ระบบการเฝ้าระวังโรคแต่ละระบบ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งวัตถุประสงค์จำเพาะของระบบการเฝ้าระวังโรค ได้แก่
1. เพื่อให้สามารถระบุการระบาดของโรคได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่าง เช่น การเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เพื่อให้สามารถตรวจพบผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนกได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้สามารถควบคุมการแพร่กระจายของโรคให้จำกัดอยู่ภายในบริเวณแคบๆ ได้ นอกจากนี้ข้อมูลอัตราการเกิดโรคในภาวะปกติจากการเฝ้าระวังโรคยังสามารถใช้เป็นฐาน สำหรับเปรียบเทียบกับอัตราการเกิดโรคที่เพิ่มสูงขึ้นในกรณีที่เกิดโรคระบาดได้อีกด้วย เช่น การเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคท้องเสียที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจะช่วยให้สามารถระบุการระบาดของโรคจากอาหารได้ เป็นต้น
2. เพื่อประเมินผลมาตรการควบคุมและป้องกันโรค เช่น การเฝ้าระวังโรคโปลิโอ (poliomyelitis) เพื่อติดตามดูว่าอัตราการป่วยลดลงหลังจากการรณรงค์ทำวัคซีนในระดับประเทศหรือไม่ หรือการเฝ้าระวังระดับภูมิต้านทานที่สามารถต้านทานต่อการสัมผัสเชื้อได้หรือไม่ เป็นการยืนยันว่ามาตรการควบคุมโรคโดยการใช้วัคซีนได้ผลดีเพียงใด
3. เพื่อระบุโรคใหม่และโรคอุบัติซ้ำ เช่น การค้นพบโรคเอดส์ซึ่งเริ่มต้นจากการเฝ้าระวังการจ่ายยารักษาโรคติดเชื้อราในผู้ที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง หรือการค้นพบโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อ West Nile virus หรือเชื้อ Nipah virus ที่เป็นโรคใหม่ แต่มีอาการแสดงเหมือนโรคของระบบประสาทส่วนกลางอื่นๆ ที่ทำการเฝ้าระวังอยู่ เป็นต้น นอกจากนี้ในกรณีของโรคที่มีอัตราการเกิดโรคค่อนข้างคงที่ การเฝ้าระวังชนิดของเชื้อโรค อาจช่วยระบุการอุบัติซ้ำของเชื้อที่เคยรักษาได้ด้วยยาก่อนหน้านี้ เช่น การเฝ้าระวังชนิดของเชื้อมาลาเรียจะทำให้ทราบว่าเชื้อชนิดใดที่กำลังระบาดอยู่ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเลือกใช้ยาได้อย่างเหมาะสมต่อไป
4. เพื่อทำนายแนวโน้มการเกิดโรคในอนาคต ทั้งนี้แนวโน้มการเกิดโรคหมายถึงจำนวนผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยที่จะเกิดขึ้น หากไม่มีปัจจัยที่ทำให้อัตราการเกิดโรคเปลี่ยนแปลง และเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการวางแผนงานควบคุมและป้องกันโรค ซึ่งครอบคลุมการจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ตั้งแต่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคที่ผู้ป่วยมีอาการป่วยเรื้อรังและต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น โรคเอดส์หรือวัณโรค เป็นต้น
5. เพื่อจัดลำดับความสำคัญของมาตรการควบคุมและป้องกันโรค เช่น การเฝ้าระวังการรักษาผู้ป่วยวัณโรค ทำให้ทราบว่าการติดตามให้ผู้ป่วยรับประทานยาให้ครบมีความสำคัญพอ ๆ กับการให้ผู้ป่วยได้รับยา เนื่องจากอัตราการหายจากโรคเพิ่มสูงขึ้นเมื่อมีการติดตามให้ผู้ป่วยรับประทานยาจนครบ เป็นต้น
6. เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาวิจัย ทั้งนี้ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคเป็นฐานข้อมูลแบบไปข้างหน้า (prospective) ผู้วิจัยสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคได้ ทั้งการศึกษาโรคที่เกิดในปัจจุบัน (cohort study) และโรคที่สงสัยว่ามีมาตั้งแต่ในอดีต (retrospective cohort study) ข้อมูลในลักษณะนี้สามารถใช้คำนวณความเสี่ยงของการเกิดโรคในประชากรกลุ่มต่างๆ ได้ด้วย
