ศาสนา
 

1. กำเนิดแห่งชีวิต

                         ท่านอาจารย์พุทธทาสมีนามเดิมว่า เงื่อม นามสกุล พานิช เกิดเมื่อ วันอาทิตย์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ปีมะเมีย วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ในสกุลของพ่อค้าที่ตลาด พุมเรียง ไชยาจ.สุราษฎร์ธานี บิดา ชื่อ เซี้ยง มารดาชื่อเคลื่อน มีน้องสองคน เป็นชายชื่อยี่เก้ย และเป็นหญิงชื่อกิมซ้อยบิดาของท่านมีเชื้อสายจีนประกอบอาชีพหลักคือการค้าขายของชำ เฉกเช่น ที่ชาวจีนนิยมทำกันทั่วไปแต่อิทธิพลที่ท่านได้รับจากบิดา กลับเป็นเรื่องของความสามารถทางด้านกวีและทางด้านช่างไม้   ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่รักยิ่งของบิดา  

          ส่วนอิทธิพลที่ได้รับจากมารดาคือ ความสนใจ ในการศึกษาธรรมะ อย่างลึกซึ้ง อุปนิสัยที่เน้นเรื่องความประหยัดเรื่องละเอียดลออในการใช้จ่ายและการทำทุกสิ่งให้ดีที่สุดและต้องทำให้ดีกว่าครูเสมอ ท่านได้เรียนหนังสือเพียงแค่ชั้น ม.๓แล้วต้องออกมาค้าขาย แทนบิดาซึ่งเสียชีวิต 

      ครั้น อายุครบ ๒๐ ปีก็ได้บวชเป็นพระ ตามคตินิยมของชายไทยที่วัดโพธาราม ไชยา ได้รับฉายาว่า"อินทปัญโญ" แปลว่าผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่ เดิมท่านตั้งใจจะบวชเรียน ตามประเพณี เพียง ๓ เดือน แต่ความสนใจ ความซาบซึ้ง ความรู้สึกเป็นสุข และสนุกในการศึกษาและเทศน์แสดธรรมทำให้ท่านไม่อยากสึก เล่ากันว่า เจ้าคณะอำเภอ เคยถามท่าน ขณะที่ เป็นพระเงื่อมว่ามีความคิดเห็นอย่างไรในการใช้ชีวิตท่านตอบว่า "ผมคิดว่าจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ แก่เพื่อนมนุษย์ให้มากที่สุด"
"..
แต่ถ้ายี่เก้ย จะบวช ผมก็ต้องสึกออกไป อยู่บ้านค้าขาย"ท่านเจ้าคณะอำเภอ ก็เลยไปคุยกับโยมแม่ของท่านว่า ท่านควรจะอยู่เป็นพระต่อไปส่วนยี่เก้ย น้องชายของท่านนั้นไม่ต้องบวชก็ได้เพราะมีชีวิตเหมือนพระอยู่แล้วคือเป็นคนมักน้อย สันโดษ การกินอยู่ก็เรียบง่าย ตัดผมสั้นเกรียน ตลอดเวลานายยี่เก้ย ก็เลยไม่ได้บวช ให้พี่ชาย บวช แทน มาตลอดนาย ยี่เก้ย ต่อมาก็คือ "ท่านธรรมทาส" ฆราวาสผู้เป็นกำลังหลักของคณะธรรมทาน ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของสวนโมกขพลารา

๒.อุดมคติแห่งชีวิต

        พระเงื่อมได้เดินทางมาศึกษาธรรมะต่อ ที่กรุงเทพฯ สอบได้นักธรรมเอกและเรียนภาษาบาลีจนสอบได้เปรียญ๓ ประโยค ระหว่างที่เรียน เปรียญธรรม๔อยู่นั้น ด้วยความที่ท่านเป็นคนรักการศึกษาค้นคว้าจากพระไตรปิฎกและศึกษาค้นคว้าออกไปจากตำรา ถึงเรื่องการปฏิรูปพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกาอินเดีย และการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในโลกตะวันตกทำให้ท่านรู้สึกขัดแย้งกับวิธีการสอนธรรมะที่ยึดถือรูปแบบตามระเบียบแบบแผนมากเกินไปความย่อหย่อนในพระวินัยของสงฆ์ ตลอดจนความเชื่อที่ผิดๆ ของพุทธศาสนิกชนในเวลานั้น ทำให้ท่านมีความเชื่อมั่นว่า พระพุทธศาสนาที่สอน ที่ปฏิบัติกันในเวลานั้นคลาดเคลื่อน ไปมาก จากที่ พระพุทธองค์ ทรงชี้แนะท่านจึงตัดสินใจหันหลังให้กับการศึกษาของสงฆ์ เวลานั้น กลับไชยา เพื่อศึกษา และทดลองปฏิบัติตามแนวทาง ที่ท่านเชื่อมั่น โดยร่วมกับนายธรรมทาส และ คณะธรรมทานจัดตั้งสถานปฏิบัติธรรม "สวนโมกขพลาราม" ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ จากนั้นท่านได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมะ อย่างเข้มข้น จนเชื่อมั่นว่าท่านมาไม่ผิดทางแน่และได้ประกาศ ใช้ชื่อนาม"พุทธทาส"เพื่อแสดงว่า ให้เห็นถึงอุดมคติสูงสุด ในชีวิตของท่าน จากบันทึกของท่านเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เขียนไว้ว่า
"
...ชีวิตของข้าพเจ้า สละทุกอย่างๆ มุ่งหมายต่อความสุขนี้ และประกาศ เผยแพร่ความสุขนี้ เท่านั้น ไม่มีอะไรดีกว่านี้ในบรรดามีอยู่ใน พุทธศาสนา..."

๓.ปณิธานแห่งชีวิต

 อุดมคติ ที่หยั่งรากลึกลงแล้วนี้ทำให้ท่านสนใจใฝ่หา ความรู้ทางธรรมะตลอดเวลา ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทหรือหินยาน แต่ครอบคลุม
ไปถึงพระพุทธศาสนา แบบมหายาน และศาสนาอื่น เช่น คริสต์อิสลาม ฮินดู สิกข์ เป็นต้น จากความรอบรู้ ที่กว้างขวาง และลึกซึ้ง นี้เองทำให้ท่านสามารถ
ประยุกต์ วิธีการสอน และปฏิบัติธรรมะได้อย่างหลากหลายให้คนได้เลือกปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับพื้นความรู้และอุปนิสัยของตนได้โดยไม่จำกัดชนชั้น
เชื้อชาติ และศาสนา เพราะท่านเชื่อว่า มนุษย์ทุกคน ก็คือเพื่อน ร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้นและหัวใจของทุกศาสนาก็เหมือนกันหมด คือ ต้องการ ให้คน พ้นจากความทุกข์ท่านจึง ได้ตั้งปณิธานในชีวิตไว้ ๓ ข้อคือ

๑. ให้พุทธศาสนิกชน หรือศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตาม
    
เข้าถึง ความหมายอันลึกซึ้งที่สุดแห่งศาสนาของตน
๒. ทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา
๓.ดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาเสียจากวัตถุนิยม

