ลานเสวนา...ที่จัดขึ้นในงานมหกรรม R2R ในปีนี้จัดขึ้นที่ชั้น 1 เดินเข้ามาในบริเวณงานจะได้เจอลานเลย ... สำหรับประเด็นของวันแรกนั้นคือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงาน R2R ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาจากอดีตผู้ที่ได้รับรางวัล R2R เมื่อปีที่แล้ว

 

ในเรื่องการเตรียมการสำหรับการนำกระบวนการครั้งนี้ ข้าพเจ้าเริ่มตั้งแต่ถามต่อตนเองว่าอยากได้เรียนรู้อะไรจากนักวิจัย R2R ที่เป็น “คนต้นแบบ” เหล่านี้บ้าง... การที่จะนำไปสู่การสกัดออกมาได้นั้น ต้องเป็น “คำถาม” ที่กระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิด ทบทวน และเรียบเรียงออกมา ถ่ายทอดออกมาผ่านเรื่องเล่า ที่เล่าภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลายสนุกสนาน ผ่านการสนทนาแบบสุนทรียสนทนา...

 

ดังนั้น สำหรับสิ่งแวดล้อมในการพูดคุยนั้นข้าพเจ้าจะไม่เน้นความเป็นทางการมากนัก...ให้มีความเป็นกันเอง และดูไม่ปิดกั้นกันระหว่างผู้เล่าเรื่องและผู้ที่แวะเวียนผ่านมาฟัง สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เตรียม คือ คำถามที่นำไปสู่การสกัดความรู้ของคนต้นแบบ R2R ออกมาดังนี้...

 

  • แรกเริ่มเดิมที อะไรคือ แรงบันดาลใจในการทำ R2R
  • เล่าเรื่องการทำ R2R ที่ผ่านมาที่นำมาสู่การได้รับรางวัล
  • ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการที่ได้ลงมือทำ R2R
  • หนึ่งปีที่ผ่านมา R2R เชื่อมโยงสู่วิถีการงานอย่างไรบ้าง
  • นับต่อจากนี้ไปมีสิ่งใดที่จะปฏิบัติแตกต่างไปจากครั้งที่ผ่านๆ มา

 

ในส่วนของข้อคำถามนี้ข้าพเจ้าได้รับความอนุเคราะห์จากทาง สวรส. โดย ดร.แต้ม เป็นผู้ประสานกับนักวิจัย R2R ... ในส่วนการเตรียมการนี้ ข้าพเจ้าได้ย้อนมามองตนเองว่าไม่มีช่องว่างของเวลาในการเตรียมการเลย เนื่องด้วยการที่ประกอบภารกิจหลายอย่าง และหลากหลายด้วย อีกทั้งมีการเดินทางต่อเนื่อง ดังนั้นภารกิจในส่วนการเตรียมการนี้ลุล่วงผ่านไปด้วยดีก็ด้วยความอนุเคราะห์จาก ดร.จรวยพร( อ.แต้ม)... รวมถึงกับการประสานไปที่ organizer ในเรื่องของการวางแปลนรูปแบบการจัดสถานที่

 

 ในวันงาน...ข้าพเจ้าได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากน้องนิ-สวรส. ในการทำงานร่วมกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่ การประสานงานเชิงการจัดการต่างๆ รวมถึงการเป็น note taker ร่วมกับคุณสุภาภรณ์ จันทร์สาม หรือน้องหนุ่ยที่เสียสละ ทั้งเวลา และทรัพย์เพื่อเข้ามาร่วมช่วยข้าพเจ้าทำภารกิจในครั้งนี้... ที่สำคัญผู้ประสานของ organizer ที่คุณปลาส่งมาให้ดูแลในพื้นที่ส่วนนี้คือ “คุณโจ๊ค” ที่อดทนต่อการรับฟังความคิดเห็นของข้าพเจ้า และร่วมเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เราร่วมกันมองแล้วว่า ไม่เหมาะสม ดั่งเช่นวันแรกที่คุณโจ๊คจัดทำสถานที่ไว้แล้ว แต่ข้าพเจ้ามาขอเปลี่ยนใหม่ในตอนดึก เพราะดูแล้วว่าลานเวทีเสวนานี้ดูเป็นทางการเกินไป เปลี่ยนจนได้รูปแบบตามที่ออกมา...

