หลักการและเหตุผล
๑. จากการที่ทีมงานของเราได้จัดกิจกรรมสุนทรียสนทนา พัฒนาคนพัฒนาทีม ใน ๓ ครั้งหลังนี้ผมได้ลองนำอปริหานิยธรรม แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นธรรมะหมวดนี้ มาฉายให้บุคลากรโรงพยาบาลดูแล้วถามว่าเป็นคำสอนของใครมีคนตอบได้น้อยมาก จนต้องให้รางวัล (เพราะให้แค่รางวัลเดียวเท่านั้นต่อกิจกรรม ๑ ครั้ง หลังจากคนตอบไปประมาณสิบกว่าคำตอบ แล้วจึงมาถึงพระพุทธเจ้า ก็รีบให้รางวัล)
๒. จากการที่เราไปรับฟังแนวคิดของปราชญ์ฝรั่งหลายคน ที่กล่าวถึงสิ่งดีต่างๆ เช่นระดับความสัมพันธ์ที่ดี ก็พบว่าระดับความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดที่เขาคิดขึ้นมานั้นคล้ายๆ กับพรหมวิหารสี่ นั่นเอง การเรียนจากนักคิดที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายคน ในที่สุดก็ย้อนกลับมาตรงกับพุทธธรรม (ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ในหนังสือขุดเพชรจากพระไตรปิฎกว่า หนึ่งในสามของพระไตรปิฎกสามารถเอาออกได้ เพราะเป็นเรื่องที่ตรัสไว้ในสมัยที่อินเดียมีลัทธิต่างๆมากมาย อีกหนึ่งในสาม ใครที่มีปัญญาก็สามารถคิดได้ เช่นอริยสัจจ์สี่กับ PDCA ของเดมมิ่ง มีเพียงหนึ่งในสามที่เป็นสิ่งลึกซึ้งที่พบเฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น) ส่วนที่ปราชญ์ฝรั่งคิดได้ก็คงเป็นส่วนที่ ๒ นั่นเอง (ดังนั้นนักปราชญ์ยังห่างชั้นจากศาสดาอย่างเทียบกันไม่ได้เลย)
๓. ได้อ่านหนังสือปาฏิหารย์ของการตื่นอยู่เสมอของท่าน ติชนัชฮัน ท่านตีความศีลห้าไว้กว้างขวางมากกว่าที่ผมเคยทราบมาก
จึงอยากเชิญชวนว่าเรานำหัวข้อธรรมมาคุยกันบ้างดีไหม อย่างที่คุณสามารถเคยพยายามหาช่องว่างในศีลข้อสาม อาจจะเป็นการอภิปรายแบบหมูกัดกันก็ได้ แต่ก็อาจจะทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น และ/หรือ นำพุทธธรรมมาใช้ในงานมากขึ้น ซึ่งก็เป็นบทบาทของพุทธศาสนิกอยู่แล้ว และการนำจะเข้าข่ายธรรมานุปัสสนาด้วย (ไหม)
คุณเอ สามารถ ตอบด่วนครับ
สวัสดีค่ะคุณหมอ
ต้นเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเยี่ยมวงสุนทรียสนทนาของ รพ.พุทธมาค่ะ (ยังไม่ได้เขียนบันทึก..ติดไว้ก่อนค่ะ)
เป็นโอกาสที่งดงามในชีวิตอีกครั้งหนึ่งของน้อง ๆ ทีมกระบวนกร(ฝึกหัด)ของคณะเภสัชศาสตร์ มช.ค่ะ
หมอจอมป่วนเคยบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดกระบวนกรที่สอนโดยไม่สอน โดยส่วนตัวก็พยายามเรียนรู้KMอย่างเป็นธรรม(ชาติ) ส่วนที่ได้เรียนรู้อย่างชัดเจนคือ การจัดการความรู้คือการจัดการความรู้สึกของตนเอง จึงทำให้ได้เรียนรู้ว่า การจัดการความรู้สึกตัวเอง ต้องมีสติ ถึงจะเกิดปัญญา ดังคำสอนของพระพุทธเจ้า สติจะเป็นตัวกำกับให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
เป็นเช่นนั้น(หรือเปล่าคะ)
การนำหัวข้อธรรมมาคุยกัน
จัดเป็นการสนทนาธรรมตามกาล
นับเป็นมงคลชีวิต ที่พึงมีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอครับ
แต่อย่างไรก็ตามอยากให้มีการจำกัด แหล่งอ้างอิง ที่น่าเชื่อถือได้ ในเบื้องต้นครับ
(ถึงคุณอึ่ง เสียดายไม่ได้ไปร่วมก๊วนคุยที่บ้านหมอจอมป่วน
เพราะป่วยเป็นโรคฮิตในปัจจุบันพอดีครับ)
ขอบคุณขอรับ
ผมว่าคุยเรื่อง มรรค 8 ก็ดีนะครับอาจารย์
หลายๆ คน ยังไม่ค่อยเข้าใจดีนัก
ดีครับ
ผมก็จำไม่ได้สักที
แต่อยากคุยให้กว้างๆออกไปมากกว่าแปลคำนะครับ
และที่สนใจคือการนำมาใช้จริงๆ
ผมชอบ (ตัวกู) ที่พอได้เรียนรู้ทฤษฎีของใครต่อใคร แล้วพิจารณาไปได้ว่า อ๋อ ที่แท้มีแล้วในพุทธศาสนา เป็นการช่วยให้ตัวเองเกิดศรัทธามากขึ้นครับ (จากที่คุณสามารถเคยบอกให้ผมศรัทธาเสียบ้าง)
ดีครับอาจารย์
