บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าและหาคำตอบได้ด้วยตนเอง จึงเป็นสิ่งครูจะต้องจัดทำเพื่อให้นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

ชื่อเรื่อง   :   รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน  กลุ่มสาระการเรียนรู้

                         สุขศึกษาและพลศึกษา  (สุขศึกษา)  เรื่อง  โรคไม่ติดต่อในประเทศไทย

                         ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2

ผู้ศึกษา  :   นางจุฬาลักษณ์  ธีรนิธิมงคลกุล

ระยะเวลาในการศึกษา: ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2551

 

บทคัดย่อ

 

                   กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่นักเรียนจะต้องเรียนรู้อย่างลุ่มลึก เพื่อพัฒนาสุขภาพที่ยั่งยืนแก้ปัญหาสุขภาพของผู้เรียน สาธารณสุขของโรงเรียนและชุมชนมีการฝึกปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  เพื่อให้สามารถนำไปใช้และปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน  การนำสื่อการเรียนรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ  มาจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า  โดยเฉพาะบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน  ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าและหาคำตอบได้ด้วยตนเอง  จึงเป็นสิ่งครูจะต้องจัดทำเพื่อให้นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนสูงขึ้น  การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย  (1)  เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 ตามเกณฑ์  80/80  (2)  หาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน 

กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  (สุขศึกษา)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 (3)  เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน  (4)  ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 จำนวน  15   คน  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2551  โรงเรียนบ้านง่อนหนองพะเนาว์มิตรภาพที่ 126  อำเภอสว่างแดนดิน   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร  เขต  2  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  (สุขศึกษา)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  แบบอิงเกณฑ์ จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก  (B)  ตั้งแต่  0.22  ถึง  0.86  และ

หาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้วิธีการของ  Lovett  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.76  แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยหาค่าอำนาจจำแนก  ()  ได้ค่า  0.21 0.63  หาค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีของ  Cronbach  ได้ค่า  0.73  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล  และ t    test