PBL

บันทึกการพบ นศพ. PBL ครั้งที่ 3 วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน 2552 เวลา 11.15-12.15

วันนี้คุยกันต่อจากครั้งที่แล้วหลายเรื่อง

1.      ครั้งที่แล้ว จำชื่อน้อง 1 คน ไม่ได้ วันนี้ก็เลยต้องทวนใหม่ สรุปชื่อที่หายไปคือฟรี

2.      เรื่องการเขียนรายรับรายจ่าย ตั้งแต่ วันพฤหัส ที่ 4 มิ.. – 7 มิ.. บันทึกส่วนใหญ่ รายจ่ายจะเป็นค่าอาหาร 3 มื้อ ๆ ละ 30-50 บาท ที่ราคาแพงมาก ก็จะเป็นของขวัญที่ซื้อให้น้อง เนื่องจากวันพฤหัสที่ผ่านมาเป็นการเปิดตัวพี่รหัส (ช่วง 10 วัน ประชุมเชียร์ จะต้อง take น้อง วันจันทร์ และพฤหัส ทั้งหมด 4 ครั้ง) ราคาของก็ประมาณ 500 บาท ส่วนวันอื่นก็ take เป็นขนมราคา ประมาณ 50-100 บาท ตอนที่เริ่มคุยกันเรื่อง บัญชีรายรับรายจ่าย ก็ตกลงกันกับน้องว่า จะแบ่งค่าใช้จ่าย ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1. ค่าใช้จ่ายในของที่ไม่จำเป็น 2. ใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องหรือของจำเป็นแต่ควรซื้อให้ราคาถูกหรือเหมาะสมกว่านี้ 3.ใช้จ่ายเกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นและราคาเหมาะสมแล้ว ให้น้องๆในกลุ่มตกลงกันเองว่า จะให้ตัวเองเป็นคนประเมิน หรือให้เพื่อนประเมิน ทั้งหมดเห็นพ้องร่วมกันว่า ให้เพื่อนประเมิน เพราะถ้าเป็นของเรา ก็จะมองไม่เห็นว่ารายจ่ายส่วนไหนที่ไม่จำเป็น  ทั้งหมดไม่มีใครเลยที่ถูกประเมินว่าใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น แม้แต่เรื่องการซื้อของ take น้องประมาณ 500 + บาท ก็ยังอยู่ในกลุ่มการใช้จ่ายที่จำเป็นและราคาเหมาะสมแล้ว มี 2 คน ที่มีค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด 50 บาท ก็เลยถามรายละเอียด น้องบอกว่าเป็นค่าเช่าเล่นเกมส์ จึงเตือนว่าควรต้องมาปรับเรื่องการเรียน การใช้เวลาให้เหมาะสม การแบ่งเวลาทำกิจกรรม ออกกำลังกาย และการเตรียมตัวสอบ เพราะครั้งที่แล้วแม้การหาเวลามาพบอาจารย์ 30-60 นาทีต่อสัปดาห์ น้องๆก็ยังรู้สึกว่าไม่อยากมาเพราะอยากอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ ตอนเช้าก็ขอตื่นสาย นัดช่วง 8.00-8.30 ก็ไม่มีใครเอา นอกจากนั้นช่วงที่คุยกันเกี่ยวกับการใช้จ่าย ก็มีน้องหลายคนโดยเฉพาะผู้ชาย ทำให้เกิดความรู้สึกที่สัมผัสได้ว่า ทำไมอาจารย์ต้องมาคุยกันเรื่องการใช้จ่ายเงินส่วนตัว ซึ่งตัว นศพ.เองก็มีรายรับที่ทางบ้านส่งมาให้เพียงพอและไม่ขัดสน ส่วนใหญ่ 5,000-7,000 บาทต่อเดือน ก็เลยต้องคุยให้น้องๆฟังว่า การที่ได้รับมาเท่าไร ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจ่ายให้หมดในแต่ละเดือน การเก็บออมเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกคน และการที่เราสามารถใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม ก็เป็นเรื่องที่สามารถนำไปคิดและใช้ต่อยอดได้ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อจบออกมาทำงาน บางครั้งก็ต้องไปเป็นผู้อำนวยการ รับผิดชอบรายรับรายจ่ายของโรงพยาบาล หรือเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นแม่บ้าน ก็ต้องใช้จ่ายให้เป็นและคุ้มค่า คุยกันเสร็จก็ยังไม่แน่ใจว่าน้องๆจะเห็นความสำคัญของการทำบัญชีรายรับรายจ่ายหรือไม่ แต่อย่างน้อยน้องผู้หญิงหลายคนก็ส่งสายตา ทำให้อาจารย์รับทราบว่าหนูเริ่มจะเข้าใจ และคิดว่าสำคัญจริงๆ เลยขอในกลุ่มว่าช่วยทำต่อให้ครบเดือนแล้วเรามาดูกันว่า ถ้าตัดหรือลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้แล้ว จะออมเงินได้เดือนละเท่าไร