แต่เราน่าจะเริ่มกันที่ความหมายเบื้องต้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันก่อนก็ดีนะครับ
ลองดูความหมายเบื้องต้นก่อนนะครับ ถ้าอาจารย์มีข้อมูลจากที่อื่นเพิ่มรบกวนช่วยนำมาแปะด้วยนะครับ
http://www.dhammathai.org/treatment/nivorn/nivorn22.php
มรรค 8 คือ หนทางสู่ความพ้นทุกข์อันชอบ ประกอบด้วย
1. สัมมาทิฏฐิ - ความเห็นชอบ ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง เห็นว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุแห่งทุกข์ สภาวะเช่นใดคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ วิธีการใดคือทางปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
2. สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ คือ ดำริในการออกจากกาม ออกจากความพยาบาท ออกจากความเบียดเบียน
3. สัมมาวาจา - วาจาชอบ คือ งดเว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
4. สัมมากัมมันตะ - การงานชอบ หรือ ประพฤติชอบ (ทางกาย) คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
5. สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีพชอบ คือ การประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดศีลธรรม
6. สัมมาวายามะ - ความเพียรชอบ คือ
1.) เพียรระวังบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น
2.) เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
3.) เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
4.) เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ตั้งมั่น มั่นคงต่อไป
7. สัมมาสติ - ระลึกชอบ คือ ตามระลึกรู้ความเป็นไปของกาย เวทนา จิต ธรรม
8. สัมมาสมาธิ - ตั้งใจมั่นชอบ ได้แก่ สมาธิในระดับต่างๆ อันเป็นไปเพื่อการกำจัดกิเลส
[๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน?
ความรู้ในทุกข์ ในทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.
[๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน?
ความดำริในการออกจากกาม
ความดำริในอันไม่พยาบาท
ความดำริในอันไม่เบียดเบียน นี้เรีกว่าสัมมาสังกัปปะ.
[๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน?
เจตนาเครื่องงดเว้นจากพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่า สัมมาวาจา.
[๓๗]ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน?
เจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต อนินนาทาน จากอพรหมจรรย์ นี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ.
[๓๘]ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน?
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ.
[๓๙]ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาวายามะเป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารถนาความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้
เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น
เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว
เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น
พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน เพิ่มพูน ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ.
[๔๐]ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสติเป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสโนโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิฌาและโทมนัสในโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้เรียกว่า สัมมาสติ
[๔๑]ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ.
