มาร่วมแบ่งปันสิ่งดีๆจากการเขียนเรื่องเล่าที่ช่วยเปลี่ยนโลกได้จริงๆใครที่หมดแรง หมดกำลังใจในตอนนี้ลองนึกถึงสิ่งดีๆ สิ่งที่ประทับใจอยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรหรือภาษาที่งดงามลองเริ่มเขียนดูนะคะ"ไม่ยากอย่างที่คิด"...

“ หนูไม่ได้ตั้งใจ ”                                                                                         

                เสียงแตรรถดังลั่นสวนยางพารา  พร้อมเสียงร้อง “ ช่วยด้วย ช่วยหนูด้วย ”  ของใครบางคนที่ดังออกมาจากในรถปิกอัพคันหนึ่ง  ใบหน้าของคนงานหญิงชายหลายคนที่ชะเง้อชะแง้มองมาจากด้านหลังของต้นยางพาราเพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น  แขนและขาทั้งสองข้างที่ปัดป่ายไปมาของหญิงสาวคนหนึ่ง  พยายามดิ้นรนจนสุดแรงเกิดเพื่อพยายามต่อสู้กับอะไรบางอย่าง  จนขาข้างหนึ่งไปกดทับแตรรถจนเกิดเสียงดัง  มันเกิดอะไรขึ้น  ชีวิตของลูกผู้หญิงคนหนึ่งจากผู้ชายที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “นายจ้าง”

ในตอนสายของเช้าวันหนึ่งเป็นวันพุธสัปดาห์สุดท้ายของเดือน  เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้นเป็นระยะจากการโทรติดต่อของผู้ป่วยในคลินิกจำปาขาว  ซึ่งก็คงไม่แปลกนักสำหรับฉันที่จะต้องรับโทรศัพท์จากผู้ป่วยในคลินิกเพราะทุกคนต่างก็มีเบอร์โทรศัพท์ของฉันที่จะติดต่อเพื่อปรึกษาหรือถามข้อมูลต่าง ๆ   เมื่อยามที่มีปัญหา   ทุกคนในโรงพยาบาลต่างรู้จักกันดีว่าคลินิกจำปาขาวเป็นคลินิกที่ดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ และคลินิกแห่งนี้ที่เป็นจุดเริ่มต้นมิตรภาพระหว่างฉันกับ สาว  “ สาว ” (นามสมมุติ)  เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มจำปาขาวที่มารับบริการของโรงพยาบาลที่ฉันทำงานอยู่  “ กลุ่มจำปาขาว ” เป็นชื่อที่สมาชิกของกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี /ผู้ป่วยเอดส์  ใช้เรียกแทนตนเอง   ในวันพุธสัปดาห์สุดท้ายของทุกๆ เดือน มีการรวมกลุ่มกันเพื่อจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการให้ความรู้จากเจ้าหน้าที่และแกนนำกลุ่ม  การพูดคุยการให้การปรึกษาต่างๆ  มีการแนะนำสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้ามาร่วมกิจกรรม  รวมทั้งการทำสันทนาการเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด   กิจกรรมส่วนใหญ่ที่ทำเป็นการทำแบบเพื่อนช่วยเพื่อนทำให้ทุกคนเป็นกันเองซึ่งสมาชิกมักพูดเสมอว่า คลินิกแห่งนี้เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน มีการช่วยเหลือแบ่งปันสิ่งต่างๆที่ตนเองพอจะสามารถช่วยเหลือเพื่อนได้  ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้  หรือแม้แต่เงินเพียงเล็กน้อยที่ตนเองมีอยู่  รวมถึงการแบ่งปันความรู้สึกที่ดีๆต่อการติดเชื้อเอชไอวีเพื่อก่อให้เกิดเป็นกำลังใจในการต่อสู้กับโรคและชีวิตที่เป็นอยู่

สาว มีหน้าที่เป็นรองประธานของกลุ่มซึ่งต่อมาเมื่อประธานคนเดิมเสียชีวิตลง เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มต่างก็ลงความเห็นให้ สาว เป็นประธานคนต่อไปและด้วยบทบาทหน้าที่ของสาวทำให้สาวและฉันได้ทำงานร่วมกันบ่อยครั้งจนสาวรู้สึกไว้วางใจและเห็นฉันเป็นเหมือนพี่สาวของเธอ สาวเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอที่ผ่านมาให้ฉันฟัง  มันทำให้ฉันเองได้เรียนรู้แง่มุมชีวิตที่แตกต่างจากเดิมที่ฉันเองไม่เคยได้รู้มาก่อน

