พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเพื่อลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก ประจำปี 2530 "เด็ก ๆ นอกจากจะต้องเรียนความรู้แล้ว ยังต้องหัดทำการเงินและทำความดีด้วย เพราะการทำงานจะช่วยให้มีความสามารถ มีความขยันอดทนพึ่งตนเองได้และการทำดีนั้นจะช่วยให้มีความสุขความเจริญทั้งป้องกันตนไว้ไม่ให้ตกต่ำ" และพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2541 " ...มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ ตามอัถภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง" จากพระราโชวาทและพระราชดำรัสกล่าวได้ว่าคนเราจะมีความสุขความเจริญควรดำเนินชีวิตแบบพอเพียง มีความซื่อสัตย์ สุจริต ทำให้คนรอบข้างไว้วางใจ ทำงานอย่างขยันและอดทน รู้จัดเก็บออมและประหยัด ใช้จ่ายในส่งที่จำเป็น
แต่ปัจจุบันครอบครัวคนไทยบางส่วนมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสินทั้งจากสถาบันการเงิน การกู้เงินในระบบและกู้เงินนอกระบบ เมื่อถึงเวลาไม่มีเงินชำระหนี้ก่อให้เกิดปัญหาสังคม ทั้งฆาตกรรม จี้ ปล้น อีกทั้งเด็กและเยาวชนไทยไม่รู้ค่าของการใช้เงิน ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น ขาดการคิดและการตัดสินใจก่อนการใช้จ่าย ทำให้การดำรงชีวิตในสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนี้มีความเสี่ยง
ดังนั้นสถานศึกษาควรหันมาให้ความสำคัญในการปลูกจิตสำนึกและปลูกฝังนิสัยให้เด็กและเยาวชนไทยรู้จักคิดและตัดสินใจในการใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า หาช่องทางในการเพิ่มรายได้อย่างสุจริต และรู้จักเก็บออม อย่างจริงจัง สิงหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือการปลูกผังให้เด็กจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่ายของตนเอง การจัดทำบัญชีหากทำอย่างสม่ำเสมอสามารถตรวจสอบการใช้จ่ายของตนเองได้ ทำให้มีวินัยทางการเงิน ทำให้มีความตระหนักในการจ่าย รู้จัดคิดก่อนใช้ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย ลดและเลิกค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มรายได้ช่วยเหลือครอบครัว และเพิ่มการออม เมื่อมีเงินออมแสดงถึงการกินดีอยู่ดี ครอบครัวก็มีความสุข เด็กเมื่อมีวินัยทางการเงินเมื่อเติบโตขี้นจะเป็นคนที่มีคุณค่า รู้จักคิด รู้คุณค่าของเงินและใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีหนี้สิน ก็จะช่วยให้ประเทศพ้นวิฤตได้เช่นกัน ถึงเวลาและที่เราจะต้องส่งเสริมให้เด็กจัดทำบัญชีของตนเอง