ปวดไหม เมื่อยไหม แก้ง่ายๆด้วยฤาษีดัดตน
หลายๆคนคงเคยมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย เนื่องจากตรากตรำ ทำงานหนัก นั่งจ้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ สะพายกระเป๋าหนักๆทุกวัน หรืออยู่ในท่าทางเดิมๆ ซ้ำๆ ก็จะทำให้สมดุลของร่างกายเสียไป เนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆ จะสะสมความเครียด หลังแข็ง บ่าแข็ง เกิดการปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือที่คนโบราณมักกล่าวว่าเลือดลมเดินไม่สะดวก ซึ่งหากทิ้งไว้ก็อาจเกิดการอักเสบ เรื้อรัง จนอาจทำให้เสียบุคลิกภาพ เดินตัวเอียงได้
อาการที่ได้กล่าวมานี้แก้ไขได้ไม่ยากเลย หากรู้จักการดูแลร่างกายของตนเอง ไม่ทำพฤติกรรมซ้ำๆ นั่งท่าเดิมนานๆ เปลี่ยนอิริยาบทบ่อยๆ ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสาย ทำกายบริหารด้วยตนเอง วิธีง่ายๆในการทำกายบริหารด้วยตนเอง ขอแนะนำการทำกายบริหารแบบไทยๆ ที่เรียกว่า ฤาษีดัดตนซึ่งเป็นภูมิปัญญาของไทยที่มีมาแต่โบราณที่ดัดแปลงอิริยาบทต่างๆ มาบำบัดรักษา ดูแลสุขภาพร่างกายได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเสียเงินทอง หรือเวลาไปเข้าคอร์สเรียนโยคะ แอโรบิค ตามฟิตเนสต่างๆ ให้สิ้นเปลือง เราก็สามารถมีสุขภาพที่แข็งแรงได้ง่ายๆ
หัวใจสำคัญของการทำกายบริหารด้วยฤาษีดัดตนก็คือ การทำท่าฤาษีดัดตนให้เคลื่อนไหวควบคู่กับการหายใจ โดยการเคลื่อนไหวต้องมีเทคนิคการนวดประกอบการยืดกล้ามเนื้อ หรือที่เรียกว่าดึงดัด จัดสมดุลของร่างกาย โดยใช้หลักการแพทย์แผนปัจจุบัน เวชศาสตร์การฟื้นฟูส่วนหลักการหายใจนั้น จะต้องหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ หายใจเข้าก็สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ค่อยๆ เบ่งช่องท้องให้ท้องป่องออก อกขยาย ซี่โครง สองข้างจะขยายออกปอดขยายใหญ่มากขึ้น ยกไหล่ขึ้น จะเป็นการหายใจเข้าให้ลึกที่สุด กลั้นลมหายใจไว้สักครู่ ในช่วงนี้ผนังช่องท้องจะยุบเล็กน้อยหน้าอกจะยืดเต็มที่ จากนั้นหายใจออก โดยค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ท้องจะยุบ หุบซี่โครงสองข้างเข้ามา แล้วลดไหล่ลง จะทำให้หายใจออกได้มากที่สุด การหายใจในลักษณะนี้จะทำให้ชีพจรเต้นช้าลง ร่างกายได้รับประโยชน์จากการหายใจอย่างเต็มที่ และขณะที่ทำท่าฤาษีดัดตนจะต้องร่างกาย ไม่เกร็งหรือฝืน
ประโยชน์ของการทำกายบริหารด้วยฤาษีดัดตนคือ ช่วยให้แขนขาหรือข้อต่างๆ เคลื่อนไหวตามธรรมชาติ ทำให้ร่างกายตื่นตัว แข็งแรง ทำให้โลหิตหมุนเวียนเลือดลมเดินสะดวก และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจหากมีการฝึกหายใจถูกต้องอีกทั้งท่าต่างๆ ที่ใช้ยังมีสรรพคุณในการต่อต้านโรคภัยบำรุงรักษาสุขภาพให้มีชีวิตยืนยาว