สาวเป็นคนรูปร่างเล็กๆที่ดูแข็งแรง  ตามแขนและขาทั้งสองข้างของสาวมีรอยแผลเป็นจุดสีดำที่สาวบอกว่าเกิดจากการถูกยุงและแมลงกัด   แววตาที่ดูซื่อๆบนใบหน้าที่มีรอยยิ้มมันช่างดูเป็นมิตรกับคนรอบข้าง ยิ่งทำให้ฉันอยากรู้จักและค้นหาความเป็นตัวตนของสาว  ฉันได้พบกับสาวทุกเดือน  สาวมาร่วมกิจกรรมไม่เคยขาดเพราะสาวเคยบอกฉันว่า  “ ใน 30 วันที่มีความทุกข์แต่ก็ยังดีที่มี 1 วัน ที่เรารู้สึกว่ามีความสุข คือวัน พุธ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ที่ได้มาเจอหมอ เจอเพื่อนๆ” สาวรับรู้ถึงการติดเชื้อเอชไอวีจากสามี มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดซึ่งใครก็คงไม่อยากให้เกิดกับตัวเองแต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องยอมรับและเผชิญกับปัญหานั้นให้ได้    สาวเคยคิดฆ่าตัวตายจากการรับรู้ผลเลือดของตนเอง แต่สิ่งที่ฉุดรั้งสาวไว้ครั้งนั้นคือ “ ลูก ” สาวบอกตัวเองเสมอว่าชีวิตที่มีอยู่ก็เพื่อลูก ต้องอดทนและเข้มแข็งเพื่อที่จะผ่านช่วงวิกฤตของชีวิตไปให้ได้สาวต้องไปทำงานรับจ้างรายวันเพื่อแลกกับเงินที่จะต้องมาเลี้ยงดูลูกและจุนเจือครอบครัวไม่ให้อดอยาก  

                กริ๊ง  กริ๊ง  เสียงของใครบางคนดังมาตามสายโทรศัพท์ “ หนูถูกข่มขืน ”  เสียงที่แหบพร่าจนแทบจะฟังไม่ชัดว่าเป็นเสียงพูดหรือเสียงร้องไห้  คำพูดของสาวสะกดความรู้สึกของฉันให้หยุดนิ่ง  ทำไมมนุษย์คนหนึ่งถึงมีเคราะห์ร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ฉันรับรู้ความรู้สึกที่เจ็บปวดจากน้ำเสียงของสาวที่ได้ยิน  “ หนูถูกนายจ้างข่มขืน ”  สาวมาหาฉันในวันรุ่งขึ้นเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฉันฟัง  แววตาซื่อๆ ดูสดใส ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้ม  ที่ฉันเคยเห็นมันแทบไม่มีเหลือเลย  ฉันมองใบหน้าของผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า   อดคิดไม่ได้ว่า “ผู้หญิงเรานี่ต้องทนขนาดนี้เชียวหรือ ? ” สาวบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ จากเรื่องราวปัญหาชีวิตที่มากมาย ไม่รู้จักจบสิ้น

