ฉันมาที่นี่...เพื่ออะไร

 

 

 

 

 

      คำถามที่เรามักจะได้ยินเสมอตั้งแต่เล็กจนโต คือ โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร”  ฉันเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติๆประกอบอาชีพหลากหลาย จึงเป็นโชคดีของฉันที่มีอิสระในการเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง ฉันพยายามค้นหาตัวเองมาตลอด จนมาถึงวันที่ฉันสามารถสอบชิงทุนAFSผ่าน ฉันจึงได้รู้ว่า ฉันอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ อีกใจหนึ่งก็อยากจะเรียนแพทย์ เพราะเป็นคณะที่ฮอตฮิตเหลือเกินในหมู่เพื่อน แต่ยังไม่ทันจะได้คิดทบทวนเรื่องนี้ ก็มีเรื่องที่หนักหนาพอสมควรในช่วงชีวิตนั้นเข้ามา คือฉันตรวจพบก้อนอะไรซักอย่างอยู่บริเวณลำคอติดกับส่วนคาง และนับวัน เจ้าก้อนนั่นยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายคุณพ่อคุณแม่จึงตัดสินใจพาฉันไปพบอาจารย์หมอท่านหนึ่ง คือ อาจารย์วิสูตร อาจารย์วินิจฉัยว่า ฉันอาจจะเป็นcystหรือเนื้องอก เพียงได้ยินแค่นั้น ก็ทำให้ใจของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆหวาดหวั่น ทั้งกลัว ทั้งกังวล แต่เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าควรจะเอาออก ดังนั้นฉันจึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์  เมื่อก้าวเข้าไปในโรงพยาบาลก็พบกับผู้ป่วยจำนวนมากที่ต่างมารอพบแพทย์ ฉันจึงได้รู้ว่า โรคที่ฉันเป็นอยู่ช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับผู้ป่วยคนอื่น ฉันเริ่มคิดแล้วว่า ฉันอยากช่วยพวกเค้าเหล่านั้นบ้าง และแล้วก็มาถึงวันที่ฉันต้องadmitก่อนผ่าตัด วันนั้น มีพี่ๆนักศึกษาแพทย์รวมทั้งแพทย์ประจำบ้านเข้ามาพูดคุย สอบถามอาการและตรวจอาการหลายกลุ่ม จนฉันเริ่มรู้สึกอยากพักผ่อน ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร คืนนั้น ฉันนอนไม่หลับ ฉันกลัว ฉันกังวลแต่ฉันก็รู้สึกดีใจที่ได้รับการปลอบใจจากทั้งพี่ๆพยาบาล พี่ๆนักศึกษาแพทย์ รวมถึงคนไข้เตียงข้างๆที่ถึงแม้จะอาการหนักกว่าฉันแต่กลับต้องมาปลอบใจฉัน นั่นทำให้เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันไปห้องผ่าตัดด้วยใจที่เข้มแข็งขึ้น ฉันก้าวขึ้นเตียงผ่าตัดด้วยความมั่นใจว่าบุคคลที่ยืนอยู่ข้างๆฉัน-อาจารย์หมอ แพทย์ประจำบ้านและพี่ๆนักศึกษาแพทย์จะต้องดูแลฉันอย่างดีที่สุด(และที่สำคัญจะเย็บแผลให้ฉันสวยๆด้วย อิอิ) ฉันมองเพดานห้องผ่าตัด ก่อนจะรู้ตัวอีกทีการผ่าตัดก็ผ่านไปแล้ว ในที่สุดฉันก็ได้ลืมตามองเพดานห้องผ่าตัดอีกครั้ง สิ่งที่รับรู้ตอนนั้นคือ เจ็บ ปวด เพลีย ง่วง อยากพัก แต่ฉันก็ดีใจจนต้องยิ้มออกมาที่ฉันรอดมาได้ การผ่าตัดประสบความสำเร็จดี ตลอดเวลา 1 สัปดาห์ที่ฉันอยู่ที่นี่ ฉันเฝ้าสังเกตการเรียนและการทำงานของพี่ๆนักศึกษาแพทย์ ฉันรู้สึกรัก เคารพ ชื่นชม และเกิดความศรัทธาในวิชาชีพนี้ จากที่ฉันเคยหงุดหงิดใจเวลาที่พี่ๆมาถามอาการ ฉันกลับรู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ และเกิดความมุ่งมั่นว่าสักวันฉันจะต้องมาที่แห่งนี้อีกครั้ง จะมาในฐานะของนักเรียนแพทย์ เพื่อมาทำให้คนป่วยของฉันมีความสุข ยิ้มได้อีกครั้ง เหมือนที่ฉันเคยได้รับความรู้สึกนี้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่า3ปี แต่ฉันก็ไม่เคยลืมความทรงจำที่เกิดขึ้นที่นี่ “โรงพยาบาลศรีนครินทร์” และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ในชีวิตของฉัน ที่ถึงแม้จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ แต่ทุกครั้งที่ฉันได้สัมผัสรอยแผลนั้นมันกลับทำให้ฉันนึกได้ว่า ฉันมาเรียนที่นี่เพื่ออะไร”

 

หลักฐานอ้างอิงจากรูปภาพก่อนและหลังผ่าตัด

เห็นหลายๆคนสงสัยว่าเจ้าcystที่ว่ามันเป็นยังไง ก็เลยเอารูปมาให้ดูกัน แต่รุปแรกนี่ไม่ใช่รูปเอินนะ เสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ถ่ายรูปตอนที่ตัวเองยังไม่ได้ผ่าไว้ ลักษณะประมาณนี้เลยค่ะ แต่ของเอินอาจจะก้อนโตกว่านี้และย้อยกว่านี้หน่อยนึง


 

 

ส่วนภาพนี้ก็เป็นภาพเอินหลังจากที่ผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว เรียบ เนียน สวยงาม เห็นรอยแผลเป็นนิดหน่อย (แต่พอจับโดนรอยนี้ทีไร เสียวแว้บทุกที) ไม่มีก้อนโผล่ๆมาให้เพื่อนล้อว่าเป็นลูกกระเดือกอีกแล้ว อิอิ


 

อ้างอิงเว็บเพจเกี่ยวกับความรู้เรื่อง Thyroglossal duct cysts :

http://healthnet.md.chula.ac.th/chulapatho/chulapatho/lecturenote/THYROID.html