แม้ในความพยายามที่จะทำตามปณิธานนี้จะทำให้บางคนไม่เข้าใจท่าน ไม่ชอบท่าน ด่าว่าท่าน หาว่า ท่านจ้วงจาบ พระพุทธศาสนาเป็นเดียรถีย์ เป็นคอมมิวนิสต์ หรือ รับจ้างคนคริสต์ มาทำลายล้าง พระพุทธศาสนาก็ตาม แต่ท่านกลับรับฟัง คำวิจารณ์ เหล่านี้ด้วยใจเป็นกลางถือเป็นการแลกเปลี่ยนทางความคิด ในเรื่อง เนื้อหา และหลักการ มากกว่าที่จะก่อความขัดแย้งส่วนตัว เพราะท่านมีหลัก ในการทำงานว่า " พุทธบุตร ทุกคนไม่มีกังวล ในการรักษาชื่อเสียง มีกังวล แต่การทำความบริสุทธิ์เท่านั้นเมื่อได้ทำความ บริสุทธิ์ มองเห็นชัดเจนใจ อยู่แล้วว่า นี่มันบริสุทธิ์ เป็นธรรมแท้ใครจะชอบ หรือ ไม่ชอบก็ตาม เราต้องทำ ด้วยความพยายาม อย่างสุดชีวิต จะมีชื่อเสียงหรือไม่นั้น อย่านึกถึงเลย เป็นอันขาด จะกลายเป็น เศร้าหมอง และ หลอกลวง ไปไม่มากก็น้อย" 

        ในที่สุด ท่านก็ได้รับการยอมรับจากวงการ คณะสงฆ์ไทย วงการศึกษาของไทย และวงการศึกษาธรรมะของโลกได้รับการยอมรับให้เป็นเสนาบดีแห่ง
กองทัพธรรมในยุคหลัง กึ่งพุทธกาลเยี่ยงพระมหากัสสป ในครั้งพุทธกาล 

สมณศักดิ์ที่ท่านได้รับ
๑.เป็นพระครูอินทปัญญาจารย์ พ.ศ. ๒๔๘๙
๒. เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระอริยนันทมุนี พ.ศ. ๒๔๙๓
๓. เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชชัยกวี พ.ศ.๒๕๐๐
๔. เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพวิสุทธิเมธี พ.ศ. ๒๕๑๔
๕.เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมโกศาจารย์ พ.ศ. ๒๕๒๐

แม้ท่านจะมีชื่อ สมณศักดิ์ ตามลำดับหลายชื่อ แต่ท่านจะใช้ ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องติดต่อ ทางราชการ เท่านั้นถ้าเป็นเรื่องอื่นแล้ว ท่านจะใช้ ชื่อว่า"พุทธทาส อินทรปัญโญ"เสมอแสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อม ถ่อมตัวของท่าน ประการหนึ่ง ชื่อ พุทธทาสนี้เป็นที่มาแห่งอุดมคติ ของท่านนั่นเอง

 

ปริญญาทางโลก ที่ท่านได้รับ
๑.พุทธศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
    
จาก มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๒๒
๒. อักษรศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาและศาสนา
    
จากมหาวิทยาลัย ศิลปากร พ.ศ. ๒๕๒๘
๓. ปรัชญา ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์
    
จาก มหาวิทยาลัย รามคำแหง พ.ศ. ๒๕๒๘
๔. ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา
    
จาก มหาวิทยาลัย สงขลา นครินทร์ พ.ศ.๒๕๒๙
๕. อักษรศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา
    
จากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๐
๖. การศึกษา ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์
   
จาก มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๓๒
๗.ศิลปศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
   
จาก มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ พ.ศ.๒๕๓๖

ในระดับนานาชาติ ปัจจุบัน ทุกมหาวิทยาลัยที่มีแผนก สอนวิชาศาสนาสากล ทั้งในยุโรป และ อเมริกาเหนือ ล้วน ศึกษางานของท่านหนังสือของท่าน กว่า ๑๔๐ เล่ม ได้รับการแปลเป็น ภาษาอังกฤษ, กว่า ๑๕ เล่มเป็นภาษาฝรั่งเศส, และ อีก๘ เล่ม เป็น ภาษาเยอรมัน นอกจากนั้น ยังแปลเป็นภาษา จีนอินโดนีเซีย ลาว และ ตากาล็อค อีกด้วย กล่าวได้ว่า ในประวัติศาสตร์ไทยท่านอาจารย์พุทธทาส มีผลงานที่เป็น หนังสือแปลสู่ต่างประเทศ มากที่สุด