                         สาวเล่าว่าตนเองไปทำงานรับจ้างที่สวนยางพาราแห่งหนึ่ง เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวที่มีทั้งพ่อ แม่ ลูกสาว พี่สาวและพี่เขย สาวจะต้องออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เพื่อทำงานโดยมีรถของนายจ้างมารับ – ส่งทุกวัน ในวันที่เกิดเหตุสาวบอกว่าตนเองไปทำงานตามปกติ หลังจากนายจ้างส่งคนงานหมดแล้วเหลือเพียงสาวคนเดียวที่นายจ้างบอกให้รอก่อนมีเรื่องจะคุยด้วย โดยให้สาวนั่งรอที่รถ ซึ่งเป็นรถปิกอัพ นายจ้างเริ่มทำสิ่งที่สาวคาดไม่ถึง เริ่มลวนลามและจะใช้กำลังเพื่อจะข่มขืนให้สำเร็จ    สาวร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนคนงาน ทุกคนมองเห็นสาวแต่ไม่มีใครสามารถมาช่วยเหลือได้เลย สาวพยายามบอกนายจ้างว่า “ หนูป่วยเป็นโรคเอดส์นะ ” แต่กลับไม่เป็นผลสำเร็จ  เหตุการณ์มันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แบบนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่สาวก็แก้ไขอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยเลยตามเลย  สาวเล่าว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของผู้อื่นต้องตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับเธอ ที่จะต้องมาทนทุกข์ทรมานกับเชื้อโรคร้ายนี้ แต่ตรงกันข้ามพวกผู้ชายเหล่านั้นต่างหากที่หยิบยื่นความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจมาให้สาวโดยที่เธอก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้           ฉันก็ไม่รู้ว่าภรรยาที่บ้านของผู้ชายคนนี้จะต้องมารับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของเค้าหรือไม่ อาจจะติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อก็คงไม่มีใครสามารถให้คำตอบฉันได้และจะมีอีกซักกี่คนที่จะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

                           สาวกลับมาหาฉันที่โรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อตรวจหาการตั้งครรภ์  ฉันตกใจเมื่อได้ยินคำพูดของสาว “ หนูมีอาการผิดปกติคล้ายอาการของคนท้อง ประจำเดือนไม่มาตามปกติ คลื่นไส้ อาเจียน ทานอะไรก็ไม่ได้ ”  ฉันได้แต่ภาวนาว่า “ ขออย่าให้ท้องเลย ” เพราะถ้าสาวท้องจริง ๆ ปัญหาที่ตามมาคงอีกมากมาย

                          “สาวไม่ท้อง” ความรู้สึกของฉันและของสาวตอนนั้นคงไม่ต่างกันซักเท่าไหร่ น้ำตาที่เอ่อล้นดวงตาเศร้าๆของสาวมันเต็มไปด้วยความหวังเสียเหลือเกินเมื่อฉันแจ้งผลการตรวจปัสสาวะ

 “ หนูกลัวท้องจริงๆนะหมอ ” สาวพูดคำนี้อีกครั้ง “ หนูกลัวว่าถ้าหนูท้องจริง ๆ ลูกจะติดเอดส์และหนูก็คงไม่มีปัญญาเลี้ยงลูก ลำพังตัวเองก็จะเอาไม่รอด  หนูเองก็คงอยู่กับลูกได้ไม่นาน ” ฉันรู้ว่าสาวรับรู้ผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากตนเองท้อง แต่สิ่งที่มันแย่สำหรับสาวคือ  สาวไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปฏิเสธหรือปกป้องตนเองจากผู้ชายคนนั้นได้เลยหรือเพียงเพราะคำว่า “นายจ้าง” ที่ทำให้สาวจะต้องทนกับการถูกย่ำยีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ความทุกข์ของสาวสิ้นสุดลงเมื่อสาวตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อหนีปัญหาและเดินทางไปทำงานที่จังหวัดนครสวรรค์  สาวได้งานทำเป็นคนงานก่อสร้าง  ทำงานอยู่ประมาณ 1 เดือน ก็ต้องพบเจอกับปัญหาที่มันตอกย้ำความรู้สึกของสาวให้เจ็บปวดอีกครั้ง

                            สาวบอกว่า “ หนูถูกข่มขืน ” ฉันเจ็บแปลบกับคำพูดของสาว “ นี่มันอะไรกัน ” ฉันพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน  สาวเล่าให้ฉันฟังว่า  สาวพักอาศัยอยู่ในแคมป์ของคนงานในบริเวณที่ก่อสร้าง  สาวได้รู้จักกับเพื่อนคนงานคนหนึ่งชื่อ “ ชาย ” (นามสมมุติ)  ด้วยสาวเป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรีและเป็นมิตรกับทุกคน จึงทำให้ไม่ยากนักที่สาวจะเกิดความสนิทสนมกับเพื่อนชายคนนี้ในเวลาไม่นาน 

