เอาความดีเป็นแกนกลางทางชีวิต           เอาความคิดเป็นเครื่องช่วยอำนวยผล

            เอาแรงกายเป็นกลไกภายในตน        นี่คือคนมีคุณค่าราคางาม

            เราทั้งหลายคงได้เคยมีโอกาสไปร่วมในงานเผาศพ ถ้าหากพวกเราเคยได้ไปในงานศพเราจะได้พบกับสิ่งๆ หนึ่ง ซึ่งมีไว้ในงานศพ สิ่งนั้นได้แก่ด้ายสายสิญมีไว้ผูกศพ มีบุคคลกลุ่มหนึ่งคอยชักจูงศพไป ศพที่ถูกผูกด้วยด้ายมัดตราสังข์และมีบุคคลกลุ่มหนึ่งคอยจูงศพไปทางซ้ายจูงไปทางขวาศพก็ไปทางขวา จูงไปในทิศทางใดศพก็ไม่เคยปฏิเสธ ไม่เคยขัดขืนกับบุคคลที่จูงศพไปเพราะเหตุว่าศพไม่มีชีวิต ไม่มีความรู้สึก ไม่มีวิญญาณ ศพจึงไม่ขัดขืน ไม่ปฏิเสธต่อต้านต่อบุคคลผู้ลากจูง ยอมไปตามอำนาจลากจูง ตามความปรารถนาของเขา  จนในที่สุดศพก็ต้องถูกจูงไปสู่เชิงตะกอน อันเป็นที่พักพิงสุดท้าย 

        ถ้าหากว่าเรามองดูชีวิตของเราถ้ามาเปรียบเทียบกับศพ ชีวิตของเราที่เกิดมาเราไม่ใช่ศพที่ไร้วิญญาณ เราเป็นผู้ที่มีชีวิตมีความรู้สึก  มีความนึกคิด  มีความต้องการ  มีจิตวิญญาณเมื่อเป็นเช่นนี้เหตุไฉน  เราจึงยอมให้บุคคลอื่นชักจูงเราไปบน เส้นทางที่เขาต้องการ  ไปในทางที่ไม่ดีดังที่เขาต้องการ  ทำไมเราจึงไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง   มีความคิดริเริ่ม  มีความคิดสร้างสรร   มีอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นในใจของเราเอง  เหตุไฉนจึงยอมให้บุคคลอื่นจูงไปบนเส้นทางที่เขาต้องการให้เป็น  ถ้าหากว่าเราเองมาย้อนดูสังคมในปัจจุบันนี้  ปัจจุบันนี้สังคมที่เราอาศัยอยู่กำลังมีปัญหา  ด้วยเหตุว่าบุคคลที่อาศัยอยู่ในสังคมกำลังแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น  คอยเอารัดเอาเปรียบ  กอบโกยเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว  มีแต่ความอิจฉาริษยา  โดยไม่หวังให้บุคคลอื่นได้ดีกว่าตน  

           ถึงแม้เราจะอยู่ในสังคมที่มีผู้คนมากเพียงใด  เราก็เปรียบเสมือนมีชีวิตอยู่เพียงลำพัง  โดดเดี่ยว  ในขณะเดียวกันที่เรานั้นเจอปัญหา  มีอุปสรรคเข้ามาในชีวิตต้องการใครสักคนหนึ่งคอยเป็นแสงสว่าง  คอยเป็นเครื่องนำพาชีวิตของเราบุคคลเหล่านั้นก็ต้องเจอปัญหา   และบุคคลเหล่านั้นที่อยู่รอบตัวเราล้วนเห็นแก่ตัวล้วนแต่มีชีวิตมากมายที่ต้องรับผิดชอบ   เมื่อเป็นเช่นนี้เราต้องรู้จักแปรเปลี่ยนตัวเราเพื่อที่จะต้อนรับความเปลี่ยนแปรที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตเราให้จงได้

                 .....แล้วเราจะได้ไม่คอยจ้องโทษคนอื่นเมื่อบางอย่างปรากฏขึ้น....