7. เพื่อยืนยันการปลอดโรค ตามข้อกำหนดของทั้งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) และองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (World Organization for Animal Health หรือ Office International des Epizooties: OIE) นั้น การประกาศเขตปลอดโรคในประเทศใดหรือบริเวณใดจะต้องมีการเฝ้าระวังโรค เพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีการเกิดโรคในบริเวณนั้นจริง นอกจากนี้สำหรับโรคระบาดสัตว์ เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย จะต้องทำการเฝ้าระวังระดับภูมิต้านทานของสัตว์ที่ไม่ได้รับวัคซีนเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีการสัมผัสเชื้อจากสิ่งแวดล้อมหรือจากสัตว์ตัวอื่นอีกด้วย
องค์ประกอบของระบบเฝ้าระวังโรค
การออกแบบระบบการเฝ้าระวังโรคที่มีประสิทธิภาพดีนั้น จำเป็นจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายด้าน โดยทั่วไปแล้วจะสังเกตได้ว่าเป็นคุณลักษณะของการศึกษาทางระบาดวิทยาที่ดี ประกอบกับปัจจัยที่เอื้อให้ดำเนินการได้สะดวก องค์ประกอบดังกล่าว ได้แก่
1. ความถูกต้องและเป็นตัวแทนของประชากร
วัตถุประสงค์หลักประการหนึ่งของการเฝ้าระวังโรค ได้แก่ การติดตามการเกิดโรคในประชากร แต่เนื่องจากเราอาจไม่สามารถทำการตรวจคัดกรองประชากรที่มีความเสี่ยงได้ทั้งหมด การเฝ้าระวังโรคจึงต้องอาศัยการศึกษาการเกิดโรคในประชากรบางส่วนที่เรียกว่าตัวอย่าง ซึ่งผลการศึกษาจะมีความถูกต้องและแม่นยำเพียงใด จะขึ้นกับว่าตัวอย่างที่ทำการศึกษานั้นเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรหรือไม่ ทั้งนี้ตัวแทนที่ดีของประชากรจะต้องผ่านการคัดเลือกด้วยวิธีการที่มีความลำเอียงน้อยที่สุดและมีจำนวนเพียงพอที่จะใช้ประเมินลักษณะการเกิดโรคในประชากรได้
2. นิยามของสิ่งที่ทำการเฝ้าระวัง
ระบบเฝ้าระวังโรคแต่ละระบบมีวัตถุประสงค์จำเพาะที่แตกต่างกัน สิ่งที่ทำการเฝ้าระวังก็อาจแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยอาจต้องการเฝ้าระวังการเกิดโรค อาการหรือกลุ่มอาการของโรค การสัมผัสปัจจัยเสี่ยง หรือประสิทธิภาพในการผลิตก็ได้ ไม่ว่าจะทำการเฝ้าระวังอะไรก็จำเป็นต้องมีการกำหนดนิยามของสิ่งที่เฝ้าระวังให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถคัดกรองสิ่งที่ทำการเฝ้าระวังได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้นิยามของสิ่งที่ทำการเฝ้าระวังอาจขึ้นกับระดับความถูกต้องของคำตอบที่ต้องการ (sensitivity และ specificity) ตลอดจนความเป็นไปได้ในการตรวจ นิยามของผู้ป่วยด้วยโรคอาจขึ้นกับวิธีการตรวจวินิจฉัยที่มีอยู่ หรืออาจแบ่งเป็นระดับตามผลการตรวจยืนยันโรค เช่น นิยามผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกของกระทรวงสาธารณสุขที่ประกอบด้วยอาการทางคลินิก ประวัติการสัมผัสไก่ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นต้น
3. ประชากรที่ทำการเฝ้าระวัง
ระบบเฝ้าระวังโรคทุกระบบจะต้องมีการกำหนดประชากรที่เป็นเป้าหมายของการเฝ้าระวัง อาจเป็นประชากรในหน่วยเล็ก ๆ เช่น ฟาร์ม หมู่บ้าน หรือโรงพยาบาลจนถึงกลุ่มใหญ่ เช่น ภูมิภาคหรือประเทศ ระบบเฝ้าระวังโรคบางระบบอาจมีขอบเขตชัดเจน เรียกว่า population-based surveillance หรืออาจทำการเฝ้าระวังกลุ่มตัวอย่างเพียงบางกลุ่มที่เป็นตัวแทนของประชากร เรียกว่า sentinel surveillance
4. วงจรของการเฝ้าระวัง