                            คืนนั้นเวลาประมาณ สามทุ่ม สาวบอกว่าเพื่อนชายคนนี้เปิดประตูห้องพักเข้ามาหาสาว และจะลวนลามสาว สาวก็บอกว่า “ หนูป่วยเป็นเอดส์นะ ไม่กลัวเหรอ ” ชายตอบว่า “ ไม่เชื่อหรอก เป็นเอดส์ทำไมยังแข็งแรง ทำงานได้เหมือนผู้ชายเลย ” เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำคล้ายกับครั้งแรก สาวไม่สามารถขัดขืนต่อสู้ได้ต้องปล่อยให้ทุกอย่างมันผ่านไป สาวบอกว่า “ ไม่รู้ว่าจะรู้สึกกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นอย่างไร มันไม่มีความรู้สึกอะไรอีกแล้ว ” สาวและชายอยู่ด้วยกันมาหลายเดือน   ทุกครั้งที่มีโอกาส  สาวไม่ลืมที่จะบอกชายว่า “ ตนเองติดเชื้อเอชไอวี ” สาวบอกว่าด้วยความใกล้ชิดและเห็นอกเห็นใจกัน มันก่อเกิดเป็นความรักครั้งใหม่ขึ้นมาสาวโทรศัพท์มาหาฉันเพื่อถามสารทุกข์สุกดิบ  สาวบอกว่า “ คิดถึงฉัน ” มีเรื่องต่างๆ เล่าให้ฟังมากมาย ฉันดีใจที่สาวยังนึกถึงฉันทั้งตอนที่มีความทุกข์และตอนที่มีความสุข  สาวเล่าให้ฟังว่า  “ รู้สึกรักชายเพราะชายเป็นคนดี  ไม่รังเกียจคนเป็นเอดส์  ยอมรับตัวตนที่

แท้จริงของสาว ”  ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา รู้สึกว่าชายได้มาเติมเต็มบางส่วนของชีวิตที่ขาดหายไป  สาวจะพาชายมาแนะนำให้ฉันรู้จัก และขอให้ฉันตรวจเลือดของชายเพื่อดูการติดเชื้อเอชไอวี  ฉันถามสาวว่า “ชายยอมรับและรับรู้การเจ็บป่วยของสาวแล้วเหรอ ” ฉันถามด้วยความสงสัย  สาวตอบว่า “ ยอมรับแล้ว ก็เลยอยากมาตรวจเลือดดู เพราะถ้าติดเชื้อก็จะได้รีบรักษา ”

ทุกวันนี้สาวมีครอบครัวใหม่ มีผู้ชายที่สาวรักและรักสาว ยอมรับความเป็นตัวตนของสาวได้ซึ่งมันจะมีผู้ชายซักกี่คนที่จะทำใจ ยอมรับได้   “ หนูก็ไม่รู้ว่า ความรักและความสุขที่ได้นี้มันเป็นรักจริง หรือรักหลอก ”  สาวมีความสุขกับชีวิตใหม่ที่ได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจ  สาวบอกว่าถ้าว่างจากงานจะมาหาฉันอีก

      ฉันโทรศัพท์หาสาวเพื่อติดตามการรักษาและพูดคุยเรื่องทั่วไป  สาวบอกว่าพาชายไปตรวจแล้วผลเลือดเป็นบวก และคิดว่าจะพาชายกลับมารักษากับฉัน  ฉันบอกสาวว่ารักษาที่นครสวรรค์ก็ได้เพราะถ้ามารักษาที่นี่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ  สาวขอลาออกจากการเป็นประธานกลุ่มเนื่องจากไม่สามารถมาร่วมทำกิจกรรมได้ทุกเดือน  สาวยังเดินทางจากนครสวรรค์มารับยากับฉันตามนัดทุกครั้งสาวบอกว่าอีกไม่นานก็จะย้ายไปทำงานที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่สิ่งที่ยังเป็นห่วงอยู่คือ “ ลูก ”   