สำหรับท่าฤาษีดัดตนที่ดิฉันได้ไปร่ำเรียนมาจากสถาบันการแพทย์แผนไทยนั้น พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญอดีตรองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ (ปัจจุบันอาจารย์หมอก็ได้ล่วงลับไปแล้วค่ะ น่าเสียดายคนเก่งๆอีกหนึ่งคน) เป็นผู้ผลักดันริเริ่มให้มีการรวบรวมองค์ความรู้ คัดเลือกกายบริหารแบบฤาษีดัดตนซึ่งมีทั้งท่าที่ทำได้ง่ายและยากปะปนกันโดยมีการคัดเลือกหลายรอบจนในที่สุดก็เหลือเพียง 14 ท่าซึ่งเป็นท่าที่คนทั่วไปสามารถทำได้ด้วยตนเอง รวมกับอีก 1 ท่า ที่รศ.นพ.กรุงไกรเจนพาณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกและข้อ ซึ่งได้ล่วงลับไปแล้วศึกษาค้นคว้าการนวดไทยโดยนำมา เป็นท่านวดบริเวณกล้ามเนื้อใบหน้าเพื่อใช้นวดถนอมสายตา รวมเป็น 15 ท่าพื้นฐานได้แก่
ท่าที่ 1 เป็นท่านวดบริเวณกล้ามเนื้อใบหน้า 7 ท่า ซึ่งจะช่วยถนอมสายตา ที่รศ.นพ.กรุงไกรเจนพาณิชย์ได้ศึกษาค้นคว้าไว้
ท่าที่ 1.1 ท่าเสยผม
ท่าที่ 1.2 ท่าทาแป้ง
ท่าที่ 1.3 ท่าเช็ดปาก
ท่าที่ 1.4 ท่าเช็คคาง
ท่าที่ 1.5 ท่ากดใต้คาง
ท่าที่ 1.6 ท่าถูหน้าหูและหลังหู
ท่าที่ 1.7 ท่าตบท้ายทอย
ท่าที่ 2ท่าแก้ลมข้อมือ และแก้ลมในลำลึงค์เป็นท่าที่มีการเตรียมความพร้อมของร่างกายและฝึกลมหายใจเป็นการดึงดันในลักษณะพนมมือในท่าเทพพนมท่านี้ได้ผลทั้ง 2 ทาง คือ เป็นการบริหารข้อมือและเมื่อเพิ่มการขมิบก้นเป็นการบริหารบริเวณฝีเย็บหรืออวัยวะเพศ
ท่าที่ 3ท่าแก้ปวดท้องและข้อเท้าและแก้ลมปวดศีรษะ เมื่อฝึกอย่างต่อเนื่องทำให้การเคลื่อนไหวของข้อไหล่เป็นไปด้วยดี เมื่อฝึกท่าครบจะช่วยบริหารไหล่ คอ อกท้องและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตที่ศีรษะและแขน
ท่าที่ 4ท่าแก้ลมเจ็บศีรษะและตามัวและแก้ขี้เกียจท่านี้เป็นท่าที่ใช้กันบ่อย เป็นบิดขี้เกียจนั้นเอง ถือเป็นการยืดบริหารส่วนแขน
ท่าที่ 5ท่าแก้แขนขัดและแก้ขัดแขน เป็นการบริหารบริเวณหัวไหล่ ช่วยลดอาการแขนขัดซึ่งมักพบได้บ่อย
ท่าที่ 6ท่าแก้กล่อนและแก้เข่าขัด เป็นการบริหารเข่า หลัง เอวซึ่งกล่อนหมายถึง ความเสื่อม
ท่าที่ 7ท่าแก้กล่อนปัตคาตและแก้เส้นมหาสนุกระงับ กร่อนปัตคาตหมายถึงภาวะขัดเจ็บของกล้ามเนื้อบริเวณต่างๆอันเนื่องมาจากความเสื่อมจากการใช้งานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อและเส้นเลือดภายในโดยท่านี้เป็นการบริหารส่วนอกและขา เป็นท่าต่อเนื่องจากท่าที่ 6
ท่าที่ 8ท่าแก้ลมในแขนเป็นการบริหารส่วนแขน ข้อมือ และนิ้วมือ
ท่าที่ 9ท่าดำรงกายอายุยืน เป็นการบริหารส่วนขามีการยืดร่างกายตามแนวดิ่ง
ท่าที่ 10ท่าแก้ไหล่ ขา และเข่าขา ท่านี้เป็นท่ายืนโดยการบริหารเอว อก ขาไหล่ แบบเกลียวบิด
ท่าที่ 11ท่าแก้โรคในอกเป็นการผายปอดบริหารส่วนอก ไหล่
ท่าที่ 12ท่าแก้ตะคริวมือ ตะคริวเท้า ท่านี้เป็นการบริหารส่วนขาเพื่อทดสอบการทรงตัว
ท่าที่ 13ท่าแก้ตะโพกสลักเพชร และแก้ไหล่ตะโพกขัด เป็นบริหารไหล่ สะโพกและหลัง
ท่าที่14ท่าแก้ลมเลือดนัยน์ตามัวและแก้ลมอันรัดทั้งตัว ท่านี้เป็นการบริหารส่วนคอขาและหน้าอก และ
ท่าที่ 15ท่าแก้เมื่อยปลายมือปลายเท้า เป็นการบริหารส่วนเอว เข่าขา และคอ
ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง ปวดร้าว ชาลงไปตามขาและเสียวแปลบที่หลังควรหลีกเลี่ยงท่าที่ 13 ส่วนผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะ ปวดต้นคอหรือชาแขนควรหลีกเลี่ยงท่าที่ 14 รวมถึงผู้ที่เป็นโรคความผิดปกติของกระดูกสันหลังให้ระวังการก้มหรือเงยและผู้ที่มาอาการบาดเจ็บตามข้อต่อต่างๆให้ระมัดระวังในการทำฤาษีดัดตน
