คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เราเป็นอะไร แต่อยู่ที่เราทำอะไรขณะที่เราเป็นมากกว่า

                       ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าประชุมแทนผู้บริหารโรงเรียน     ได้พบปะผู้บริหารหลายท่าน     ได้รับฟังปัญหาต่าง ๆ  ที่ผู้บริหารประสบพบเห็นและแสดงความรู้สึกหนักใจที่ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ให้ความร่วมมือ  และไม่สามารถพูดให้คุณครูเข้าใจ        และเชื่อถือได้ในปัญหาบางเรื่องต้องขอความอนุเคราะห์จากศึกษานิเทศก์ให้ไปช่วยแนะนำ.....

                        ฟังแล้วก็รู้สึกเห็นใจไม่น้อย     ในส่วนตัวซึ่งเป็นครูผู้น้อยแม้ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารแต่อย่างไร   แต่ก็ชอบศึกษาและสังเกตผู้บริหาร     และเพื่อนครู   ซึ่งพบว่าผู้บริหารจำนวนไม่น้อยยังขาดศิลปะในการเอาชนะใจเพื่อนครูด้วยการนั่งอยู่บนหัวใจครู   เฉกเช่นเดียวกับเล่าปี่ที่แสดงความศรัทธาและยกย่องต่อขงเบ้งจนสามารถเข้าไปในอยู่ในหัวใจขงเบ้งได้สำเร็จ   แม้ตายแล้วดวงวิญญาณก็ยังปกป้องคุ้มครองลูกหลานเล่าปี่ด้วยความรักและห่วงใย

                       ผู้บริหารบางคนไม่เคยถามไถ่ทุกข์สุขของเพื่อนครู   ต่างคนต่างอยู่    ไม่เคยรับรู้ถึงปัญหาบางประการของเพื่อนครู    ไม่เคยรับรู้ถึงศักยภาพและความสามารถของเพื่อนครู   วางคนไม่เหมาะกับงาน   วางงานไม่เหมาะกับคน    วิเคราะห์คน    วิเคราะห์ปัญหาขององค์กรไม่ได้      ไม่ยอมปรับตัว   ใช้อำนาจเผด็จการ.....ขาดหลักการในการครองใจลูกน้อง...  ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตโดยการตั้งมั่นอยู่ในหลักการครองตน   ครองคน  ครองงาน  ครองธรรม   .....แล้วจะเป็นผู้บริหารที่ดีได้อย่างไร  ?

                        ในส่วนของเพื่อนครู    บางคนก็มีอัตตาสูง    ขาดสัมมาคารวะต่อผู้บริหาร    ไม่รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง  โดยเฉพาะครูอาวุโสทั้งหลาย  บางครั้งก็ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง   เกาะกลุ่มกันยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตนเอง    ดื้อรั้นไม่ยอมทำตามหลักการที่ถูกต้อง   โดยเฉพาะความคิดที่ว่าตนเองเป็นครูมานาน    แต่ไม่พัฒนางานนับเป็นอันตรายที่สุด      และที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ    ครูบางคนเห็นแก่ตัวต้องการรับเพียง  สิทธิ  แต่ไม่รับรู้ถึงหน้าที่

                        ในฐานะที่ผู้เขียนมีโอกาสรับราชการมานานพอสมควร   อีกทั้งโชคดีที่ผ่านประสบการณ์ในการทำงานหลายแห่ง     ทั้งโรงเรียนราษฎร์โรงเรียนรัฐ  ทั้งโรงเรียนขนาดเล็กโรงเรียนขนาดใหญ่   

                       ได้เห็นผู้บริหารที่ขยันชนิดที่ว่า  มาก่อนกลับทีหลังลูกน้องทำงานทุกอย่างเท่าที่ทำได้ทำให้ลูกน้องมีความสุขและศรัทธาเพราะไม่เหนื่อยมาก     ได้เห็นผู้บริหารที่มาเซ็นชื่ออาทิตย์ละไม่กี่วันจากนั้นก็ไม่เห็นเงา..ไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง        ผลักภาระให้ลูกน้องหมดทั้ง ๆ ที่เป็นบทบาทและหน้าที่ของตนเอง    (แล้วอย่างนี้จะเป็นผู้บริหารไปทำไม ?)

                       ผู้บริหารบางคนสุภาพอ่อนโยนเป็นผู้ดีน่าชื่นชม   บางคนก็หยาบกระด้างยิ่งกว่าแม่ค้าปากตลาด......   บางคนไม่เชิดชูยกย่องเพื่อนครูที่มีความรู้ความสามารถกลับมองเห็นว่าเด่นกว่าตน  รู้สึกหมั่นไส้และเกลียดชังก็มี...

 
                      สุดท้ายก็ขอฝากทั้งผู้บริหารและเพื่อนครูที่บังเอิญอ่านบทความนี้ซึ่งเขียนจากประสบการณ์จริง     ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์และปรารถนาดีทั้งต่อผู้บริหารและเพื่อนครู.....อยากบอกว่า

                       ขณะนี้เราต่างแสดงละครชีวิตและสวมหัวโขนตามบทบาทสมมุติของตนเองโดยมีผู้ชมมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรากำลังชมการแสดงของเราอยู่ ...   คุณค่าชีวิตไม่ได้อยู่ที่เราเป็นอะไรแต่อยู่ที่เราทำอะไรขณะที่เราเป็นมากกว่า        ก่อนตัวละครจะลาโรง  ก่อนเวทีชีวิตจะปิดฉาก   ลองมองย้อนดูตนเองและมองผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจ  รู้เขารู้เรา  ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือเป็นครูผู้น้อย    หากเข้าถึงและเข้าใจกันย่อมเกิดสันติสุขและเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน    ไม่ต้องคอยนินทาว่าร้ายลับหลังกันดังที่เป็นอยู่