“ปลดปล่อย”
พญ. กรกช จิรประภากร รพ.ลำพูน
บ่ายวันหนึ่ง ที่ห้องตรวจ ประตูห้องถูกเปิด คนไข้รายสุดท้ายของวัน เด็กหญิงวัยรุ่น รูปร่างผอม ผิวขาว หน้าตาสะสวย ผมยาวดำขลับถูกรวบไว้ข้างหลังอย่างลวก ๆ สวมเสื้อตัวหลวมโคร่ง กางเกงวอร์มสีน้ำเงิน “แต่งตัวไม่เหมือนวัยรุ่นทั่วไปเลยแฮะ” ฉันคิดในใจ มือสองข้างของเด็กหญิงจับมือหญิงวัยกลางคน รูปร่างผอม สวมผ้าถุงสีดำเก่า เสื้อสีขาวสีหม่น เธอกุมมือเด็กสาวไว้เหมือนจะบอกว่าไม่ต้องกลัว
“สวัสดีคะ กัลยา หมอชื่อกรกช เป็นสูติแพทย์ จากประวัติเห็นว่าหนูคลำพบก้อนที่ท้อง หมอจะขอตรวจว่าเป็นก้อนอะไรนะคะ” เด็กหญิงหลบตา ฉันนึกในใจ ทำไมเด็กคนนี้ดูหน้าเศร้า ๆเหมือนมีอะไรในใจ “หื้อเจ้าอยู่โตยเน้อหมอ ลูกเจ้ามันกลัว” แม่เธอพูดขึ้น ฉันคลำพบก้อนขนาดใหญ่ โตเลยสะดือขึ้นมาเกือบถึงลิ้นปี่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าจอ ทำให้ใจฉันเต้นแรง ฉันตั้งสติ “กัลยาจ๊ะก้อนที่หนูคลำพบไม่ใช่มะเร็งนะคะ แต่...... หนูกำลังจะมีน้อง ตอนนี้ได้ 8 เดือนแล้ว ลูกสาวนะคะ สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี นี่ไงคะหัวใจเด็กเต้น” ฉันชี้ไปที่หน้าจอพร้อมกับหันไปมองแม่ของกัลยา ที่ตอนนี้สายตาจับจ้องอยู่ที่ภาพของทารกในครรภ์ ดวงตาฉายแววงุนงงปนความผิดหวัง เธอหันไปมองลูกสาวที่นอนบนเตียง เด็กสาวหลบตาเม้มปากแน่น มือจับกันกันบิดไปมา เธอลุกขึ้นยืนนิ่ง ขยับตัวเข้าหาแม่ มือทั้งสองโอบรอบคอ ซบหน้ากับไหล่แม่ เริ่ม
ร้องไห้เสียงดังขึ้น “แม่ หล้าบ่ฮู้” สองแม่ลูกกอดคอกันร้องไห้ เหมือนมีแค่สองคนในห้อง ฉันยืนนิ่งไม่รู้จะพูดอะไร เหมือนมีอะไรมาจุกคอหอย “ลูกเจ้าบ่อเคยมีใครจะท้องได้ยะไดหมอ” ฉันหันไปมองหน้ากัลยา เด็กหญิงก้มหน้า ไหล่ทั้งสองกระเพื่อมเบา ๆ ตามจังหวะการสะอื้นไห้ เหมือนเด็กที่ทำผิดแล้วโดนผู้ใหญ่จับได้ “ถ้าคุณแม่ไม่ว่าอะไร ขอหมอคุยกับน้อง 2 คนได้มั๊ยคะ”
กัลยามีพี่น้อง 3 คน เธอเป็นน้องคนสุดท้อง พี่สาวแต่งงานมีครอบครัวย้ายไปอยู่บ้านสามี ส่วนพี่ชายไปทำงานต่างจังหวัด นาน ๆ ครั้งจึงจะกลับบ้าน ที่บ้านจึงมีเพียงเธออยู่กับพ่อแม่ เธอเรียนหนังสือชั้น ม. 5 เกรดเฉลี่ยเกิน 3.5 ทุกเทอม ในห้องมีแต่เพื่อนผู้หญิง เลิกเรียนก็กลับมาอยู่บ้าน วันหยุดก็ไม่ค่อยไปไหนเพราะต้องช่วยพ่อแม่ทำสวน แล้วใครเป็นพ่อของเด็กในท้องล่ะ ?