เราจะนำมรรคมีองค์แปด (คือมรรคซึ่งประกอบด้วยข้อย่อยหรือกระบวนการย่อยแปดประการ) มาใช้ในชีวิตจริงอย่างไรดี
สัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบนี่จะหมายถึงว่าเรามีวิสัยทัศน์ที่ดี คิดจะทำเรื่องดีๆ คิดในทางที่ถูกต้องไว้ก่อน เช่นเราจะเป็นโรงพยาบาลชั้นดี เพราะหากเราจะตั้งเป้าว่าโรงพยาบาลของเราจะผลิตรถเข็นคนไข้ที่ดีที่สุด ก็อาจจะไม่ตรงนัก
สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ เช่นเมื่อมีเป้าหมายแล้วเราก็ต้องวางแผนให้ดี ให้รอบคอบ ประเมินสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก (SWOT)ให้ดี แล้วางแผนทำงาน
ไม่ทราบว่าแนวแบบนี้จะใช้ได้ไหมครับ
ถ้าประยุกต์ใช้ ก็อาจต้องเริ่มตั้งแต่ตัวต้น คือ ทุกข์ หรือปัญหาก่อนครับ
สิ่งที่นักปฏิบัติ (ไม่รู้จะเรียกชื่อว่าอย่างไร เลยใช้คำนี้ไปก่อน)
หลายๆ ท่าน ทำอยู่คือการรู้ทุกข์ และเห็นการเกิด ดับของสิ่งต่างๆ รวมทั้งทุกข์ครับ
ในเชิงที่คุณสามารถนำมาเขียนเป็นแนวทางที่ระบุไว้ในบทธรรม แต่หากนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง
ที่ผมสนใจประเด็นนี้ก็เพราะเวลาที่เรานำธรรมะหมวดต่างๆ ไปพูดให้คนฟังโดยไม่ต้องบอกว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า พอเขาฟังแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ เป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้วค่อยเฉลยว่าสิ่งเหล่านี้คือธรรมะ อาจจะทำให้คนหันมาศึกษามากขึ้นนะครับ
แวะมาขอบคุณคุณหมอที่ไปเยี่ยมขอรับ
สังคมปัจจุบันเข้าหาพุทธแบบผิดเหลี่ยมผิดมุมเลยปรากฏการณ์อย่างที่เห็นไงขอรับ
ธรรมฐิตเองก็พยายามหาแก่นที่แท้ของธรรมชาติกับปัจจุบันอยู่
พุทธในสังคมไทยยึดติดในรูปแบบมากเกินไปเลยได้แต่กะพี้ไม่พบแก่นสักที
ที่สำคัญผู้ที่ปฏิญญาตัวเองว่า..สมณะ..นี้สิควรนำเสนอโดยไม่นำอคติลาภยศสักการะมาเป็นส่วนเกี่ยวข้องแล้วจะเห็นของแท้มากขึ้น..
ธรรมฐิตติดตามการนำเสนอของหลวงปู่ นัท ฮันห์ มาหลายปีท่านสอนแบบเอาของจริงมาพูดกันโดยไม่นำลาภยศสักการะมาเกี่ยวข้อง..
มีโอกาสจะแวะมาทักทายใหม่ขอรับ..
การประยุกต์ใช้อาจใช้ธรรม หมวดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน หรือ
ฆราวาสธรรมมาคุยกันก่อนก็ดีนะครับ
หรืออาจลองใช้ศีล 5 ของอาจารย์ หลวงปู่ นัท ฮันห์ มาลองเริ่มดูทีละข้อ และสร้าง CoPs ในข้อนั้นๆ ก็น่าจะดีนะครับ
มีหลักชาวพุทธโดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) น่าสนใจมากในการนำมาประยุกต์ใช้ครับ
ลองเข้าไปอ่านดูตามนี้นะครับ
http://www.chaobuddha.com/profile03.php
เมื่อวานฟังรายการพระเทศน์ ทาง dhammatv ช่อง 81
โดยท่าน "พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรสี "
ท่านช่วยตอกย้ำความเข้าใจว่า ทุกข์มีไว้ให้รู้ หรือศึกษา
ไม่ใช่ทำลาย หรือสร้างให้เกิดขึ้นมา
ขณะเมื่อเรารู้ทุกข์ ก็เป็นขณะที่เราเจริญมรรคไปพร้อมกัน
