-------------
ข้อเท็จจริง
-------------
ฟังข้อเท็จจริงว่า นางเล็กเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ ในท้องที่อำเภอป้อมปราบ จังหวัดพระนคร โดยนายลักเซ้ง คนต่างด้าวสัญชาติจีน เป็นบิดานางกิม คนสัญชาติไทยเป็นมารดา เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๗
ผู้ร้องได้สมรสกับนายเองเฮก คนต่างด้าวสัญชาติจีน โดยได้จดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนสมรส อำเภอสัมพันธวงศ์ ในวันเดียวกับผู้ร้องได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวจากนายทะเบียนต่างด้าวประจำท้องถิ่น อำเภอสัมพันธวงศ์ด้วยเช่นกัน
ใบสำคัญฉบับนี้ได้มีการต่ออายุตลอดมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๕ จากนั้นก็มิได้ต่ออายุอีกเลย
ครั้นเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๙ ผู้รอ้งได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนใบสำคัญต่อกองทะเบียนคนต่างด้าว กรมตำรวจ การที่ผู้ร้องได้รับใบสำคัญ ฯ นั้น ได้ความจากผู้ร้องและสามีของผู้ร้องว่า ในวันที่ทั้งสองคนไปขอจดทะเบียนสมรสนั้น เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผู้ร้องจะต้องรับใบสำคัญ ฯ ถ้าไม่ยอมจะมีความผิดและเจ้าพนักงานจะไม่จดทะเบียนสมรสให้ ผู้ร้องจึงต้องรับใบสำคัญ ฯ ไว้ ส่วนการขอต่ออายุนั้น ผู้ร้องเองไม่เคยไปยื่นคำร้องขอเองเลย สามีของผู้ร้องจัดการให้เองทั้งสิ้น
ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ ทางราชการประกาศให้คนสัญชาติไทยไปรับบัตรประจำตัวประชาชน ผู้ร้องก็ไปขอรับมาและถือไว้จนกระทั้งบัดนี้ ผู้ร้องไม่เคยสละสัญชาติไทยไปเข้าถือสัญชาติจีนและไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศเลย
ผู้ร้องซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยสมรสกับคนต่างด้าว และได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวโดยมิได้สมัครใจ ไม่ถือว่าเป็นการรับตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว นอกจากนี้การที่บุคคลสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักร โดยมีบิดาเป็นคนต่างด้าวจะเสียสัญชาติไทยโดยได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้นั้น ต้องเป็นกรณีการรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ภายหลังที่พระราชบัญญัติสัญชาติใช้บังคับแล้ว ดังนั้น แม้ผู้ร้องเพิ่งจะมายื่นคำร้องขอเพิกถอนใบสำคัญดังกล่าว ก็ไม่เป็นข้อสำคัญ
--------------
ประเด็นปัญหา
---------------
กระทรวงมหาดไทยขอให้กรมอัยการพิจารณาให้ความเห็น เรื่อง นางเล็ก หญิงไทยขอเพิกถอนใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวจึงคล้ายคลึงกับกรณีของนางเอื้ออารี หรือเซาะเซ็งที่กรมอัยการเคยให้ความเห็นต่อกระทรวงมหาดไทยแล้ว ตามบันทึกที่ ๑๙๔๕/๒๕๐๖ ลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๐๖
กรณีเบื้องต้นจึงวินิจฉัยได้ทำนองเดียวกันว่า นางเล็กผู้ร้องเป็นคนไทย เพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๔๕๖ มาตรา ๓ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลาที่ผู้ร้องเกิด การที่ผู้ร้องสมรสกับคนต่างด้าวสัญชาติจีน เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๘๗ ไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องได้สละสัญชาติไทยตามนัย มาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติดังกล่าวอันเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่มีการสมรส เพราะไม่มีข้อเท็จจริงแสดงว่า กฎหมายแห่งชาติของสามีได้บัญญัติให้หญิงในฐานะของผู้ร้องเข้าถือสัญชาติของสามีได้ นอกจากนั้น ยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ผู้ร้องได้เสียสัญชาติไทยโดยประการอื่นใดตามกฎหมายสัญชาติฉบับที่ใช้บังคับในเวลาต่อมา (อันได้แก่ พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๔๙๕, พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๖, พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๙ และพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๓
-----------------------
ความเห็นทางกฎหมาย
-----------------------
ปัญหาที่ว่า ผู้ร้องจะเสียสัญชาติไทยโดยบทบัญญัติมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ หรือไม่ ย่อมอยู่ที่ว่าพฤติการณ์ของผู้ร้องต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรานั้นหรือไม่
มาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ บัญญัติว่า “ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยโดยมีบิดาเป็นคนต่างด้าว ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวแล้ว ให้เสียสัญชาติไทย” ซึ่งกรมอัยการเห็นว่า
๑.การรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของผู้ร้องถือไม่ได้ว่าเป็นการรับตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว เพราะเป็นการรับโดยคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยผู้ร้องมิได้สมัครใจและแม้จะฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องได้ขอรับใบสำคัญ ฯ ด้วยความสมัครใจของตนเองก็ยังใช่เป็นการรับตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวอยู่นั่นเอง เพราะกฎหมายว่าด้วยการนี้ไม่ว่าจะเป็นฉบับที่ใช้บังคับในขณะที่ผู้ร้องรับใบสำคัญ ฯ (อันได้แก่พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๔๗๙, พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๘๑, พราะราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๘๑, และพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๘๓ หรือที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน (พระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๔๙๓, พราะราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๕ และพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว (ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๙๗) มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการใบสำคัญ ฯ ของผู้มีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยโดยมีบิดาเป็นคนต่างด้าวแต่อย่างใด กฎหมายว่าด้วยการนี้ทุกฉบับคงบัญญัติแต่เฉพาะการมีและการขอรับใบสำคัญของคนต่างด้าวเท่านั้น แม้ว่าคนต่างด้าวจะรวมถึงคนที่เคยมีสัญชาติไทยมาก่อนแต่ได้เสียสัญชาติไทยไปประการใดด้วยก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่ว่า ขณะที่รับใบสำคัญ ฯ นั้น ผู้นั้นเสียสัญชาติไทยแล้วหรือยัง ถ้ายังก็ไม่มีกรณี ที่ผู้นั้นต้องรับใบสำคัญ ฯ ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว การสมัครใจหรือไม่สมัครใจจะเข้ารับใบสำคัญ ฯ หาเป็นสาระสำคัญแก่กรณีไม่
๒.ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม กรมอัยการเห็นว่า การจะเข้าตามบทบัญญัติ มาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่การรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเกิดมีขึ้นภายหลังที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง บทบัญญัติมาตรานี้ไม่มีผลย้อนหลังไปบังคับแก่การรับใบสำคัญ ฯ ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ เจตนารมย์ของกฎหมายฉบับนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อนำไปเทียบเคียงกับมาตรา ๑๖ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักร แต่บิดาเป็นคนต่างด้าวนั้น ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวให้ขาดจากสัญชาติไทย ไม่ว่าจะได้รับใบสำคัญประจำตัวก่อนหรือหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ” เรื่องนี้ นางเล็กผู้น้องได้รับใบสำคัญ ฯ เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๘๗ ฉะนั้น แม้ผู้ร้องจะเพิ่งมายื่นคำร้องขอเพิกถอนใบสำคัญ ฯ ภายหลังวันที่กฎหมายฉบับปัจจุบันใช้บังคับแล้ว ก็ไม่เป็นข้อสาระสำคัญแก่กรณี