“หนูเป็นเด็กดีมาก ตอนนี้หนูคงจะมีความทุกข์ใจมาก หมออยากช่วยหนูจริง ๆ มีอะไรที่หนูอยากจะเล่าให้หมอฟังมั้ย หมอสัญญาว่าสิ่งที่เราคุยกันเราจะรู้กันแค่สองคน” ฉันพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปจับมือกัลยา มือเธอเย็นเฉียบ ฉันปล่อยให้ความเงียบครอบคลุม และรอคอยอย่างใจจดใจจ่อที่จะได้ยินคำพูดใดใดหลุดจากปากเธอ “ทำไมเหตุการณ์นี้มันต้องเกิดกับหนู ...... พี่สาวหนูก็ท้อง เรียนไม่จบ หมอคะ.... หนูจะได้เรียนหนังสือต่อมั้ยหมอ” ฉันถอนหายใจ “หนูจะได้เรียนหนังสือแน่นอน หนูบอกหมอได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น” ครั้งนี้ความเงียบกินเวลานานยิ่งกว่า เด็กสาวก้มหน้า ตัวงอ หลังงุ้ม มีเสียงลอดออกจากริมฝีปากเบา ๆ “มันเกิดที่บ้านหนู เพื่อนข้างบ้านรู้จักกันตั้งแต่เด็ก......” เด็กหญิงหยุดพูด ตัวเริ่มสั่นสะท้าน ปากสั่น เสียงสะอื้นเบา ๆ ขอบตามีน้ำตารื้น 2 ข้าง “เค้ามาขอให้หนูสอนทำรายงาน จากนั้น ...... เค้าก็ทำหนู” หลังจบประโยค เด็กสาวร้องเสียงดังขึ้น สะอื้นตัวโยนพร้อมกับเสียงพูดที่ขาดหายไปเป็นช่วง ๆ “หนูเกลียดเค้า.....ทำไมเค้าทำกับหนูแบบนี้” น้ำเสียงตัดพ้อ ต่อว่า น้อยใจในโชคชะตากรรมของตัวเอง
ฉันนั่งนิ่งตัวแข็ง พยายามสะกดอารมณ์ตัวเองไม่ให้ร้องไห้ เอื้อมมือที่สั่นน้อย ๆ ไปจับไหล่กัลยา เด็กสาวที่อยู่ข้างหน้าเหมือนเด็กตัวน้อย ร้องไห้เสียงดังเหมือนอยากให้ความทุกข์ที่อัดแน่นอยู่ในใจ ถูกขับออกมากับเสียงร้องไห้ และน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสาย
ประตูห้องตรวจปิด คนไข้คนสุดท้ายของวัน ฉันดูนาฬิกา ถอนหายใจ ฉันใช้เวลากับคนไข้ไปเกือบชั่วโมง
หลายวันผ่านไปขณะตรวจคนไข้ น้องแพทย์ฝึกหัดคนหนึ่งพูดขึ้นมา “พี่คะ จำคนไข้เด็กผู้หญิงที่หนูส่ง consult ไปทำอัลตราซาวด์อาทิตย์ก่อนได้มั้ยคะ น้องเค้าคลอดแล้วนะคะเมื่อวานตอนเย็น นอนอยู่ที่เตียง 22 แนะคะ” มีแต่ความว่างเปล่าเมื่อเราเดินไปที่เตียง ฉันใจหายวาบ แม่ทิ้งลูกหรือ? เสียงพยาบาลที่ตาม round พูดขึ้น “คนไข้ไปเยี่ยมลูกที่ตึกเด็กคะหมอ เด็กหนัก 2100 