สามารถอธิบายลักษณะของระบบเฝ้าระวังโรคใด ๆ โดยอาศัยวงจรการถ่ายเทข้อมูลระหว่างผู้ที่ทำการเก็บข้อมูลในพื้นที่กับหน่วยงานที่ต้องการใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ (แผนภาพที่ 23) โดยทั่วไปวงจรการเฝ้าระวังโรคจะเริ่มจากการพบผู้ป่วยโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือสาธารณสุข (สัตวแพทย์หรือเจ้าของสัตว์) ที่อยู่ในพื้นที่ ทั้งนี้ในการบันทึกการเกิดโรคจะต้องมีการเก็บข้อมูลลักษณะของประชากร ทั้งที่เกิดและไม่เกิดโรค เวลา และสถานที่ จากนั้นข้อมูลที่ผ่านการรวบรวมและเรียบเรียงแล้วโดยหน่วยงานในพื้นที่จะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานส่วนกลางเพื่อทำการวิเคราะห์และแปลผลข้อมูลจากหน่วยงานในพื้นที่หลายๆ หน่วย แล้วเผยแพร่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งอาจกำหนดเป็นมาตรการควบคุมโรค เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการต่อไป
5. การรักษาความลับ
ในระบบการเฝ้าระวังโรคจะต้องมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่ถูกเฝ้าระวัง เพื่อให้สามารถระบุข้อมูลที่ซ้ำซ้อน ติดตามเก็บข้อมูล หรือตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม ตลอดจนให้การรักษา ทั้งนี้การรักษาความลับของผู้ที่ถูกเฝ้าระวัง ถือเป็นความรับผิดชอบทางจริยธรรม และจำเป็นสำหรับการสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจของผู้ถูกเฝ้าระวัง โดยทั่วไปแล้วหลักการรักษาความลับของผู้ถูกเฝ้าระวังเบื้องต้น คือไม่ควรเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ถูกเฝ้าระวังไว้ในที่ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เช่น ในข้อมูลที่จะนำไปวิเคราะห์ ทั้งนี้อาจพิจารณาใช้รหัสเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลส่วนตัวของผู้ถูกเฝ้าระวังกับข้อมูลส่วนอื่นตามความเหมาะสม
6. ผลตอบแทนของผู้มีส่วนร่วม
การดำเนินการระบบการเฝ้าระวังโรคให้ได้ผลดีนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานและบุคลากรหลายฝ่าย การรายงานผลการเฝ้าระวังโรคในภาพรวมแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นการตอบแทนที่เหมาะสมอย่างหนึ่ง หรืออาจพิจาณาให้ค่าตอบแทนแก่บุคลากรที่มีหน้าที่รายงานการเกิดโรค อย่างไรก็ตามการให้ค่าตอบแทนดังกล่าวอาจเป็นการสิ้นเปลือง และแสดงการขาดความร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวสยาม ยกเว้นบางกรณีในการควบคุมหรือกำจัดโรค อาจต้องมีการให้ค่าตอบแทนผู้ที่รายงานโรค เพื่อให้ทราบการเกิดโรคอย่างรวดเร็ว เช่น โรคไข้หวัดนก หรือในกรณีที่ต้องมีการเก็บตัวอย่างอาจให้ค่าตอบแทนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บตัวอย่าง เป็นต้น
แนวทางการเฝ้าระวังโรค
แนวทางการเฝ้าระวังโรคอาจแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้แก่ การเฝ้าระวังเชิงรุก (active surveillance ) และการเฝ้าระวังเชิงรับ ( passive surveillance ) การเฝ้าระวังเชิงรุก เป็นการเก็บข้อมูลหรือสำรวจข้อมูลโดยหน่วยงานที่ทำการเฝ้าระวัง หรืออาจหมายถึงการตรวจคัดกรองโรคในประชากรที่ปกติ ซึ่งจำเป็นสำหรับการเฝ้าระวังโรค ที่มีการป่วยแบบไม่แสดงอาการและมีตัวอมโรค ( carrier ) หรือพาหะนำโรค ( vector ) อยู่ในประชากร ทั้งนี้ระบบการเฝ้าระวังเชิงรุกมักมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันการปลอดโรคหรือประเมินอุบัติการณ์ ตลอดจนความชุกของโรค ส่วนการเฝ้าระวังเชิงรับเป็นการเฝ้าระวังโรคโดยหน่วยงานที่ทำการเฝ้าระวังทำหน้าที่รอรับข้อมูลจากผู้รายงานหรือเป็นการติดตามตรวจสอบเฉพาะผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคเท่านั้นไม่รวมผู้ที่ยังมีสุขภาพดี
