สิ่งที่เราไม่น่าจะมี จะรู้ จะยึดเลยก็คือ “ตัวตน...”
เวลาที่เราทำงาน หลายครั้งสิ่งที่เราคิดก่อน คิดแล้ว พอคนอื่นมาแย้ง มรคัด ถึงแม้นว่าความคิด หลักการของคนอื่นจะดีกว่า เจ้า “ตัวตน” นี้ก็พยายามขัดขวางและบอกว่าความคิดของเราดีกว่า
ยิ่งถ้าหากเราเป็นหัวหน้า มีอำนาจ เจ้า “ตัวตน” นี้ ก็จะพาเราเราให้ “ปฏิเสธ” ความคิดที่ดีกว่านั้นเสีย
เพราะคิดว่าถ้าหากเรายอมรับความคิดเขา “เราก็จะแพ้”
หากเราทำตามเขา เราก็จะ “เสียหน้า”
ไอ้เจ้าความคิดแบบนี้นี่เองเป็นด่านที่เราจะต้องก้าวผ่าน
ความยึดถือตัว ถือตนด้วย “อุปาทาน” นั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข
พอเรามีความยึด ความถือที่ตั้งมั่นด้วยอุปาทานแล้ว
คนอื่นเขามีความคิดดี ๆ หลักการดี ๆ พอเราไม่ยอม เราจะเอาความคิดของเรา ดื้อรั้น หัวชนฝา ฟาดหัว ฟาดหาง
เราก็พยายามจะสาเหตุผล สาหลักการที่พยายามทำให้ความคิดที่ผิด ๆ ของเรากลายเป็นความคิดที่ถูกให้ได้
ใครมีความคิดเหมือนเรา เราจะคุยกับคนนั้น เพราะที่จะทำให้ความคิด หลักการของเรามีน้ำหนักมากขึ้น
ใครมาขัดเรา หรือมีความคิดแบบคนที่เรากำลังอยากจะเอาชนะ เราจะไม่สนใจ และเกลียดเขาคนนั้นอย่างยิ่ง
ความคิดอย่างนี้ช่างเป็นศัตรูตัวร้ายที่ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าทั้งงานและชีวิต
งานก็ไม่ดี ไม่ก้าวหน้า เพราะเราปฏิเสธความคิดดี ๆ เพราะเรากลัวเสียหน้า
ชีวิตเราก็ไม่ก้าวหน้าด้วยเพราะว่า เรามัวแต่คิด มัวแต่เครียด เอาเวลาที่มีไว้คิดงานนั้นไปใช้กับการล้างแค้น การเอาชนะ คิ้วขมวด คิ้วชนกัน เครียด ปวดหัว ไมเกรน ยิ่งคิด ยิ่งแค้น ยิ่งแพ้ ก็ยิ่งอยากจะเอาคืน
งานก็ไม่เดิน ชีวิตก็ไม่มีความสุข...
แล้วเราจะข้ามผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้อย่างไรดีล่ะ...?
อื่ม! ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะที่จะกำจัดทิฏฐิ มานะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อุปาทาน” ได้
แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ ก็พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านก็ทำให้เห็นแล้ว มีแล้ว
แบบฝึกหัดในช่วงชีวิตนี้งจึงเป็นโจทย์ที่ใหญ่ยิ่ง
หน้าที่ที่ใหญ่ยิ่งมาพร้อมกับภาระอันยิ่งใหญ่...
งานที่ว่าหนัก งานก่อสร้างน่ะเหรอ ถึงแม้นว่าเราจะโง่ ๆ เซ่อ ๆ ไม่เคยทำมาแต่ก่อน ดู ๆ ไปแล้วก็กลับไม่ยาก ถ้าเรามีความพยายาม ทำการบ้านเยอะ ๆ
แต่เจ้าทิฏฐิ มานะ ความอหังการณ์ในชีวิตนั่นน่ะสิ เป็นงานที่หนักอย่างใหญ่หลวง
เฮ้อ... เหนื่อยจัง!
ชีวิตที่ต้องต่อสู้ ดิ้นรน เดินทวนกระแสกิเลสอย่างนี้
แถมยังจะต้องมาเจอโจทย์ที่หนักอึ้ง
จะถอยก็ไม่ได้เพราะตั้งสัจจะอธิษฐานเอาไว้
จะถอยก็แพ้ตั้งแต่ก้าวแรกที่จะถอย ชีวิตถ่อย ๆ จะกลับคืนมา
จะหยุด จะยั้งอยู่รอเหรอ งานก็ไม่ก้าวเดิน ชีวิตก็ไม่ก้าวหน้า แล้วอย่าหวังว่าความตายนั้นจะไม่รอเราอยู่แม้นพรุ่งนี้
เอ้า! สู้ก็สู้ สู้แค่ตาย
เหนื่อยก็นอน ตื่นแล้วค่อยกลับมาสู้ใหม่
สู้ไม่ไหวก็ล้ม ล้มแล้วก็ลุก ลุกแล้วโดนชก โดยสอยจนร่วง พอหายเจ็บแล้ว ก็ค่อยลุกขึ้นมาใหม่ สู้ ๆ มันไปอย่างนี้แหละ...
“สู้แบบลูกทุ่ง ๆ”
ไม่ต้องมีหลักการ วิชาการอะไรมาก
เอาแค่ความอ่อนน้อม ถ่อมตน ความเมตตา กรุณา เอาแค่นี้ก่อน
อ้อ ลืมไปอีกอย่างหนึ่ง สำคัญมาก ต้อง “ยิ้ม” อยู่เสมอ
“ยิ้มสู้”
มีอะไรก็ยิ้มไว้ก่อน
งานที่นี่ ทุกวันนี้ปัญหาเยอะ
ถ้าเราหน้าบึ้ง ปัญหาก็คือปัญหา
แต่ถ้าหากเรายิ้ม ปัญหาก็สามารถเปลี่ยนเป็นปัญญา เพราะนั่นเป็น “โอกาสแห่งการภาวนา” ที่ประเสริฐสุด
เอ้า... สู้สู้
เหนื่อยก็สู้ ไม่เหนื่อยก็สู้
ลุกก็สู้ ล้มก็สู้
ยิ้มสู้ อดทนสู้
ยิ้มเพื่อเมตตา อดทนด้วยวิริยา
สู้ด้วยสองมือและสองขาของเราเอง...