กรัม หมอเด็กให้สังเกตอาการที่ตึกเด็กคะหมอ” ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในห้องเด็กอ่อน ฉันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง กัลยาในชุดคนไข้ สวมหมวกสีขาว สวมถุงเท้าเหมือนคุณแม่หลังคลอดกำลังอุ้มลูก ทารกน้อยแม้จะตัวเล็กแต่ดูแข็งแรง กำลังดูดนมจากอกแม่อย่างมีความสุข ใบหน้าคุณแม่มือใหม่ที่ฉันเห็นในวันนี้ ช่างแตกต่างจากวันแรกที่เราเจอกันอย่างสิ้นเชิง เธอมองลูกในอ้อมอกด้วยสายตาแห่งความรัก ความอ่อนโยน มีรอยยิ้มบาง ๆ ตรงมุมปาก ข้าง ๆ คุณแม่ของกัลยา ซึ่งตอนนี้กลายเป็นคุณยาย และชายวัยกลางคนน่าจะเป็นพ่อของกัลยา ทั้งสองยืนยิ้มมองหลานด้วยความชื่นชม เด็กหญิงละสายตาจากลูก ยิ้มมองมาที่ฉัน “สวัสดีคะคุณหมอ”
กัลยาหยุดเรียนเพื่อมาเลี้ยงลูก คุณครูและเพื่อน ๆมาเยี่ยมให้กำหลังใจเธอ พร้อมกับบอกว่าถ้าเธออยากกลับไปเรียนหนังสือเมื่อไรก็ได้ ส่วนครอบครัวของฝ่ายชายไม่ยอมรับ และยื่นคำขาดให้ตรวจ DNA เด็กถ้าต้องการให้รับผิดชอบ “ไม่เป็นไรหมอ หนูไม่อยากให้เค้าเป็นพ่อของลูกหรอกคะ” เธอพูดน้ำเสียงไม่ได้แสดงความโกรธแค้นใดใด
ถ้ากัลยาไม่ได้เป็นคนไข้รายสุดท้ายในวันนั้น และฉันไม่ได้มีเวลาให้เธอมากพอ ความทุกข์ถาโถมในใจที่อยู่ภายใต้ใบหน้าที่เศร้าสร้อยคงไม่ถูกปลดปล่อย วันนี้กัลยาไม่เพียงแต่ให้กำเนิดบุตรสาวหน้าตาน่ารัก แต่เธอยังให้กำเนิดจิตวิญญาณของความเป็นแม่อีกด้วย
คุณหมอกรกช ยอดเยี่ยมเลยค่ะ ชื่นชมทีมงานจากโรงพยาบาลลำพูน เข้มเเข็งค่ะ
เราพึ่งเจอกันเมื่อวานงัยคะจำกันได้หรืเปล่า ... เเต่ก่อนอยู่เมืองเหนือเวียง เจียงใหม่ดวง ตอนนี้มาอยู่ในเมืองหลวงอู้จะได ว่าจะดี.........ยินดีที่ได้เจอที่นี่ค่ะ
พี่กลับถึงขอนเเก่นเเล้วค่ะด้วยความปลอดภัยเเต่ หอบเอาหวัดมาด้วยวันนี้เลยต้องลาป่วยค่ะ
สวัสดีค่ะ หมออ้วน... จำกันได้มั้ยค่ะ คนใต้ เมืองชุมพรงัยค่ะ มาชื่นชมและเชียร์ค่ะ
ชื่นชมและเป็นกำลังใจให้หมออ้วนนะคะ
อ่านเจอโดยบังเอิญ หมออ้วนคงจำไม่ได้หรอก ชื่นชมเพื่อนครับ
หมออ้วนมีจิตใจงามตั้งแต่ใหนแต่ไรแล้ว เหมาะสมที่เป็นหมออย่างยิ่ง