ผมจำได้เพียงข้อสัมมาวายามะแบบลางๆ ว่า
ขณะนั้น อกุศลไม่เกิด และเกิดกุศลใหม่คือ สติที่รู้
ขอแบบห้วนๆ แค่นี้ก่อนครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ คือ เมื่อวันที่ 4-5 ที่จัดประชุมพี่เลี้ยง คือ บีลืมเสนอโครงการให้พากลุ่มพี่เลี้ยงสุขภาพไปวิปัสนา เพราะตอนนี้ที่มีโครงการอยู่ใน ร.พ.ของเราเค้าเสนอคนทั่วไปที่สนใจแต่ไม่ได้ระบุกลุ่มเลยอ้างเหตุผลต่อหัวหน้าไม่ได้ว่าไปเพราะอะไร แต่ถ้ามีโครงการเฉพาะกลุ่มพี่เลี้ยงมันก็ง่ายกว่าค่ะ ขอรบกวนอาจารย์ช่วยพิจารณาโครงการด้วยนะคะ แต่โดยส่วนตัวก็ชอบอยู่เรื่องธรรมมะแต่ว่าไม่มีโอกาสตรงนั้น และถ้ายิ่งได้มีโอกาสไปนั่งวิปัสนา ตั้งจิตมั่นเรื่องธรรม เหตุผลส่วนตัวของบีน่าจะจำคำบาลีและคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อมาปฏิบัติง่ายมากขึ้น อย่างเช่นเมื่อวันที่ 5 ที่ผ่านมากอาจารย์ถามถึงคำบาลีและเกี่ยวกับธรรมะ หลายอย่าง บีนั่งเซ่อเลยค่ะ ไม่รู้เรื่องอะไรซักอย่าง ฉานไม่แตกมีแต่ดับมืดไปหมดเลยค่ะ ( ฮิ ฮิ )
ขอเสริมต่อนะคะ ว่าในกลุ่มพี่เลี้ยงก็มีพี่ ๆ อวุโสหลายท่าน ที่เค้าอยู่ในแวดวงของธรรมะเช่นพี่นงค์ หรือพี่หนิง ( กุมาร )หรือว่าถ้ามีโครงการอะไรใหม่ บีขอเสนอตัวช่วยงานได้ทุกเรื่องเลยนะคะ เพราะบีชอบช่วยกิจกรรม ยิ่งถ้าไปช่วยบ่อยหรือมากเท่าไหร่ความรู้และประสบการณ์ที่ได้ทำก็จะได้นำมาพัฒนาในหน่วยงานค่ะ เพราะอุปสักในการทำงานตอนนี้บีเครียดมากค่ะเพราะไม่รู้จะพูดหรือเอาวิธีไหนไปบังคับหรือชักชวนให้แพทย์ในกลุ่มงานสูติ ได้มีส่วนร่วมกับของ ร.พ. เช่นการเดินเพื่อสุขภาพ คุณหมอไม่เคยมีใครให้ความร่วมมือเลยค่ะ
ดีใจมากเลยครับคุณบี ที่สนใจ
คุณบีเก่งมากเลยนะครับที่เข้ามาที่นี่ได้ เป็นคนแรกของผู้เข้าร่วมอบรมเลย
ถ้าสนใจการปฏิบัติ เริ่มที่บ้านก่อนก็ได้ครับ เริ่มที่ตัวคุณบีก่อนเลยครับ
หรือแวะมาคุยกันทุกพฤหัสเย็น 18.30 ชั้น 6 ตึก med ครับ
อันนี้ copy ของคุณ aston27 มา อยากให้อ่านครับ
พระพุทธเจ้า ท่านสอนให้เราคอยรู้สึกตัว ทีละแว้บ เพื่อเรียนรู้จักตัวเอง
รู้สึกกาย รู้สึกใจ อย่างที่มันเป็น ด้วยการยอมรับและไม่แทรกแซง
แบบเดียวกับที่อับราฮัม มาสโลว์ บอกว่า ความสุขสูงสุดของมนุษย์
คือการได้ค้นพบตัวเองที่เขาเรียกว่า "Self-Actualization" ตรงส่วนยอดปิระมิด
และยังบอกนิยามของการ "รู้จักตัวตนที่แท้จริง" ว่าต้องมี
- Acceptance of Truth การยอมรับความจริง
- Without prejudice ปราศจากอคตินะ (อย่าแทรกแซง)
- Creativity อันนี้มีคนช่วยผมแปลว่าต้องมี "ปัญญา"
- Spontaneity คือรู้เฉพาะหน้่าตามที่มันเป็นไป
เหมือนกันอย่างน่าขนลุกนะครับ เพียงแต่ท่านหนึ่งพูดมาสองพันกว่าปี
อีกคนเพิ่งพูดเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา และมาสโลว์ไม่ใช่คนเดียวด้วย
สิ่งที่ถูกพูดมาสองพันกว่าปี มีคนจำนวนมากบอกว่า..เป็นของเชย
แต่สิ่งที่พูดกันมาไม่กี่สิบปี ถูกสอนกันแพร่หลายในมหาวิทยาลัย บอกว่า เป็นของทันสมัย