กัลยา ….. รักแล้ว ต้องแช่ง
บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังหงุดหงิดตัวเองอยู่ เพราะไปลืมเอกสารสำคัญ จึงเดินมาหาที่ห้องตรวจเบอร์ ๒๒ ก็บังเอิญพบหญิงวัยกลางคน ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ จึงสอบถามด้วยความเป็นมิตรว่า “มาทำอะไรจ๊ะ”
“จะมาขอใบส่งตัวเพื่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลประสาท” ผู้หญิงคนดังกล่าวตอบ
ก่อนที่ผมจะยืนคุยกับเธอต่อ จึงได้เชิญเข้ามานั่งที่ห้องตรวจนั้นเอง พร้อมทั้งสอบถามสาเหตุความเป็นมา
กัลยาคือชื่อของเธอ เหตุที่กัลยาต้องการไปรักษาที่โรงพยาบาลประสาท เพราะสามีของคุณเธอขอร้องและบังคับให้ไป
กัลยามีอาชีพขายของชำ วัย ๔๕ ปี มีลูก ๒ คน คนโตเป็นผู้หญิง ทำงานธนาคารและกำลังเรียนต่อปริญญาโท คนเล็กเป็นผู้ชาย กำลังเรียนอยู่ปี ๓ มหาวิทยาลัยชื่อดังของภาคเหนือ
เรื่องการค้าขาย สภาพเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของครอบครัว และสามีของกัลยาไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด
ปัญหามีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องลูก โดยเฉพาะลูกสาวที่ทำงานธนาคาร... บ่อยครั้งที่ลูกสาวของกัลยากลับบ้าน ๓-๔ ทุ่ม ทำให้กัลยาเริ่มวิตกกังวลเป็นห่วงลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉพาะแต่ลูกสาวเท่านั้น ยังลามไปถึงลูกชายด้วย
ทุกครั้งที่ไม่ว่าลูกสาวหรือลูกชายกลับบ้านค่ำ กัลยาจะเริ่มออกอาการจนพ่อเด็ก ก็คือสามีของกัลยานั่นแหละทนไม่ไหว ก็จะไปทนไหวได้อย่างไร เพราะกัลยาจะบ่นออกมาดังๆ ว่า
“ทำไมลูกยังไม่กลับมาสักที นี่กี่โมงกี่ยามแล้ว ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร เกิดอุบัติเหตุถูกรถเฉี่ยวชน แข้งขาหัก หรือถูกขโมยขโจร ฉกชิงวิ่งราว ล่อลวงฉุดไปข่มขืน หรือชักชวนไปเสพยาเสพติด ต่างๆ นานา”
เมื่อลูกสาวหรือลูกชายกลับมาก็มักจะได้คำตอบว่า “แม่ งานเยอะกว่าจะเคลียร์งานเสร็จ” เป็นคำตอบของลูกสาว
ส่วนลูกชายก็ตอบว่า “ต้องทำรายงานกับเพื่อนที่หอในมหาวิทยาลัย หรือทำกิจกรรมต่างๆ”
ทั้งลูกสาวและลูกชายก็จะพูดจบด้วยประโยคที่ว่า “แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถ้าแม่ง่วงก็นอนก่อน ไม่ต้องรอลูกกลับมาหรอก”
แม่ก็จะพูดเหมือนกับแผ่นเสียงตกร่องว่า “แม่นอนไม่หลับ ถ้าลูกยังไม่กลับมา แม่กลัวว่าลูกจะมีอุบัติเหตุ ถูกรถเฉี่ยวชน หรือถูกแก๊งอันธพาลทำร้ายร่างกาย หรือถูกฉุดไปทำไม่ดี หรือ หรือ หรือ...” ทุกๆ คืนที่ไม่ว่าลูกสาวหรือลูกชายกลับบ้านเลยเวลาข่าวภาคค่ำ
สาเหตุที่สามีของกัลยาต้องการให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลประสาท ก็เพราะกัลยาได้ปรึกษาสามี เพื่อจะให้ลูกสาวที่ทำงานธนาคาร ย้ายจากสาขาสำนักงานใหญ่ในเมือง มาอยู่สาขาย่อยที่อำเภอใกล้บ้าน ด้วยเหตุผลเดียวที่กัลยายกมาก็คือเป็นห่วงลูกมาก
เอาล่ะสิ จะทำอย่างไรกันดีล่ะทีนี้ ผมจะต้องส่งตัวกัลยาไปโรงพยาบาลประสาท หรือผมจะประสาทกลับเสียเอง จึงต้องบรรเลงเพลงนี้
ธรรมดาของคนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมมีความรักความเป็นห่วงมอบให้กับลูกของตัวเอง แต่หากสิ่งที่มอบให้มากเกินความพอดีจะเกิดปัญหาตามมา คุณเองปากบอกว่ารักและเป็นห่วงลูกแต่การกระทำมันไม่ใช่ เมื่อลูกกลับบ้านเกินหรือเลยเวลาที่เคยกลับ คุณก็คิดว่าลูกของตัวเองจะต้องเจอะเจอกับอุบัติเหตุหรือคนไม่ดีที่จะมาทำร้ายลูกของคุณ มันเหมือนกับคุณแช่งลูกตัวเอง ทำไมคุณไม่ฟังเหตุผลของลูกถึงสาเหตุที่ทำให้เขากลับบ้านเกินเวลา อาจจะเป็นเพราะงานของธนาคารยังไม่เสร็จ ต้องรีบปิดบัญชีสิ้นเดือน หรือรายงานวิชาเรียนของลูกชายที่ต้องส่งให้ทันเดี๋ยวจะไม่ได้สอบ ลูกของคุณก็ต้องทำหน้าที่ของเขาให้สมบูรณ์ เหมือนอย่างที่คุณเปิดร้านขายของพอถึงตอนจะปิดร้าน ถ้ายังมีลูกค้ามาซื้อของอยู่ คุณก็ยังจะปิดตามเวลาโดยไม่สนใจที่จะบริการลูกค้าให้หมดก่อนจึงจะปิดหรืออย่างไร
ขณะที่ลูกยังไม่กลับบ้านนั้น คุณก็คิดไม่ดีว่าลูกต้องเจออุบัติเหตุหรือถูกทำร้าย คุณคิดเอาเองทั้งนั้น คุณว่าสิ่งที่คุณคิดถูกต้องแล้วหรือ ทำไมต้องคิดแบบนั้น และยิ่งคุณคิดไม่ดี หรือแช่งลูกตัวเองแบบนี้ คุณเองจะมีจิตใจที่ดีได้อย่างไร จิตใจจะมีแต่สิ่งเลวร้าย วิตกกังวล เศร้าหมอง ทุกข์อกทุกข์ใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ สุดท้ายก็จะเป็นโรคประสาท อย่างที่สามีคุณคาดไว้นั่นแหละ
คุณควรมีสติทำหน้าที่ของแม่และภรรยาที่ดี เตรียมอาหารการกินเพื่อเวลาลูกกลับมาจะได้กินอิ่มไม่หิว คุณมีงานบ้านอะไรที่ควรทำก็ทำไปหากว่าลูกประสบอุบัติเหตุก็ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวไม่โรงพยาบาลหรือโรงพักก็จะโทรศัพท์มาแจ้งคุณเอง ถึงเวลานั้นคุณและสามีค่อยไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมลูกจะดีกว่าการที่คุณคิดไปก่อน ทุกข์ใจเปล่าๆ
คำพูดที่แสดงว่าคุณเป็นห่วงทำอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง คุณพูดไม่ดีออกมา แช่งลูกตัวเอง ลูกสาวคุณได้ยินบ่อยๆ ก็ไม่สบายใจ เกิดผลเสียต่อการทำงาน อาจจะทำผิดพลาด เกิดเงินขาดหายจนต้องชดใช้ คุณอยากให้เป็นอย่างนั้นใช่ไหม นี่หรือแม่ที่รักและเป็นห่วงลูก ลูกสาวทำงานธนาคารก็อยากทำให้ได้งานที่ถูกต้องสมบูรณ์ อาจจะต้องทำเลยเวลาบ้าง เยี่ยมลูกค้านอกเวลาบ้าง เพราะธุรกิจธนาคารต้องมีการแข่งขัน แทนที่คุณจะส่งเสริมให้ลูกก้าวหน้า คุณกลับขัดขวาง ด้วยการให้ลูกสาวย้ายมาทำงานที่สาขาย่อยใกล้บ้าน เป็นการทำร้ายลูกสาวทางอ้อม เพราะถ้าลูกสาวคุณอยู่สำนักงานใหญ่ย่อมได้ประสบการณ์มาก รู้จักคนมาก เห็นวิธีการทำงานที่หลากหลาย ย่อมมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าอยู่สาขาเล็กๆ
คุณควรนึกถึงจิตใจของลูกตัวเอง ภูมิใจในตัวลูกมากกว่าที่จะแช่งลูกอย่างที่คุณทำมา ทำไมคุณไม่รักษาใจของคุณให้เป็นปกติ เพราะไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคตลูกของคุณ คุณจะได้เตรียมรับกับมันด้วยความพร้อมนะครับ... คุณกัลยา
เวลาผ่านไป ๑ เดือน กัลยามาพบผมอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่าเข้าใจว่ามาตรวจ หรือขอใบส่งตัว เพราะคราวนี้กัลยามีหน้าตาสดชื่นแจ่มใส พร้อมบอกผมให้ทราบว่าเธอไม่บ่น ไม่แช่งลูกอีกแล้ว แถมยังนอนหลับสบาย และลูกสาวของเธอนั้นมีข่าวดี เพราะทางธนาคารกำลังให้เตรียมตัวเพื่อให้ไปอยู่ที่สาขาประเทศจีน หลังจากเรียนจบปริญญาโทแล้ว
-------------------------------------------------------------------------------------
อ่านแล้ว ให้ความเห็นด้วยครับ ขอบคุณคร๊าบพ้ม