญญาณเพื่อสังคม    กลายเป็นสถาบันธุรกิจที่มีจิตวิญญาณด้านกำไรเป็นสำคัญ 
          มหาวิทยาลัยควรเป็นสถาบันที่ขับเคลื่อนความสำเร็จด้วยจิตวิญญาณสาธารณะ   ผ่านความสัมพันธ์ ครู – ศิษย์ และชุมชนวิชาการ    ไม่ใช่ขับเคลื่อนด้วยความโลภ ผ่านความสัมพันธ์ ผู้ค้า – ลูกค้า

การพัฒนาขีดความสามารถด้านการบริหารและการกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา
          ในเมื่อวงการอุดมศึกษาต้องการธำรงสถานะที่เป็นที่เชื่อถือของสังคม   ไม่ต้องการตกต่ำลงไปเป็นนักธุรกิจอุดมศึกษา    ก็ต้องสร้างความเข้มแข็งในการดูแลความประพฤติของตนเอง ควบคุมกันเองอย่างเข้มงวดเอาจริงเอาจัง    เพื่อสร้างความเชื่อถือไว้วางใจของสังคม   และเมื่อมีผู้ต้องการร้องทุกข์จากพฤติกรรมของสถาบันอุดมศึกษา ก็มีกลไกรับเรื่องราวร้องทุกข์อยู่ที่ฝ่ายกำกับดูและสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ   และที่หน่วยบริหารจัดการระบบอุดมศึกษา    ที่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ร้องทุกข์นั้น   เป็นที่เชื่อถือของสาธารณชน  

          ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องพัฒนาขีดความสามารถหรือสมรรถนะของกลไก ๔ ระดับ ได้แก่


๑.   สมรรถนะด้านการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษา    เน้นการบริหารให้เกิดคุณภาพ  และคุณธรรม   โดยมีเกณฑ์คุณภาพตามกลุ่มของสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ    กล่าวง่ายๆ คือ ต้องมีการฝึกอบรมหลักการและทักษะด้านการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาในแง่มุมต่างๆ


๒.   สมรรถนะด้านการกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา    โดยต้องมีการฝึกอบรมความรู้ด้านหลักการ และทักษะในการทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัย


๓.   สมรรถนะในการบริหารจัดการระบบอุดมศึกษา    ซึ่งก็คือขีดความสามารถในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของ สกอ. นั่นเอง    โดยที่จะต้องพิจารณาว่า จะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำหน้าที่บริหารจัดการระบบอย่างไร


๔.   สมรรถนะในการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษา    ซึ่งก็คือขีดความสามารถในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ กกอ. นั่นเอง    โดยต้องพิจารณาว่าจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการกำกับดูแลอย่างไรบ้าง   ศาสตร์และศิลป์ด้านการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษามีความก้าวหน้ามาก    อ่านได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Governance_in_higher_education

จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย
          จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยคือจิตวิญญาณของชุมชนวิชาการ (scholarly community)    ที่จะต้องมีการสร้างสรรค์ปรับเปลี่ยนและตอกย้ำ หลักคิด ปรัชญา ระบบการจัดการ ระบบการกำกับดูแล กติกา วัฒนธรรม และ ฯลฯ เพื่อการทำหน้าที่ “ภาคส่วนอุดมศึกษา” (Higher Education Sector) ให้แก่สังคม   หน้าที่ของอุดมศึกษาไม่ได้มีแค่ความหมายตื้นๆ  ๔ ประการหลัก คือการจัดการเรียนการสอน  การวิจัย  บริการวิชาการ  และทำนุบำรุงศิลปะละวัฒนธรรม อย่างที่พูดกันดาดดื่นทั่วไป   หน้าที่ของอุดมศึกษาต้องมีคุณค่าต่อสังคมลึกซึ้งกว่านั้นมาก   ต้องทำหน้าที่เป็น “สถาบัน” หลัก สถาบันหนึ่งของสังคม   ทำหน้าที่ค้ำจุนและสร้างสรรค์สังคม ร่วมกับสถาบันอื่นๆ   โดยทำหน้าที่จากรากฐานความเป็นชุมชนวิชาการ ที่เชื่อมโยงกับสังคมอย่างเป็นเนื้อเดียวกันกับสังคม
          สถาบันหลักของสังคมที่จะได้รับความยอมรับนับถือจากสังคม ต้อง “ให้” แก่สังคม   มากกว่า “เอา” จากสังคม   ความสัมพันธ์กับสังคมจึงมีมิติที่ลึกและกว้างกว่าวิทยาทาน และสัมพันธ์กันในระดับจิตใจเป็นหลัก ไม่ใช่สัมพันธ์กันด้วยผลประโยชน์เป็นหลักอย่างในธุรกิจ 


          ผมเขียนบทความนี้เพื่อร่วมบูชาปราชญ์ท่านหนึ่งของแผ่นดิน คือท่าน ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ เนื่องในวาระมีอายุครบ ๗๒ ปี   ตามคำเชิญชวนของ ผศ. สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์    ให้เขียนบทความในลักษณะ “Think paper”   ซึ่งผมเข้าใจว่ามาจากสำนวนไทยของท่านอาจารย์เจตนาว่า “ครุ่นคิดพินิจนึก”   ซึ่งเมื่อผมอ่านทบทวนบทความนี้แล้วก็ไม่มั่นใจว่าผมได้ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งเพียงพอ   แต่ผมก็ยังอยากส่งบทความมาร่วมลงในหนังสือ “ลบเส้นพรมแดนแห่งศิลปะ” นี้อยู่ดี   เพราะผมอยากได้ร่วมแสดงมุทิตาจิต และได้ร่วมยกย่อง ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ ผู้ที่ผมถือเป็น “ครู” ด้านความคิดคนหนึ่งของผม

          เดิมผมได้ระบุตำแหน่งใต้ชื่อว่า “ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา”   แต่เมื่อทบทวนข้อเขียนแล้วเห็นว่าเป็นข้อคิดส่วนตัวของผม   ไม่ได้เป็นมติของ กกอ.  และความเห็นบางส่วนใน บทความอาจไม่ตรงกับมติของ กกอ.   จึงได้เอาตำแหน่งดังกล่าวออก   ผมระบุข้อความนี้ไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้หวังดีเอาตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งใส่เข้าไปใต้ชื่อผม  

 

วิจารณ์ พานิช
๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๒