"สาระ" ควรใช้อย่างมี "ศิลปะ" และต้องไม่ทิ้ง "ธรรมะ" เสมอ

เมื่อวานนี้เป็นวันที่โชคดีที่ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ  สคส.   ซึ่งคณะกรรมการของเรามากันครบเลยครับ

เวทีนี้มีบรรยากาศไม่เหมือนการประชุม    แต่คล้ายๆ เหล่าจอมยุทธ  นำเอา  "โจทย์" ของสังคม  ขึ้นมาคุย  และให้ความเห็นต่อประเด็นตามโจทย์เหล่านั้น  น่าสนใจมากครับ

ต้องขอแนะนำคณะกรรมการของมูลนิธิ  สคส.  นิดหนึ่งนะครับ

นำโดย  ศ.นพ. วิจารณ์  พานิช  ประธานกรรมการ

ดร. ชิงชัย หาญเจนลักษณ์,  ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ,  ดร. กฤษณพงศ์  กีรติกร, ดร. สุวัฒน์ เงินฉ่ำ, คุณเดชา ศิริภัทร, คุณพเยาว์ ปฏิมาภรณ์ชัย, และ ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด

มีหลายประเด็นครับที่กรรมการกล่าวถึง

แต่ที่ผมติดใจอยากบันทึกไว้ครั้งนี้  เป็นตอนหนึ่งที่คุยถึงเรื่องการประเมิน กับการประกันคุณภาพ

ดร. สุวัฒน์ เงินฉ่ำ  ได้สะท้อนสภาพที่เป็นอยู่ในตอนหนึ่งว่า    "ยังมีหลายโรงเรียนเมื่อถึงฤดูกาลประเมินเรื่องการประกันคุณภาพ  ก็ต้องหยุดเรียนเพื่อที่จะได้รวบรวมรายงานเรื่องประกันคุณภาพ"

ประเด็นนี้มันค้างอยู่ในใจผมพอสมควร  ไม่เฉพาะบริบทโรงเรียนเท่านั้นนะครับ  แต่ดูเหมือนว่า  พบแทบในทุก sector

สภาพเช่นนี้  มีลักษณะเด่นของอาการ  คือ   เครื่องมือพัฒนางาน ไม่ว่า  คุณภาพ  5 ส.  KM  TQA  ISO  SEPA  และอื่นๆ อีกมากมาย   เข้ามาแบบเป็นภาระงานเพิ่ม  งานงอก ในความรู้สึกของคนทำงาน  จนคนทำงาน  อึดอัด  หลายคนมักจะบ่นว่า  ไม่มีเวลาทำงานประจำแล้ว  มัวแต่ไปทำเรื่องเหล่านี้

อาการเช่นนี้  คงพอจะคุ้นเคยนะครับ

ผมวินิจฉัยอาการนี้เอง  แบบ snake ๆ  fishๆ  ว่า...

คนที่นำเครื่องมือเหล่านี้เข้าไป  ทั้งระดับบริหารที่รับผิดชอบภาพใหญ่เชิงนโยบาย  และคณะทำงานที่ต้องดูแลทำให้เกิดการปฏิบัติ   ชอบหยิบแต่ "เนื้อหา"  หรือ "สาระ" หลักของเครื่องมือเข้าไป    แล้วมองเห็นภาพ process ขั้นตอน หรือกระบวนการของเครื่องมือมากเกิน  จนลืมเชื่อมกับพันธกิจหลักของงานแต่ละหน่วย  แต่ละฝ่าย    ที่ร้ายหนัก  คือ  พยามยามสร้าง "เงื่อนไข" เดียวของการปฏิบัติ (execution) ไม่ว่าจะเป็นหน่วยใด  ฝ่ายใด  ด้วยเหตุผลที่เจอบ่อย  คือ  ต้องสร้างให้มี  "มาตราฐานเดียว"

ความเห็นต่างของผม...

ต้องตั้งหลักที่ "งานประจำ"  หรือ พันธกิจหลักของแต่ละหน่วย  แต่ละฝ่าย   ภาพของงานประจำต้องใหญ่กว่าภาพของเครื่องมือเสมอ    ต้องคลี่ process สำคัญของงานในรายละเอียดออกมาให้เห็นว่าเราต้องทำอะไร  เพื่อให้ได้อะไร

แล้วที่นี้   เครื่องมือที่เข้ามาไม่ว่าจะอะไรก็ตาม   ต้องตอบคำถามว่า   มีขั้นตอนไหน  process ไหนของเครื่องมือแต่ละตัว   เหมาะ หรือน่าจะลองใช้ในขั้นตอนไหนของการทำงานปกติที่มีอยู่แล้ว   หากหาช่องทางเข้าไม่เห็นเลยในตอนแรก   ก็ต้องคิดต่อว่าแล้วจะเพิ่มตรงไหน  ที่ไม่กลายเป็นงานงอก งานเพิ่ม

ผมยืมแนวคิดคุณหมออนุวัฒน์  ศุภชุติกุล  ผอ. สถาบันพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) อดีตกรรมการนโยบาย  สคส. อีกท่านหนึ่ง (สมัย สคส. ยังเป็นโครงการ)ที่ว่า  ไม่ว่าจะนำเครื่องมืออะไรใหม่เข้ามา  ต้องพยายามทำให้เกิดบรรยากาศเหล่านี้...

ง่าย (simply)  ทำให้คนทำงานรู้สึกว่าง่ายไม่ยุ่งยากอะไร

มันส์ (enjoy) มีบรรยากาศสนุกสนาน  เพลิดเพลินจนบางทีลืมไปว่านี่กำลังทำงานอยู่

ดี (performance)  ทำแล้วต้องเกิดผลต่องานทางใดทางหนึ่ง  อาทิ ลดต้นทุน  ประหยัด  มีกำไรเพิ่ม ยอดขายเพิ่ม  ปลอดภัย  ลดอุบัติเหตุ  ลดความเสี่ยง  ลดการสูญเสีย  คนทำงานเบาขึ้น  ใช้เวลาน้อยลง  ทำงานสะดวกขึ้น  งานได้คุณภาพมากขึ้น  คนได้ฝึกคุณธรรมในการทำงาน(แบบไม่รู้ตัว)  บรรยากาศการทำงานดีขึ้น   คนฟังกันมากขึ้น  ช่วยเหลือกันมากขึ้น  ฯลฯ

มีสุข (happiness)  คนทำงาน  ผู้บริหาร  ผู้รับประโยชน์ ลูกค้า  ผู้ถือหุ้น ชุมชน สังคม พอใจ  สุขใจ 

4 keywords ที่ว่าอาจจะเป็น check list ตรวจสอบการออกแบบสู่การปฏิบัติของเราดีหรือไม่เพียงใด  ควรจะต้องปรับตรงไหน    ผมเชื่อว่านี่คือ "ศิลปะ"  ของการใช้เครื่องมือ  ที่ต้องมีควบคู่สร้างสมดุลเสมอ

ผมเลยได้หลัก หรือแก่นอย่างหนึ่ง  คือ  "สาระ"  ควรใช้อย่างมี "ศิลปะ" และต้องไม่ทิ้ง  "ธรรมะ" เสมอ

มีคำถามเก่าแก่หนึ่งที่น่าสนใจ ทิ้งไว้ให้เราคิด...

"ทำไมพระไตรปิฎก  คัมภีร์อัลกุรอ่าน  คัมภีร์ไบเบิล  และคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ  ต้องสวด  หรืออ่านด้วยทำนองเสนาะ หรือท่วงทำนองการอ่าน  หรือการอัญเชิญด้วยเสียงที่ไพเราะ?"