๔.ผลงานแห่งชีวิต

ตลอดชีวิต ของ ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านย้ำอยู่เสมอว่า "ธรรมคือ หน้าที่" เป็นการทำหน้าที่เพื่อความอยู่รอด ทั้งทางฝ่ายกาย  ฝ่ายวิญญาณ ของมนุษย์ และ ท่าน ได้ทำหน้าที่ในฐานะ ทาสผู้ซื่อสัตย์ ของพระพุทธเจ้า ทุกอณูแห่งลมหายใจ เข้าออก จนแม้วาสุดท้ายแห่งชีวิต จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า ผลงาน ที่ท่าน สร้างสรรค์ ไว้ เพื่อ เป็น มรดกทางธรรมนั้น จะมีมากมาย สักปานใด ซึ่งจะขอนำมากล่าวเฉพาะ ผลงานหลักๆ ดังนี้คือ

            ๑. การจัดตั้งสถานปฏิบัติธรรม สวนโมกขพลาราม และ สวนโมกข์นานาชาติ

            ๒. การร่วมกับ คณะธรรมทานในการออกหนังสือพิมพ์ "พุทธสาสนา" ราย ๓ เดือน นับเป็นหนังสือพิมพ์ ทางพระพุทธศาสนาเล่มแรก ของไทย เริ่มตีพิมพ์ เมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลารวม ๖๑ ปี นับเป็นหนังสือพิมพ์ ทาง พระพุทธศาสนาที่มีอายุยืนยาที่สุดของไทย

            ๓. การพิมพ์หนังสือ ชุด "ธรรมโฆษณ์" ซึ่งเป็นหนังสือที่ รวบรวม พิมพ์จาก ปาฐกถาธรรมที่ท่านแสดงไว้ในวาระต่างๆ และ งานหนังสือเล่ม เล่มอื่นๆ ของท่าน โดยแบ่งออก เป็น ๕หมวด คือ

๑.หมวด"จากพระโอษฐ์"เป็นเรื่องที่ท่านค้นคว้าจากพระไตรปิฎก   ฉบับ ภาษา บาลี โดยตรง
๒.หมวด"ปกรณ์พิเศษ"เป็นคำอธิบายข้อธรรมะ ที่เป็นหลักวิชา
    
และหลักปฏิบัติ
๓.หมวด"ธรรมเทศนา"เป็นคำบรรยายแบบเทศนาในเทศกาลต่างๆ
๔.หมวด"ชุมนุมธรรมบรรยาย"เป็นคำขยายความ ข้อธรรมะ เพื่อ
    
ให้เข้าใจได้อย่างถูกต้อง
๕.หมวด"ปกิณกะ"เป็นการอธิบายข้อธรรมะ เบ็ดเตล็ด ต่างๆ  ประกอบความเข้าใจ

ปัจจุบัน หนังสือชุดนี้ ได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือ ขนาด ๘ หน้ายก หนาเล่มละ ประมาณ ๕๐๐ หน้า จำนวน ๖๑ เล่ม แล้วที่ยังรอการจัดพิมพ์ อีกประมาณ ร้อยเล่ม 

            ๔. การปาฐกถาธรรมของท่านที่ก่อให้เกิดกระแสการวิพากษ์ วิจารณ์ ทั้งในแง่วิธีการ และ การตีความพระพุทธศาสนาของท่าน กระตุ้นให้ผู้คนกลับมาสนใจธรรมะกันอย่างลึกซึ้งแพร่หลายมากขึ้น ครั้งสำคัญๆได้แก่ ปาฐกถาธรรม เรื่อง "ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม" "อภิธรรมคืออะไร" "ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร" "จิตว่าง หรือ สุญญตา" "นิพพาน" "การทำงานคือ การปฏิบัติธรรม" "การศึกษาสุนัขหางด้วน" เป็นต้น

