"เราจำเป็นต้องพัฒนาแนวคิด กิจกรรม และวิธีการบนรากฐานของภูมิปัญญาของเราเอง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถจะเชื่อมโยง ประสาน หรือเผยแพร่ต่อไปในระดับนานาชาติได้

     จากการประชุมวิชาการนานาชาติ ในหัวข้อ การวิจัยและพัฒนาอุดมศึกษาหลังโลกาภิวัตน์ Higher Education in the Post - Globalization World ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง อุดมศึกษาหลังโลกาภิวัตน์ ว่า ปัจจุบันอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ต่อการศึกษามีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านหนึ่งช่วยสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม สามารถก้าวตามทันพัฒนาการใหม่ๆของโลกได้ แต่อีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา ได้กลายเป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่ไร้ พรมแดน และมีการแข่งขันในการให้บริการที่รุนแรงขึ้น ทำให้ต้องมีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆทั่วโลก นอกจากนี้ จากการที่การศึกษาต้องอยู่ในภาวะพึ่งพาตะวันตกมากขึ้น ไม่ว่าจะในด้านภาษา ความรู้ เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งปรัชญา และแนวทางของการศึกษา"เราจำเป็นต้องพัฒนาแนวคิด กิจกรรม และวิธีการบนรากฐานของภูมิปัญญาของเราเอง  แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถจะเชื่อมโยง  ประสาน  หรือเผยแพร่ต่อไปในระดับนานาชาติได้  ซึ่งไม่ได้หมายถึงการสร้างความหลงชาติ  หากแต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้เราเสียความเป็นตัวของตัวเอง  ถึงแม้ว่าเราจะไม่ปฏิเสธกระแสโลกาภิวัตน์ที่อาจจะยังคงเป็นกระแสหลักต่อไป  แต่เราก็จะต้องมีทางเลือกไว้ด้วย  นอกจากนี้อุดมศึกษาใหม่ยังควรเป็นระบบการศึกษาที่จะหลอมรวมความหลากหลายและลักษณะเฉพาะของแต่ละคนไว้ด้วย

     ดิฉ้นเห็นด้วยกับความคิดเห็นของนายกอภิสิทธิ์ เพราะ ในปัจจุบันนั้นอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเป็นสำคัญและเทคโนโลยีเป็นตัวสำคัญในการเรียนการสอนในปัจจุบันนี้ แต่กลับกันเทคโนโลยีมีทั้งทางด้านบวกและด้านลบดังที่นายกอภิสิทธิ์กล่าว เราตัวสร้างความเป็นตัวของตัวเองไม่ควรไปหลงในโลกตะวันตก แต่เราก็ไม่ได้ปฏิเสธกระแสโลกาภิวัตน์เพียงแต่เราต้องการสร้างภูมิปัญญาของเราเอง