การทำกายบริหารด้วยฤาษีดัดตนก็มีหลักการเหมือนกันกับการออกกำลังกายทั่วๆไป คือไม่ควรบริหารหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆถ้าต้องการให้เห็นผลควรทำทุกๆวันวันละ 1 ชั่วโมง ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นหัดใหม่ๆ ก็สามารถทำได้ตั้งแต่ท่าแรกจนถึงท่าที่ 15 ทำท่าละ 5-10 ครั้งก็จะครบ 1 ชั่วโมงพอดิบพอดี
หลังจากทำไปได้สักระยะก็ลองสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตนเองดูนะคะว่าเป็นอย่างไร ไขข้อเคลื่อนไหวดีกว่าเดิมหรือเปล่า
สาเหตุการปวดหลัง อาจมาจากกระเป๋าถือที่หนักเกินไปของผู้หญิงก็ได้ค่ะ ขอผู้หญิงทุกท่านอย่างมองข้ามเรื่องกระเป๋าถือด้วยค่ะ (หลายคนชอบหอบ) ใส่ทุกอยากที่คิดว่าตนเองจะใช้ (ความจริงไม่ได้ใช้สักอย่าง) มีรายการโทรศทัศน์นำกระเป๋าของคุณผู้หญิงไปชั่งกิโลฯ หลายคนหนังถึง 3 กิโลฯ ถ้าใช้กระเป๋าเบาหน่วย นำแต่สิ่งที่จำเป็นติดตัวไป อาการปวดหลังก็จะหลายไป
อิ๋งก็เป็นคนนึงที่มีปัญหาปวดเมื่อยตามร่างกาย เนื่องจากตรากตรำ ทำงานหนัก นั่งจ้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ สะพายกระเป๋าหนักๆ ทุกวัน หรืออยู่ในท่าทางเดิมๆ ซ้ำๆแบบที่เขียนไว้.......
ขอบคุณสำหรับความรู้อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเรื่องนี้นะคะ
เรื่องที่เขียนนี้หากนำไปปฏิบัติแล้วคงช่วยบรรทาอาการปวดเมื่อยที่เป็นมาได้
ชีวิตมันรีบเร่งทุกวันอ่าค่ะพี่...
ท่าฤาษีดัดตน ตั้ง15 ท่า...ไม่รุจาทำได้ป่าว...
แนวทางการแก้ปัญหาการวดเมื่อยอีกแนวทางนึง
อิ๋งคิดว่าวิธีแก้ปัญหาของการปวดเมื่อยนี้
น่าจะต้องแก้จากพฤติกรรมตัวเองเป็นหลัก
ทั้งท่านั่ง ยืน เดิน นอน
การสะพายกระเป๋าโน้ตบุ๊ก ท่านั่งเวลาใช้โน้ตบุ๊กทำงาน
การใส่รองเท้าส้นสูง การถือของยกของ
ซึ่งคงต้องใช้เวลามากในการปรับพฤติกรรมให้เป็นนิสัยค่ะ
หากอิ๋งมีโอกาสได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการนั่ง ยืน เดิน นอน ที่ถูกวิธี
แล้วจะนำมาแชร์อีกทีนะคะ
โอ้ววววววววว เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยนะคะ เป็นคนนึงเหมือนกันที่ชอบนวดหากมีโอกาส เค้าว่ากันว่า คนทำงานที่นั่งแต่หน้าคอมพิวเตอร์จะมีปัญหาเหล่านี้กันทุกคน แต่มีท่าที่ง่ายกว่านี้บ้างไม๊คะ ที่เราสามารถทำเวลาทำงานแล้วเปลี่ยนอิริยาบทได้ เพราะดูแล้วอาจให้เวลาพอสมควรเลย อีกอย่างนึงคือ อยากทราบว่า ทำไมคนท้องถึงห้ามไปนวดคะ ติดตามอ่านตอนต่อๆ ไปอยู่ค่ะ มีประโยชน์จริงๆ
ผมปวดเมื่อยบ่อยเช่นกันครับ ช่วงที่เล่นกีฬา ผมเล่นวอลเลย์บอลชายหาด หลังจากเล่นเสร็จ ก็จะเมื่อยคอ หลัง ฯลฯ ทั้งๆ ที่เล่นอย่างเสม่ำเสมอ วิธีแก้ก็คือรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจจะมีผลอื่นๆ ตามมา เช่น การสะสมของสารตกค้าง รับประทานบ่อยๆ ก็ไม่ดี อีกสาเหตุหนึ่งอาจเพราะอายุมากแล้วก็ได้ ตอนนี้มาเรียนเลยไม่ได้เล่นแล้ว อาการก็หายไปครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสาเหตุของอาการปวดเมื่อย ควรดูที่ต้นตอของสาเหตุนั้นและเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับวัยของคนๆ นั้นด้วย ครับ
อ่านแล้วอยากนวดเลย :) เขียนอีกนะจ๊ะ