            ๕. งานประพันธ์ ของท่านเอง เช่น "ตามรอยพระอรหันต์" "ชุมนุมเรื่องสั้น"
"
ชุมนุมเรื่องยาว" "ชุมนุมข้อคิดอิสระ" "บทประพันธ์ของ สิริวยาส"
(
เป็นนามปากกา ที่ท่านใช้ ในการเขียน กวีนิพนธ์) เป็นต้น

            ๖. งานแปลจากภาษาอังกฤษของท่าน เล่มสำคัญคือ "สูตรของเว่ยหล่าง" "คำสอนของฮวงโป" ทั้งสองเล่มเป็นพระสูตรที่สำคัญของพุทธศาสนา นิกายเซ็น เป็นต้น

เกี่ยวกับ งานหนังสือนี้ท่านเคยให้สัมภาษณ์ กับพระประชา ปสนฺนธมฺโม ว่า"เราได้ทำสิ่งที่มันควรจะทำไม่เสียค่าข้าวสุกของผู้อื่นแล้ว เชื่อว่า มันคุ้มค่า อย่างน้อยผมกล้าพูดได้อย่างหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้ ไม่มีใครในประเทศไทย บ่นได้ว่าไม่มีหนังสือธรรมะอ่าน ก่อนนี้ ได้ยินคนพูดจนติดปาก ว่า ไม่มีหนังสือธรรมะจะอ่านเราก็ยังติดปาก ไม่มีหนังสือธรรมะจะอ่าน ตอนนี้ บ่นไม่ได้อีกแล้ว"ท่านอาจารย์ พุทธทาส ได้ละสังขาร กลับคืนสู่ ธรรมชาติ อย่างสงบ ณ สวนโมกขพลาราม เมื่อวันที่ ๘กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริรวม อายุ ๘๗ปี นับได้ ๖๗ พรรษา คงเหลือไว้แต่ ผลงาน ที่ ทรง คุณค่า แทนตัวท่าน ให้อนุชนคนรุ่นหลัง ได้ สืบสาน ปณิธาน ของท่าน รับมรดก ความเป็น "พุทธทาส" เพื่อ พุทธทาสจะได้ไม่ตาย ไปจาก พระพุทธศาสนา ดังบทประพันธ์ ของท่านที่ว่า 

         พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย

แม้ร่างกายจะดับไปไม่ฟังเสียง

ร่างกายเป็น ร่างกายไป ไม่ลำเอียง

นั่นเป็นเพียงสิ่งเปลี่ยนไปในเวลา

พุทธทาส คงอยู่ไป ไม่มีตาย

ถึงดีร้ายก็จะอยู่คู่ศาสนา

สมกับมอบ กายใจ รับใช้มา

ตามบัญชาองค์พระพุทธไม่หยุดเลย

พุทธทาส ยังอยู่ไป ไม่มีตาย

อยู่รับใช้ เพื่อนมนุษย์ไม่หยุดเฉย

ด้วยธรรมโฆษณ์ตามที่วางไว้อย่างเคย

โอ้เพื่อนเอ๋ยมองเห็นไหมอะไรตายฯ

แม้ฉันตาย กายลับ ไปหมดแล้ว

แต่เสียงสั่ง ยังแจ้ว แว่วหูสหาย

ว่าเคยพลอดกันอย่างไรไม่เสื่อมคลาย

ก็เหมือนฉันไม่ตาย กายธรรมยัง

ทำกับฉัน อย่างกะฉัน นั้นไม่ตาย

ยังอยู่กับ ท่านทั้งหลายอย่างหนหลัง

มีอะไรมาเขี่ยไค้ ให้กันฟัง

เหมือนฉันนั่ง ร่วมด้วย ช่วยชี้แจง

ทำกับฉัน อย่างกะฉัน ไม่ตายเถิด

ย่อมจะเกิด ผลสนอง หลายแขนง

ทุกวันนัด สนทนา อย่าเลิกแล้ง

ทำให้แจ้ง ที่สุดได้ เลิกตายกันฯ

                  

                                      พุทธทาส อินทปัญโญ

        

                        พุทธทาสฌาปนการ