เช้าวันเสาร์ของเดือนมีนาคม 2552 มันช่างเป็นเช้าที่บรรยากาศที่แสนจะน่านอนพักผ่อน เพราะว่าฝนตกตั้งแต่ตี 3 จนถึงเช้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก ข้าพเจ้าได้ลุกจากที่นอนเข้าห้องน้ำแล้วได้กลับขึ้นไปนอนต่อ เพราะว่าลูก ๆ ได้ไปเรียนพิเศษตั้งแต่เช้า คุณแม่บ้านก็ไปทำงานตั้งแต่ไม่ 6 โมงเช้า กะว่าจะนอนตื่นสักเที่ยงวัน เพราะบรรยากาศแสนจะเป็นใจ ข้าพเจ้าได้นอนหลับไปสักพักใหญ่ๆเสียงโทรศัพท์ภายในโรงพยาบาลก็ดังขึ้น ข้าพเจ้างัวเงียคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย
“ พี่คะ... น้องจากห้องฉุกเฉินนะคะ ! คนไข้แหวนติดนิ้วเอาไม่ออกขอช่วยพี่มาดูหน่อย ” ข้าพเจ้านึกบ่นในใจ “ เอ๊ะ ! ฉันไม่ใช่หมอ ! ทำไมต้องโทรให้ฉันไปดูด้วย ” แต่ด้วยจิตสำนึกที่ดีและจากสโลแกนของโรงพยาบาลสทิงพระที่ว่า “ ต้องดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจที่เป็นมนุษย์ ” ข้าพเจ้าเลยตอบกลับไปว่า ให้ใครก็ได้ช่วยพาคนไข้ไปที่หน่วยซ่อมบำรุง เดี๋ยวจะรีบตามไป
จากนั้นข้าพเจ้าก็รีบลุกขึ้นจากที่นอนลงไปล้างหน้า โดยที่ฟันยังไม่แปรง รีบจับมอเตอร์ไซด์คู่ชีพไปที่โรงช่าง และได้มาเจอกับคนไข้เป็นเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ 13 -14 ปี พร้อมกับแม่ของเด็ก และน้องเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยเหลือคนไข้ ปรากฏว่านิ้วที่แหวนติดนั้นบวมเขียว ซึ่งไม่สามารถจะถอดออกได้ และเป็นแหวนสแตนเลสด้วย 2 วง ในนิ้วเดียวกัน เลยหันไปพูดกับน้องเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยเหลือคนไข้ว่า จำเป็นต้องใช้เลื่อยตัดเหล็กอย่างเดียวถึงจะเอาแหวนออกได้
พอได้ยินข้าพเจ้าพูดว่า “ เลื่อยตัดเหล็ก ” ทางด้านผู้เป็นแม่ทำท่าจะเป็นลม เพราะกลัวว่าข้าพเจ้าจะตัดโดนนิ้วลูก กลัวลูกจะเจ็บ กลัวไปต่าง ๆ นาๆ นั่งบ่นไปร้องไป โดยที่คนไข้ไม่มีน้ำตาซักหยด น้องผู้ช่วยเหลือคนไข้เลยไปเอาแอมโมเนียมาให้ดม
ข้าพเจ้าเลยปลอบแกไปว่า “ พี่ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องกังวลให้ใจเย็น ๆ เดี๋ยวผมจะจัดการเอาแหวนออกให้ ” แล้วให้แกไปนั่งพักที่เก้าอี้ ข้าพเจ้าเลยพาคนไข้ไปที่แคล้มจับเหล็กที่ข้างโรงช่าง โดยให้น้องผู้ช่วยเหลือคนไข้เป็นผู้ช่วย เอานิ้วของคนไข้ที่แหวนติดหนีบเข้ากับแคล้ม แล้วใช้แผ่นเหล็กที่บางที่สุดเพื่อที่สามารถจะสอดเข้าไปในระหว่างนิ้วกับแหวนเพื่อที่จะเป็นตัวรองรับไม่ให้คมเลื่อยโดนนิ้วแล้วทำการเลื่อยไปเรื่อยๆ ด้วยความระมัดระวัง โดยให้น้องผู้ช่วยเหลือคนไข้ใช้ผ้าชุบน้ำแล้วค่อยๆบีบน้ำลงไปที่นิ้วของคนไข้เรื่อย ๆ เพื่อระบายความร้อนระหว่างการเลื่อย
ด้วยความเป็นห่วงลูกของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ ในขณะที่ข้าพเจ้าทำการเลื่อยแหวนอยู่นั้น แม่ได้ลุกขึ้นมาดู เห็นนิ้วของลูกโดนแคล้มหนีบจับไว้แล้วโดนข้าพเจ้าใช้เลื่อยตะบันอยู่นั้น ได้วิ่งเข้าไปกอดลูกจนแน่นจนต้องหยุดทำการเลื่อย แล้วถามลูกว่า “เจ็บไหมลูก ลูกทำใจดีๆไว้นะแม่จะเป็นลมแล้ว” ข้าพเจ้ารู้สึกขำอยู่ในใจไม่กล้าหัวเราะหรือยิ้ม เพราะว่าลูกนั่งดูข้าพเจ้าเลื่อยแหวนที่นิ้วของเขาโดยไม่สะทกสะท้านในขณะที่แม่ร้องให้และจะเป็นลม
เวลาผ่านไปสักประมาณ 3-5 นาที ข้าพเจ้าก็ทำสำเร็จกับเจ้าแหวน 2 วงนั้น โดยการเลื่อยจนขาดออกจากกันแล้วใช้คีมจับปลายแหวนทั้ง 2 ด้านแล้วง้างออกทีละวง โดยที่นิ้วคนไข้โดนแหวนบาดนิ้วเล็กน้อย
หลังจากที่แหวนออกจากนิ้ว ทั้งแม่และคนไข้รีบขอบคุณข้าพเจ้าเป็นการใหญ่ ข้าพเจ้าเลยบอกให้น้องผู้ช่วยเหลือคนไข้ให้พาน้องไปพบพยาบาลที่ห้องฉุกเฉินให้เขาดูอีกครั้ง เสร็จแล้วข้าพเจ้าก็เก็บเครื่องมือไว้แล้วขับรถมอเตอร์ไซด์คู่ชีพคันเดิมกลับบ้านด้วยความภาคภูมิใจ และหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ข้าพเจ้าขอขอบคุณน้องเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยเหลือคนไข้คนนั้น ด้วยความภูมิใจที่ได้เป็นทั้งผู้ช่วยเหลือคนไข้และเป็นผู้ช่วยเหลือช่างได้เป็นอย่างดี
ดีใจด้วยนหวนที่เอาแหวนออกได้โดยไม่ใช่การพยาบาล งานนี้consult ช่างแทนแพทย์เวร