“…คั่นเจ้าได่ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพญา อย่าสิลืมซาวนาผู่ขี่ควยคอนกล้า...”

เข้าพรรษา “ทำนาที่หนองขอนดู่”

ขณะที่ผมนั่งเขียนบันทึกอยู่นี้ เป็นวันอาสาฬหบูชา ปี ๒๕๕๒ ก่อนวันเข้าพรรษา ๑ วัน และผมก็นั่งเขียนอยู่ที่ “เถียงนา” หรือ “กระท่อม” ที่เรารู้จัก ข้างหนองน้ำหลังบ้าน ที่ปู่ขุดไว้เมื่อกว่า ๔๐ ปีก่อน และเรียกชื่อหนองนี้ว่า “หนองขอนดู่” เพราะตอนขุดหนองนี้ใหม่ๆ ปู่ได้นำขอนไม้ประดู่ขนาดใหญ่มาวางไว้กลางหนอง เพื่อให้เป็นที่อยู่ของปลา ซึ่งขอนนี้ก็ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่ก็ถูกกัดกร่อนไปมากทีเดียวตามกาลเวลา และขณะที่ผมเขียนบันทึกนี้ ผมก็คุยกับลุงและพ่อไปด้วย จึงได้ทราบย้อนหลังไปอีกว่า ขอนไม้ประดู่นี้ เป็นขอนไม้ที่เกิดและเติบโตขึ้นในที่นาข้างๆ หนองนี้นี่เอง แต่เกิดมาก็เห็นเป็นขอนแล้ว โดยที่ไม่ได้เห็นต้น เหลือเพียงตอที่พอถึงเวลาไถนาก็จะสะดุดอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นถ้าไล่เรียงอายุกันจริงๆ ก็เชื่อว่าไม้ประดู่ท่อนนี้มีอายุกว่า ๖๐ ปี ถ้ารวมกับอายุของไม้ก่อนที่จะถูกนำมาเป็นขอน ก็เชื่อได้ว่าขอนไม้ประดู่นี้มีอายุไม่น้อยกว่า ๑๕๐ ปีทีเดียว

    

นอกจากจะคุยกันเรื่องที่มาที่ไปของหนองน้ำหลังบ้านซึ่งจากเล็กจนโตผมก็ยังคงเห็นภาพแบบนี้ตลอด จะเปลี่ยนไปบ้างก็เพียงปริมาณน้ำที่ขึ้นอยู่กับดินฟ้า อากาศในแต่ละปีเท่านั้น ระหว่างการคุยกับพ่อและลุง ก็มีน้องๆ ที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง และหลานๆ ตามมาสมทบกันที่ข้างหนองน้ำ เพื่อกินมื้อเที่ยงกันที่นี่ จึงเป็นโอกาสดีมากๆ ที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของหนองน้ำหลังบ้านตัวเอง พร้อมกับเรื่องอื่นๆ ที่ลุง ซึ่งปัจจุบันก็อายุ ๖๐ กว่าปีแล้ว ได้ถ่ายทอดให้ลูกๆ หลานๆ ฟัง เช่น เรื่องฝีปอบ เป็นต้น เด็กๆ ก็นั่งฟังและจินตนาการไปอย่างมีความสุข แต่ก็อาจจะมีข้อสงสัยอยู่บ้าง เพราะส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเห็นหรือแม้แต่เคยได้ฟัง

 

สำหรับการทำนา หลายปีมานี้ ท้องทุ่งนาแถวนี้ส่วนใหญ่ได้ “ทำนาหว่าน”  กัน แต่ปีสองปีมานี้ พ่อกับแม่ พอจะมีเวลามากขึ้น จึงหันกลับมา “ทำนาดำ” เพราะได้ผลผลิตมากกว่า และที่สำคัญได้บรรยากาศของการทำนาแบบสมัยก่อน ที่แฝงไปด้วยปรัชญาของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เพราะในขณะที่ทำก็จะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยน ถามสารทุกสุกดิบของแต่ละคน คละเคล้ากับการเล่นมุขบ้างเพื่อความสนุกสนาน ซึ่งปัจจุบันยากนักที่จะเจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะหลายๆ อย่างได้เปลี่ยนแปลงไป เช่น การนำ “รถไถ” มาใช้แทนควาย การว่าจ้างทำนาแทนการลงแขก เป็นต้น

  

สำหรับการหว่านแห ที่หนองน้ำแห่งนี้ พ่อ และลุงๆ น้าๆ ที่อยู่ที่บ้าน ยังคงมีการหว่านเป็นประจำ แต่ก็อีกครับ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จากการหาปลาเพื่อกินและแบ่งปันกัน ก็มีการขายออกไปบ้างในบางโอกาศ

ส่วนผม...เติบโตมากับท้องทุ่ง บรรยากาศกระท่อมปลายนาก็จริง แต่มาจนถึงวันนี้ผมกลับต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมาเกือบครึ่งชีวิต และก็มีช่วงชีวิตแบบลูกชาวนาจริงๆ แบบผิวเผิน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะยึดมั่นตลอดไป คือ ความภูมิใจและศรัทธาในความเป็นลูกชาวนาไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ครับ

  

วันนี้จึงเป็นอีกวันหนึ่งในชีวิตที่มีความรู้สึกดีดี ที่ได้มีโอกาสกลับบ้านในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา มาสัมผัสบรรยากาศท้องทุ่งนา และมีลุง อา พี่ๆ น้องๆ หลานๆ มาร่วมกันทำนา กินมื้อเที่ยงร่วมกัน ซึ่งก็หวังใจเพียงว่าเยาวชนคนรุ่นหลังเหล่านี้จะไม่ลืมบุญคุณของบรรพบุรุษที่เป็นชาวนา ที่สร้างให้เรามีวันนี้ แม้ว่าในอนาคตเด็กๆ เหล่านี้จะห่างหายการทำนาไปก็ตาม

“…คั่นเจ้าได่ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพญา

อย่าสิลืมซาวนาผู่ขี่ควยคอนกล้า...”