วันหนึ่งสาวแวะมาหาฉันที่โรงพยาบาลเพราะอยากจะมาขอซื้อ ที่ตรวจการ

ตั้งครรภ์  ฉันอดสงสัยไม่ได้ “ จึงถามสาวว่าจะซื้อไปทำไม ” สาวตอบว่า “ ที่หนูกลับมานี้ ก็เพราะว่าแม่โทรตามให้กลับมาดูลูกสาวเพราะมีอาการเหมือนคนแพ้ท้อง ” สาวทุกข์ใจมากจนไม่รู้จะคุยเรื่องนี้กับใคร จึงมาหาฉันที่โรงพยาบาลและเล่าทุกอย่างให้ฟัง สาวเล่าเรื่องราวของลูกสาวพร้อมน้ำตา  ลูกสาวของสาวกำลังเริ่มโตเป็นสาว ซึ่งช่วงที่สาวไปทำงานก็ให้ยายเป็นคนดูแล  สาวบอกว่าลูกสาวเที่ยวกลางคืน กลับบ้านดึกๆ บ่อยครั้ง และมีเพื่อนชายไปมาหาสู่  จนกระทั่งยายสังเกตเห็นว่าหลานมีอาการผิดปกติ คือ ชอบทานของเปรี้ยว  ท้องโตขึ้น และมีคลื่นไส้ อาเจียน  จึงโทรศัพท์ตามสาวให้มาดูลูก  สาวบอกว่าไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยว่าจะให้ตรวจปัสสาวะดูว่าท้องหรือไม่ สาวบอกว่า   “ ถ้าท้องก็จะพาไปทำแท้งและให้เรียนหนังสือต่อจนจบ ม.3  เพราะคงไม่มีปัญญาเลี้ยงได้ ลำพังหาเงินมารักษาต่ออายุตัวเองก็ลำบากแล้ว  มีหลานอีกคนก็คงจะแย่แน่ ๆ ”

สาวบอกฉันว่า  สามีของเธอ (ชาย) บอกให้เธอพาลูกไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยเพราะปิดเทอมพอดีแต่สาวบอกกับฉันว่าสามีของเธอพยายามที่จะให้พาลูกสาวของเธอไปอยู่ด้วยกัน แต่สาวไม่อยากให้ลูกไปด้วย สาวก้มหน้า ลูบแขนไปมาหลายครั้ง  ฉันจับแขนสาวเบาๆอย่างนุ่มนวล  สาวร้องไห้ และบอกฉันว่า “ ถ้าหนูพาลูกสาวไปด้วย หนูกลัวว่าสามีใหม่จะข่มขืนลูกสาวของหนู เพราะเค้าไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของลูกไม่รู้ว่าจะรักจริงหรือเปล่า เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆหนูคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไม่ได้ ” ฉันได้แต่ภาวนา “ ขอให้ชีวิตของสาวได้พบความสุขที่แท้จริง  ที่สาวโหยหามาตลอดชีวิต ”ทุกวันนี้สาวต้องมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวง  กลัวสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับสาวจะกลับมาเกิดซ้ำกับลูกสาวอีก  ตลอดเวลาที่ผ่านมาสาวไม่เคยคิดว่าการติดเชื้อเอชไอวีหรือป่วยเป็นโรคเอดส์จะทำให้ชีวิตของสาวเลวร้ายเลยแต่สิ่งที่สาวคิดว่าชีวิตเหมือนตายทั้งเป็นก็คือเรื่องราวเหตุการณ์ที่มันเกิดซ้ำซาก ตอกย้ำความรู้สึกของสาวต่างหากที่แทบจะทำให้ชีวิตที่มีอยู่ไม่อยากจะหายใจ

                เรื่องราวชีวิตของสาวเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ได้สะท้อนให้เห็นว่า  คนที่ติดเชื้อเอชไอวีบางครั้งอาจจะทำบางสิ่งไปโดยไม่ได้ตั้งใจ...ฉันคิดว่าชีวิตคนเราคงไม่มีใครที่อาจคาดเดาได้ว่าจะได้พบเจอเรื่องร้ายหรือเรื่องดีในชีวิตบ้าง  ซึ่งการทำงานของฉันก็เป็นพียงส่วนเล็กๆในสังคมที่ได้มีโอกาสมาดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ ฉันรู้สึกภูมิใจมากที่ทุกวันนี้ได้ทำงานที่ฉันรักกับคนไข้ที่ต้องอยู่ในมุมมืดของสังคม   จะมีใครซักกี่คนที่ได้เห็นและสัมผัสชีวิตจริงๆของพวกเค้า  ถ้าฉันทำได้ อยากให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท เพื่อที่ชีวิตจะได้ไม่ตกอยู่สภาพเช่นเดียวกับสาว   ฉันขอบคุณทุกความรู้สึกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีที่มีให้กับพยาบาลผู้ดูแลอย่างฉันมันเปรียบเสมือนพลังที่มีคุณค่าในการทำงานด้านเอดส์ของฉัน ต่อไป