 

 

น้องนิ ผู้ประสานงานจาก สวรส. และน้องหนุ่ย - จาก รพ.ยโสธร (ชุดขาว)

 

การทำงานเป็นทีมเกิดขึ้น ทีมที่เรามาสร้างขึ้นเฉพาะกิจในงาน...อันเป็นทีมที่ไม่ต้องมาด้วยกันหรือรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อเรามีเป้าหมายการทำงานชัดเจน ทุ่มเทใจให้กับการงาน ==> เปิดประตูใจ "ความเป็นทีม" ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นทีมที่มีความเกื้อหนุนกันและกัน...สำหรับข้าพเจ้ามองว่า เป็นหนึ่งเดียว ประสานกันได้ดีไม่ว่าจะเป็น...น้องหนุ่ยจาก รพ.ยโสธร น้องนิจาก สวรส. และทาง organizer-คุณโจ๊ค อ้อ! ลืมไปมีน้องจ๋า จาก มสช.มาช่วยด้วยอีกคน...ทำให้การทำงานครั้งนี้ข้าพเจ้าค่อนข้างราบรื่นและปลอดโปร่ง... บรรยากาศวันแรกแม้ว่าช่วงเริ่มต้นจะมีคนมานั่งฟังน้อย เนื่องจากมีกิจกรรมซ้อนกันเกี่ยวกับการลงทะเบียนและขอรับใบเสร็จ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาและอุปสรรค เพราะว่ากลับทำให้บรรยากาศรอบด้านคึกครื้นด้วยซ้ำ สักพักเมื่อกระบวนการเริ่ม...ผู้คนเริ่มทยอยมานั่งฟัง กลับเป็นว่าที่นั่งที่เตรียมไว้ไม่พอนั่ง...และยืนออกันอย่างหนาตา

 

ปีที่แล้ว “ลานเสวนา” ถูกรบกวนด้วยเสียงจากห้องกิจกรรมอื่นๆ แต่ปีนี้เสียงที่มากระทบกลับเป็นเสียงน้ำพุ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดใด ให้บรรยากาศสมกับความเป็น “ธรรมชาติ"ดีนักแล...

 

 

ยืมภาพมาจากกุ้งเต้นค่ะ

 

สำหรับวิทยากรที่เชิญมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้น ล้วนแล้วแต่มีองค์ความรู้ที่ได้เกิดจากการสร้างความรู้ภายในของแต่ละท่าน...ล้วนมีคุณค่าแทบทั้งสิ้น พลังของความดีความงามของการทำงาน ที่ไม่ได้ตั้งต้นที่วิจัย หากแต่มีจุดร่วมที่คล้ายกันคือ “ใจ” ที่อยากทำ โดยเฉพาะที่ ภก.หญิงนภวรรณพูดถึง... “มันคือลูกบ้านะ ลูกบ้าที่อยากทำ นั่งทับขุมทรัพย์ไว้อย่างมากแต่ไม่รู้ นั่งกอดข้อมูลไว้อยู่นั่น”... “หลักการเชิงวิชาการมาใช้กับชาวบ้านไม่ได้ มันต้องเป็นเกณฑ์ชาวบ้านเอง” ข้อเน้นย้ำของคุณสุวิทย์ หรือ “R2R เริ่มต้นจากเสียงบ่น ที่สุดแล้วงานประจำนั้นดีขึ้น”พร้อมการเล่าเรื่องที่สนุกสนานเรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้จากพี่เปเล่... เราต้องพิทักษ์สิทธิของผู้ป่วย ปกป้องเขา”...ประโยคนี้เน้นย้ำมาสองปีแล้วของพี่โย หรือ “แพทย์ต้องฟังมากขึ้น ทำงานด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์มากขึ้น”บอกเล่าพร้อมแววตาที่มุ่งมั่นของ อ.หมอสุภาวดี ... นี่เป็นเพียงหนึ่งถ้อยความที่กลั่นออกมาจากใจของคนต้นแบบ R2R