ในทางสัตวแพทย์ "การเฝ้าระวังเชิงรุก" อาจหมายถึงการสำรวจโรค ส่วน"การเฝ้าระวังเชิงรับ" อาจหมายถึงการเก็บข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรคหรือประสิทธิภาพการผลิตเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจทางคลินิก
จุดอ่อนของการเฝ้าระวังเชิงรับ ได้แก่ ความลำเอียงจากการเลือกตัวอย่างที่อาจไม่ใช่ตัวแทนที่ดีของประชากร ( selection bias ) และมักจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับฐานของประชากร ที่ใช้เป็นตัวหารในการคำนวณตัววัดต่างๆ ทางระบาดวิทยาอย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังเชิงรับอาจช่วยให้สามารถตรวจพบโรคอุบัติใหม่ ที่ระบบการเฝ้าระวังเชิงรุกไม่ได้ทำการเฝ้าระวัง นอกจากนี้การเฝ้าระวังเชิงรับยังเป็นรากฐานการสร้างความร่วมมือในการปฏิบัติงานสุขภาพ โดยการรายงานผลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ให้ข้อมูลหรือตัวอย่าง และโดยทั่วไปแล้ว จะเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการเฝ้าระวังเชิงรุกอีกด้วย
นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินการเฝ้าระวังโรคอาจดำเนินการโดย
1. การรายงานตามความสมัครใจ (voluntary notification) เป็นการรายงานผลการสังเกตการณ์เกิดโรคหรืออาการของโรคที่ผิดปกติ โดยบุคลากรทางการแพทย์หรือสาธารณสุข ถือเป็นการเฝ้าระวังเชิงรับ เนื่องจากจะได้รับรายงานก็ต่อเมื่อมีผู้สังเกตพบเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้อาจเพิ่มความไวของการตรวจพบเหตุการณ์ที่น่าสนใจ โดยการให้ความรู้แก่ประชาชน ตลอดจนบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความตระหนักถึงลักษณะของเหตุการณ์สุขภาพที่อาจมีความสำคัญและส่งผลกระทบถึงประชากรส่วนใหญ่ การเฝ้าระวังโรคแบบนี้มีข้อดีคือ เป็นช่องทางที่จะได้รับรายงานโรคอุบัติใหม่ (emerging disease) เช่น กรณีเชื้อ West Nile virus และเชื้อ Nipah virus เป็นต้น การเฝ้าระวังโรคด้วยวิธีนี้ มีประสิทธิภาพดี เมื่อผู้รายงานมีความตื่นตัว เป็นประโยชน์ในการบันทึกเหตุการณ์ที่ไม่มีผลต่อเนื่องมากนัก เช่น การพบพยาธิในเลือดสุนัข (Babesia sp.) และมีค่าใช้จ่ายต่ำ ส่วนข้อเสียของการเฝ้าระวังโรคแบบนี้ ได้แก่ การได้รับรายงานโรคน้อยกว่าที่เกิดขึ้นจริง และไม่สามารถประเมินขอบเขตของประชากรเสี่ยงเพื่อใช้คำนวณตัววัดทางระบาดวิทยา
2. การรายงานโรคตามกฎหมาย (mandatory notification) เป็นการรายงานโรคตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.โรคติดต่อ หรือ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ ถือเป็นการเฝ้าระวังเชิงรับที่ใช้ได้ดีในกรณีที่โรคหรืออาการของโรคสามารถสังเกตได้ง่าย มีข้อดีคือเกณฑ์การรายงานและนิยามผู้ป่วยเหมือนกันทั่วประเทศ การรายงานนำไปสู่การดำเนินการควบคุมโรคในทันที และอาจคำนวณตัววัดทางระบาดวิทยาเพื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาหรือพื้นที่อื่นโดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานของหน่วยงานที่รายงานส่วนข้อเสียของการเฝ้าระวังโรคแบบนี้จะคล้ายคลึงกับการเฝ้าระวังแบบแรก กล่าวคืออาจได้รับรายงานการเกิดโรคต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากผู้รายงานอาจเกรงกลัวต่อผลกระทบของการรายงาน เช่น กรณีโรคไข้หวัดนกที่อาจมีการทำลายสัตว์ปีกทั้งหมู่บ้าน หากมีรายงานการเกิดโรค หรือในกรณีที่อาการป่วยของโรคเป็นอาการทั่ว ๆ ไปไม่มีความจำเพาะ ทำให้หมอหรือเจ้าของสัตว์ไม่ทราบการเกิดโรค หากไม่มีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
