รินน้ำใจ ผู้ป่วยยากไร้

peetik ทำงานในหอผู้ป่วยสามัญ โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง..ก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่่จะต้องมีผู้ป่วยยากไร้เข้ารับการรักษา  เพราะที่หอผู้ป่วย ร้อยละ 80 เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งตามปกติในเฉพาะกลุ่มนี้จะพบในกลุ่มเศรษฐานะต่ำอยู่แล้ว โรงพยาบาลจะมีหน่วยงานช่วยเหลือค่าครองชีพและดูแลอยู่แล้ว  แต่พวกเราในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับผู้ป่วยก็อยากช่วยเหลือเอง..จึงได้ช่วยกันทำโครงการ รินน้ำใจสู่ผู้ป่วยยากไร้ขึ้น.....โดยการรับบริจาคข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ใช้แล้วอาจเป็นมือหนึ่งหรือมือสองก็ได้.......

 ซึ่งโดยปกติพวกเราจะมีกันอยู่แล้ว  รับบริจาคมา..แล้วนำมาจำหน่ายราคาถูก20-30บาทแล้วแต่กรณี.. โครงการได้รับการตอบรับจากสังคมคนโรงพยาบาลดีมาก เราได้รับของบริจาคทั้งจากอาจารย์แพทย์ แพทย์ใช้ทุน เจ้าหน้าที่อื่นๆทุกแขนง โดยเฉพาะที่หอผู้ป่วย รื้อตู้กันใหญ่ หอบหิ้วกันมาทุกวัน มีความสุขกันทั่วหน้า  อาจารย์แพทย์ท่านนึงหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาให้  บางท่านบอกว่า..พี่..เนี่ยหมอหอบหิ้วมาจากกรุงเทพเลยนะเอาให้พี่เนี่ย...

 

พวกเราก็ได้แต่ขอบคุณ ขอบคุณและขอบคุณ..ขออนุโมทนาบุญนะคะ..นี่การ์ดขอบคุณเล็กๆน้อยๆนะคะ...

..........มาดูในส่วนของผู้รับมั่งดิ...เห็นแล้วชื่นใจ..ผู้ป่วยป้าๆ น้าๆ ลูกๆๆก็จะชอบปิ้งกันหนุกหนาน หยิบช้ิ้นนั้นวางชิ้นนี้.ปกติสาวๆชอบช้อปกันอยู่แล้ว.อันนี้เอาไปฝากลูกสาวค่ะ..อันนี้เอาไปฝากหลานค่ะ....ส่วนผู้ขายก็ ป้าๆๆเอาอันนี้ไปด้วย หนูแถมให้ค่ะ....ประมาณนี้..มีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ.............

สิ่งที่ได้รับอีกประการหนึ่งก็คือ สัมพันธภาพระหว่างผู้ป่วย เจ้าหน้าที่เพิ่มพูน งอกงามค่ะ....ทุกวันๆๆมีความสุขค่ะ ..คนสำราญ  งานสำเร็จ....

มีอยู่วันหนึ่ง...

ผู้ใหญ่ในโรงพยาบาลมาตรวจเยี่ยมผู้ป่วยตามปกติ แล้วถามดิฉันว่า...นี่อะไรของพี่เนี่ย .คือท่านมาเห็นเสื้อผ้าของใช้ในโครงการฯทีห้อยแขวนอยู่ที่มุมๆหนึ่งของหอผู้ป่วยนี่แหละค่ะ...ดิฉันก็เล่าให้ฟังว่า โครงการ..เป็นยังงี้นะคะ..ยังงั้นนะคะ.......

(เหมือนที่เขียนข้างบน)....ผู้ใหญ่ถามดิฉันว่า...พี่ใช้เงินเท่าไหร่  ในการให้ผู้ป่วยยากไร้ของพี่ต่อเดือนหนะ...ผมจะขอมูลนิธิมาให้.....!!!!!!!!!...

ดิฉัันได้ฟังดังนั้นก็รู้สึก.จี๊ด..ขึ้นมา..(ตกร่องอารมณ์ทันทีทันใด)..เรียนอาจารย์ว่าด้วยน้ำเสียงแข็งๆที่อดกลั้นไม่ได้ว่า...