 

  • มองงานประจำของตนเองให้ออก
  • ลุย
  • สร้างทีม สร้างเครือข่าย
  • จับไม่ปล่อย ทำต่อเนื่อง
  • อดทน
  • นำงานที่ทำ R2R มาขยายผลทำต่อ
  • ไม่ได้มุ่งหวัง paper
  • ไม่ได้ตั้งต้นที่การทำวิจัย

นี่เป็นลักษณะร่วมที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้... เสียงสะท้อนจากผู้ฟังยืนขึ้นพร้อมคำถามและบอกกล่าวว่า... “มาฟังแล้วได้พลัง”...

 

คำถามเก็บตกที่คนต้นแบบ R2R ช่วยกันตอบ... “การเก็บข้อมูลนั้นทำอย่างไร”

  • งานประจำมันคือ ปรากฏการณ์ทีเกิดขึ้นอยู่แล้ว เก็บเกี่ยวข้อมูลตรงนั้นเลย
  • ตัวเลขมีอยู่ทุกวัน
  • บันทึกและจดไว้
  • ไม่มีที่สิ้นสุด ขึ้นกับการเลือกข้อมูลมาตอบคำถาม
  • ไม่ต้องสร้างเครื่องมือขึ้นมาใหม่ เพียงนำมาต่อยอดนิดหน่อยเท่านั้นเอง
  • วางแผนล่วงหน้าเพิ่มเติมเข้าไป
  • เก็บข้อมูลเป็นทีม
  • วิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง...

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำเวทีกระบวนการครั้งนี้ คือ พลังใจ ที่แบ่งปันกันผ่านเรื่องเล่าที่ดี มันทำให้ใจและกำลังใจนี้ฮึกเฮิมขึ้นมา อยากลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เป็นคุณค่าและเป็นประโยชน์...

 

ในส่วนของการจัดการ...จุดอ่อนคงเป็นเรื่องสถานที่ที่เปิดโล่ง หากวิทยากรไม่มีพลังภายในแล้วคงต้องออกแรงมากพอควร แต่ด้วยความโชคดีว่านี่คือ ของจริง..เล่าเรื่องความดีแห่งภายใน พลังที่มีอยู่...จึงมากพอที่จะดึงความสนใจจากสิ่งแวดล้อมรอบด้านได้...

 

สิ่งที่...น่านำปรับปรุงจากเสียงบอกเล่าของผู้มานั่งฟัง เป็นต้นว่า บรรยากาศเปิดโล่งเกินไป น่าจะไปจัดในห้อง แต่เนื่องด้วย concept เป็นลานเสวนา ดังนั้นอาจจะปรับเปลี่ยนตรงที่รูปแบบหรือเทคนิค วิธีการ...ให้ดึงจุดสนใจมามากขึ้น หรือให้ได้ประโยชน์อย่างสุดคุ้มที่สุด ปรับรูปแบบให้ "คนต้นแบบ" เล่าเรื่องกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ให้ผู้เข้าร่วมฟังได้แลกเปลี่ยนแบบกันเองมากขึ้น...

สิ่งที่ยังไม่ได้สำหรับข้าพเจ้าเอง คือ รูปแบบของการสร้างความรู้ ... อาจเนื่องด้วยข้อจำกัดทางเวลา ทำให้ข้าพเจ้าไม่ได้สกัดความรู้ในส่วนของ "รูปแบบการสร้างความรู้ในเรื่อง R2R" ของแต่ละท่านออกมา...ถ้าได้ออกมาจะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำไปออกแบบกระบวนการส่งเสริมการทำ R2R ได้มากขึ้นสำหรับคนหน้างาน...