3. การสอบสวนโรคระบาด เป็นการบรรยายลักษณะการเกิดโรคและประเมินปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเป็นกรณีไป ทั้งนี้อาจเริ่มต้นจากการสังเกตความผิดปกติของบุคลากรในพื้นที่ เช่น เมื่อพบซากสุกรที่มีอาการปอดอักเสบมากผิดปกติ อาจนำไปสู่การสอบสวนโรคทางเดินหายใจในฟาร์ม เป็นต้น ข้อดีของการเฝ้าระวังโรคโดยการสอบสวนโรคคือ ทำให้ทราบการเกิดโรคใหม่ได้
4. การเฝ้าระวังตัวแทน (sentinel surveillance) หมายถึง การติดตามตรวจสอบการเกิดโรคในกลุ่มตัวแทนของประชากร ทั้งนี้อาจเป็นการเฝ้าระวังเชิงรุกในกรณีที่หน่วยงานที่ทำการเฝ้าระวังเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกตัวแทนของประชากร ซึ่งอาจเป็นกลุ่มประชากรที่ไวต่อโรค หรือสัตว์ที่เป็นตัวอมโรค (carrier) หรือพาหะนำโรค (vector) เช่น การเฝ้าระวังเชื้อโรคไข้สมองอักเสบในยุงที่เป็นพาหะของโรคและทำการตรวจวินิจฉัยหาโรคหรือเชื้อโรค หรืออาจเป็นการเฝ้าระวังเชิงรับ ในกรณีที่เก็บข้อมูลจากห้องปฏิบัติการที่ทำการตรวจวินิจฉัย หรือยืนยันการเกิดโรคหรือการพบเชื้อ การเฝ้าระวังแบบนี้มีข้อดีคือ ช่วยให้สามารถทำนายหรือระบุการเกิดโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ได้มีการเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐานตามปกติ ข้อมูลที่ได้สามารถใช้อ้างอิงในระดับประชากรได้ หากตัวแทนที่ใช้เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร ส่วนข้อเสีย ได้แก่ การชักจูงตัวแทนที่ดีเพื่อเข้าร่วมระบบการเฝ้าระวัง อาจทำได้ยากหากไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า มีประสิทธิภาพต่ำหากใช้เฝ้าระวังโรคที่มีอุบัติการณ์ต่ำเนื่องจากต้องใช้ตัวแทนจำนวนมาก นอกจากนี้ในกรณีที่เป็นการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการอาจได้รับรายงานโรคต่ำกว่าที่เป็นจริงและอาจมีความลำเอียงแบบที่เกิดจากการเลือกตัวอย่างที่ไม่เป็นตัวแทนของประชากร (selection bias) เนื่องจากประชากรบางกลุ่มอาจมีความสนใจโรคบางโรคมากกว่าจึงเข้ารับการตรวจหรือมีการส่งตัวอย่างตรวจมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น
5. การสำรวจโรค เป็นการเฝ้าระวังเชิงรุกโดยการศึกษาทางระบาดวิทยาแบบตัดขวาง (cross-sectional study) ความถูกต้องและแม่นยำของผลการศึกษาจะขึ้นกับการออกแบบการศึกษานั่นเอง ตัวอย่างการเฝ้าระวังโรคแบบนี้ ได้แก่ การตรวจซากสัตว์ในโรงฆ่า สามารถบอกถึงการป่วยแบบไม่แสดงอาการของสัตว์ในฟาร์มได้ ข้อดีของการสำรวจโรคคือ สามารถระบุประชากรและปัญหาที่ต้องการศึกษาได้อย่างชัดเจน และสามารถศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้หลายปัจจัยในเวลาเดียวกัน ส่วนข้อเสียคือไม่สามารถใช้ศึกษาโรคใหม่ อาจไม่สามารถนำผลการศึกษาหลายครั้งมารวมกันได้หากมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการตรวจวินิจฉัย และอาจเสียค่าใช้จ่ายสูงหากต้องใช้จำนวนตัวอย่างจำนวนมากเพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่ถูกต้องและแม่นยำ
6. การทำสำมะโนประชากร เป็นการตรวจลักษณะบางประการของประชากรทั้งหมด เช่น การตรวจคัดกรองวัณโรคในฟาร์มโคนม โดยทำการตรวจโคทุกตัวในฟาร์ม เป็นต้น ข้อดีคือได้ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำสำหรับประชากร ส่วนข้อเสียคือต้องระบุประชากรทุกตัวที่เกี่ยวข้องและมีค่าใช้จ่ายสูง
การวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค
การวิเคราะห์ข้อมูลทางระบาดวิทยาโดยทั่วไปมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ การแสดงสภาวะของโรคในประชากรที่เรียกว่า ระบาดวิทยาเชิงพรรณนา (descriptive epidemiology) และการศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคที่เรียกว่า ระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์ (analytical epidemiology) การแสดงสภาวะของโรคหรือประสิทธิภาพการผลิตในฝูงสัตว์ ทำได้โดยการคำนวณตัววัดการเกิดโรคทางระบาดวิทยา (measurement of disease occurrence) ส่วนการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงกับการเกิดโรคนั้น ทำได้โดยการคำนวณตัววัดความสัมพันธ์ (measurement of association) ในทางสถิติอาจดูความแม่นยำของตัววัดต่าง ๆ ได้จาก 95% confidence interval และอาจดูนัยสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงกับการเกิดโรคได้จากค่า p-value ของการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ
โดยทั่วไปกิจกรรมการวิเคราะห์ข้อมูลระบาดวิทยาเชิงพรรณนาประกอบด้วย การรายงานอุบัติการณ์หรือความชุกของการเกิดโรคตามเวลา (epidemic curve) สถานที่ (spot map) และอัตราประชากร (attack rate) การสรุปลักษณะของประชากร (demographic) ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดโรค และการเปรียบเทียบอุบัติการณ์ หรือความชุกของการเกิดโรคที่พบกับค่าที่คาดว่าน่าจะเป็น (expected value) ทั้งนี้อาจทดสอบสมมติฐานทางสถิติเพื่อหานัยสำคัญของความแตกต่าง (goodness of fit test) เพื่อประกอบการพิจารณาสถานการณ์ว่าเกิดการระบาดของโรคหรือไม่
ส่วนกิจกรรมการวิเคราะห์ข้อมูลระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์ประกอบด้วย การวิเคราะห์ของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงกับการเกิดโรคทีละปัจจัย (univariate analysis) โดยการคำนวณค่า odds ratio (OR) หรือ relative risk (RR) ตามความเหมาะสม และหานัยสำคัญของความสัมพันธ์โดยการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ (homogeneity/independence test) เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเกิดโรคระหว่างประชากรที่สัมผัสปัจจัยเสี่ยงกับประชากรที่ไม่ได้สัมผัสปัจจัยเสี่ยง (cohort study) หรือเปรียบเทียบอัตราการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงระหว่างกลุ่มผู้ป่วยกับกลุ่มควบคุม (case-control study)
การจัดกลุ่มโรคระบาดสัตว์เพื่อการรายงานของกรมปศุสัตว์
1. กลุ่มโรคที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก และต้องเป็นกรณีฉุกเฉินหากเกิดการระบาดของโรคต้องรายงานที่เกิดโรค
- โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth disease: FMD)
- โรคฮีโมรายิกเซฟติซีเมีย (Haemorrhagic Septicaemia)
- โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax)
- โรคแบลกเลค (Black Leg)
- โรคอหิวาต์สุกร (Swine fever)
2. กลุ่มโรคระบาดที่มาจากต่างประเทศที่สำคัญ : รายงานทุกครั้งที่เกิดโรค
- โรครินเดอร์เปสต์ (Rinderpest)
- โรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ (Nipah virus encephalitis)
- โรคอหิวาห์สุกรในแอฟริกา (African swine fever)
- โรคไข้หวัดนกชนิดร้ายแรง (Avian Influenza)
- โรค Pest des petits ในสัตว์เคี้ยวเอื้อง
3. กลุ่มโรคที่ต้องรอผลการวินิจฉัยยืนยันทางห้องปฏิบัติการก่อนรายงานโรค: รายงานทุกครั้งภายหลังยืนยันโรค
- โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)
4. กลุ่มโรคระบาดที่เกิดขึ้นมากผิดปกติ (Emerging disease) ที่ต้องทำการวินิจฉัยโรคร่วมกับทำการวินิจฉัย
- โรคเลปโตสไปโรซิส ( Leptospirosis )
5. กลุ่มโรคที่เฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ: รายงานทุกเดือน
- โรคนิวคาสเซิล ( Newcastle )
- โรคกาฬโรคเป็ด ( Duck plaque )
- โรคพาร์โวไวรัส ( Parvovirus )
- โรคแท้งติดต่อ ( Brucellosis )
- โรควัณโรค ( Tuberculosis )
- โรคต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ นอกเหนือจากที่กล่าวมา
การแบ่งกลุ่มโรค
ตามข้อกำหนดขององค์การโรคระบาดสัตว์นานาชาติ ( OIE classification of diseases ) ได้จัดแบ่งโรคระบาดออกเป็น
List A
โรคติดต่อที่รุนแรงและแพร่อย่างรวดเร็วเข้ามาประเทศส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคม และ
สาธารณสุขอย่างรุนแรง และมีความสำคัญต่อการค้าสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ระหว่างประเทศ ต้องรายงานทุกครั้งที่เกิดโรค
- Foot and mouth disease
- Swine vesicular disease
- Peste des petits ruminants
- Lumpy skin disease
- Bluetongue
- African horse sickness
- Classical swine fever
- Newcastle disease
- Vesicular stomatitis
- Rinderpest
- Contagious bovine pleuropneumonia
- Rift Valley fever
- Sheep pox and goat pox
- African swine fever
- Highly pathogenic avian influenza
List B
โรคติดต่อที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุขภายในประเทศและมีความสำคัญต่อการค้าสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ระหว่างประเทศ ต้องรายงานอย่างน้อยปีละครั้ง
Multiple species diseases
- Anthrax
- Aujeszky's disease
- Echinococcosis/hydatidosis
- Heartwater
- Leptospirosis
- New world screwworm ( Cochliomyia hominivorax )
- Old world screwworm ( Chrysomya bezziana )
- Paratuberculosis
- Q fever
- Rabies
- Trichinellosis
Cattle diseases
- Bovine anaplasmosis
- Bovine babesiosis
- Bovine brucellosis
- Bovine cysticercosis
- Bovine genital campylobacteriosis
- Bovine spongiform encephalopathy
- Bovine tuberculosis
- Dermatophilosis
- Enzootic bovine leucosis
- Haemorrhagic septicaemia
- Infectious bovine rhinotracheitis/infectious pustular vulvovaginitis
- Malignant catarrhal fever
- Theileriosis
- Trichomonosis
- Trypanosomosis ( tsetsetransmitted )
Sheep and goat diseases
- Caprine and ovine brucellosis ( excluding Brucella ovis )
- Caprine arthritis/encephalitis
- Contagious agalactia
- Contagious caprine pleuropneumonia
- Enzootic abortion of ewes ( ovine chlamydiosis )
- Maedi-visna
- Nairobi sheep disease
- Ovine epididymitis ( Brucella ovis )
- Ovine pulmonary adenomatosis
- Salmonellosis ( Salmonella abortusovis )
- Scrapie
Equine diseases
- Contagious equine metritis
- Dourine
- Epizootic lymphangitis
- Equine encephalomyelitis ( Eastern and Western )
- Equine infections anaemia
- Equine influenza
- Equine piroplasmosis
- Equine rhinopneumonitis
- Equine viral arteritis
- Glanders
- Horse mange
<
ไม่น่าเชื่อ ว่าจะมีความรู้ขนาดนี้นะคะ หมอเก่ง อิอิ... เก่งจัง
เอา-ใจ-ช่วยอยู่นะอ้อ ..