คำถามมาตรฐานเรื่อง KM คือจะเริ่มอย่างไร คำตอบหนึ่งของผมคือเริ่มด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน ลดอหังการ์ ลดความถือตัว เลิกยกตัวว่าเก่ง ว่ายอด (อย่างน้อยก็ชั่วคราว) บอกตัวเองว่าเป้าหมายที่ต้องการบรรลุนั้น มีคนทำได้ดีอยู่แล้ว มี Best Practice อยู่แล้ว อยู่ในที่ต่างๆ หรือในผู้คนจำนวนหนึ่ง ต้องหาให้พบ และหาทางไปเรียนรู้จากเขา เพราะจะช่วยลดเวลาลองผิดลองถูกของเรา ยุคนี้เวลาเป็นเงินเป็นทอง หรือเป็นยุคของการแข่งขันด้วย speed
เพราะหลักสำคัญของ KM คือ Learn Before, Learn During และ Learn After
ไม่ว่าจะ Learn ตัวไหน ถ้าจิตใจเป็นถ้วยชาที่มีชาเต็มแก้ว ก็จะเป็นโรค Learning Disability ซึ่งมักเป็นกับคนเก่ง เพราะความเก่งได้พอกพูนอัตตาไว้หนามาก
เมื่อใดมีความอ่อนน้อมถ่อมตน โรค Learning Disability ของคนเก่งก็จะหายวับไปกับตา
สาธุ ๆๆๆ
กราบเรียนท่านอาจารย์หมอวิจารณ์
ผมมีประสบการณ์ตรงเหมือนกันครับ
1. สมัยเด็กๆ เรียนเก่งมาตลอด โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ยิ่งเมื่อสอบติดวิศวะจุฬาฯ ซึ่งเป็นอันดับ 1-2 ของประเทศยิ่งภูมิใจใหญ่
โชคดีที่ผมหลงระเริงกับการทำกิจกรรม จึงได้คะแนนสอบในปี 1 ย่ำแย่ จึงรู้ตัวว่า "เหนือฟ้ายังมีฟ้า" เราควรจะอ่อนน้อมถ่อมตนและรับฟังคนอื่นมากกว่านี้
นี่คือ ประสบการณ์ครั้งสำคัญในการเปิดกว้างรับความรู้จากคนอื่น แต่ก็แลกมาด้วยความล้มเหลวในการเรียนปี 1 เทอม 1
2. แม้ว่าจะกลับมาขยันเรียนจนได้เข้าภาคไฟฟ้าในปี 2 แต่ผมเริ่มค้นพบตัวเองว่า สนใจในด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ จึงทำให้ใช้เวลาในการทำกิจกรรมและอ่านวรรณกรรมมากขึ้น สุดท้ายจึงเปลี่ยนมาเรียนเศรษฐศาสตร์ในช่วงปริญญาโท โดยสุดท้ายก็ไปจบลงที่เศรษฐศาสตร์ทางเลือก
เมื่อเร็วๆนี้ ผมมาย้อนคิดว่า ถ้าหากวันนั้นผมยังทำงานในสายวิศวฯ ตอนนี้อาจได้เป็นผู้บริหารระดับกลางไปแล้ว แต่ท่ามกลางความท้อแท้นั้น ผมได้ค้นพบว่า การที่ผมมาทำงานเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ทางเลือกนี้ ถึงแม้จะทำให้ "ความสำเร็จ" ของผมล่าช้าออกไป แต่ก็ทำให้ความหยิ่งผยองหายไปด้วย
หากในวันนั้นผมประสบความสำเร็จกับอาชีพวิศวฯ ในวันนี้ผมคงเป็นคนที่รับฟังคนอื่นเหมือนเดิม เพียงแต่การฟังนั้นจะไม่ลึกซึ้งเพียงพอ เพราะผมยังมีอัตตาของความสำเร็จในการเป็นผู้บริหารมาค้ำคอ
3. "อ่อนน้อมถอ่มตน" เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะทำได้ง่าย โดยเฉพาะคนไทย แต่เอาเข้าจริง ผมคิดว่า การอ่อนน้อมถ่อมตน จนถึงขั้นทำลายอัตตา เพื่อเข้าสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับผู้พูดนั้น ยังเป็นเรื่องทำได้ยาก และบางครั้งผู้ฝึกฝนยังต้อง "จ่ายค่าตอบแทน" ที่แพงยิ่ง
ผมคิดทบทวนอย่างลึกซึ้งแล้ว พบว่า "คุ้มค่า" เพราะการอ่อนน้อมถ่อมตนแบบอัตตาต่ำนั้น ช่วยให้เรามีประสาทสัมผัสที่ดีขึ้น มองได้คมชัด ในรายละเอียดที่เคยละเลย ได้ยินเสียงที่เคยเพิกเฉย หรือแม้แต่ลิ้มรสชาติอาหารอย่างละเอียดมากขึ้น ไม่ใช่แต่กลืนกินลงไป
การสัมผัสรับรู้สรรพสิ่งได้ละเมียดละไมยิ่งขึ้น เป็นความสุขทางใจที่ล้ำค่ายิ่งนัก
สาธุ สาธุ สาธุ กระจ่างแจ้งกลางใจของลูกศิษย์ค่ะ