อาจารย์คะ...โครงการไม่ได้มีความหมายแค่เงินเพียงสี่ซ้าห้าร้อยบาทนะคะ  มันมีความหมายมากกว่านั้นมากมายนัก  ผู้ให้..ได้ทำบุญ บริจาค..ลดความเห็นแก่ตัวลงนะคะ ผู้รับก็มีความสุขนะคะ... ...ดิฉันพูดอีกหลายคำ....ท่านคงเห็นว่าดิฉันคงไม่เลิกล้มความตั้งใจ..ก็เลยสั่งว่า  งั้นพี่ย้ายไปไว้ตงอื่นละกัน (อย่าวางบริเวณนี้ คงดูไม่สวยงามสมเป็นรพ.หลายร้อยล้านละมั้ง)  ดิฉันก็บอกว่า..โอเคได้ค่ะ...

 ..... แรกๆ  ดิฉันไม่กล้าเล่าให้ลูกน้องฟัง กลัวเค้าเสียใจที่อุตส่าห์ทุ่มเท ดิฉันเองก็ใจแห้งนะคะที่ได้ฟังผู้บริหาร(บางท่าน)คิดแบบนี้  จริงๆเจ้าหน้าทีก้อแฮบปี้กับโครงการนี้  แต่ผู้ใหญ่มีมุมมองแบบนี้ เราก็ห่อเหี่ยวนะ..  ทำไมมองแค่ผลลัพธ์ล่ะ  งานบางอย่าง  mean มีความหมายมากกว่า end  กระบวนการมีความสำคัญเช่นเดียวกับผลลัพธ์  บางครั้งมีสิ่งดีๆและงดงามเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการมากมาย กว่าจะได้ผลลัพธ์มา ความรัก ความสามัคคีกั สัมพันธภาพ ลดช่องว่าง..สิ่งเล่านี้ไม่สามารถจับต้องได้เป็นรูปธรรม แต่เป็นสิ่งงดงามและมีความหมายต่อการทำงาน การอยู่ร่วมกัน....ดิฉันมีความคิดอย่างนั้นจริงๆ นะ.........แต่ดิฉันก็ไม่ท้อนะ..จริงๆแล้วเงินส่วนนี้ได้นำไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมคุณภาพในหน่วยงานอีกตั้งหลายอย่าง  เช่นซื้อลูกอม น้ำผลไม้ ฯลฯ ให้กับผู้ป่วยที่มารับเคมีบำบัด ซื้อน้ำขิงให้กับผู้ป่วยหลังผ่าตัดเพื่อลดอาการท้องอืด ฯลฯ แต่นั่นเป็นผลพลอยได้ที่ตามมาภายหลัง.........

วันต่อมามีอาจารย์แพทย์อีกท่านนึงมา round ward ถามว่า เอ้าพี่ โครงการพี่ไปไหนแล้วล่ะ....จึงได้เล่าให้ฟังตามนั้น.....แน่นอน บ่นกันอุบเลยค่ะ..

ดิฉันมานั่งตรึกตรองดู (หลังจากที่ดึงอารมณ์ขึ้นได้แล้ว)  สงสัยว่าเราคงไม่ได้บอกกล่าวท่านแต่แรกมั้งก่อนที่จะทำโครงการหน่ะ ท่านจึงไม่แฮปปี้  แต่โครงการนี้ก็คิดกันในทีม PCTย่อยที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งนะ มีกันตั้งหลายคน หลายระดับแล้วก็เป็นการพัฒนาการดูแลโดยเอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางไง (เห็นย้ำนักย้ำหนา)...ดิฉันให้อภัยค่ะ ดิฉันเองคงบกพร่องเรื่องการสื่อสาร...

ปัจจุบันโครงการก็ย้ายไปอยู่หลังward  wardก็โปร่งโล่งสบายตาดีเนอะ...เมื่อก่อนใครมาก็เห็นตั้งแต่เข้ามาในward  ตอนนี้ไม่เห็น แต่แควนพันธ์ุแท้ก็ยังตามมาบริจาคเหมือนเดิม ขอขอบพระคุณแทนผู้ป่วยทุกท่านไว้ ณ ตรงนี้อีกครั้ง...เฮ้อ................