3.      คุยกันเรื่องการรับน้อง มีน้องคนหนึ่งบอกว่า รหัสพาไปรับน้องจ่ายไปประมาณ 6,000 กว่าบาท ทานกันที่ต่อฮวดอาจารย์เป็นคนจ่าย แล้วพี่ๆพากันไปฟังเพลง ร้อง karaoke กันต่อ ไม่ได้ถามว่ายอดรวมเท่าไร แต่การได้รับฟังน้องๆคุยกันเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องจ่าย และรู้สึกอยากไปอยู่สายรหัสที่เลี้ยงดีแบบนี้บ้างจัง ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ตัวอาจารย์เอง ซึ่งกำลังนั่งคุยกันรอบโต๊ะเดียวกับน้อง เกิดความรู้สึกเหมือนเป็นผู้ฟังที่อยู่นอกวง ก็เลยอดไม่ได้ที่จะตั้งประเด็น ถามน้องๆว่า แต่ละสายรหัส ใช้จ่ายกันเท่าไรกว่าจะรับน้อง take น้องกันครบหมดทุกคน ทุกสายรหัส และสิ่งที่ได้กลับมาเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากับการจ่ายไปหรือไม่ หรือได้ผลเท่ากัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากก็ได้ หรือเปลี่ยนไปเป็นการลงทุนด้วยใจ น่าจะดีกว่ามั้ย น้องๆทั้งหมดเงียบ เลยไม่แน่ใจว่าการกลายเป็นคนแก่ขี้บ่นได้ทุกเรื่อง จะมีผลกระทบต่อการเป็นอาจารย์ผู้คุม PBL กลุ่มนี้ต่อไปหรือไม่ ตัวเองเลยไม่ได้สรุปเกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่ขอให้ทุกคนไปทำหน้าที่เหรัญญิกประจำสายรหัส จดรายจ่ายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการรับน้องในสายรหัสตัวเอง ทั้งที่ตัวเองจ่าย พี่รหัสจ่าย อาจารย์จ่าย แล้วรวบรวมมาเพื่อดูกัน หลังจบเทอมการศึกษานี้

4.      คุยกันเรื่อง ความลับของการทำข้อสอบ ในวิธีการเรียนแบบ PBL ให้ทุกคนระดมความคิดว่า จะเตรียมตัวกันอย่างไร

·       ดูจากโพยข้อสอบของรุ่นพี่

·       เก็งจากอาจารย์ผู้สอน ส่วนใหญ่พี่ๆ บอกว่าถ้าเรื่องนี้ใครสอน ใครจะออกข้อสอบ และจะออกในแนวไหน

·       เก็งจากตอนอาจารย์สอน lecture ถ้าพูดย้ำตรงไหนบ่อยๆ มีการทำสีเครื่องหมายใน slide ให้เห็นเด่นชัด เช่น สีแดง วงกลม ก็มักจะเป็นข้อสอบ

·       คำถามที่อาจารย์สอน lecture ทิ้งท้ายให้ นศพ. ไปหาคำตอบด้วยตนเอง ก่อนจบบรรยาย

สรุป ไม่มีใครเห็นว่ากระบวนการเรียน การสอน ที่เน้นย้ำให้ตั้งคำถาม ปัญหา หัดคิดตั้งสมมติฐาน หาคำตอบ จะเกิดประโยชน์ ไปช่วยทำให้มีความรู้เพียงพอที่จะสอบผ่านได้อย่างไร ทำให้ต้องพูดเกี่ยวกับ PBL อีกครั้ง เพื่อให้น้องๆเห็นภาพของการต่อยอดความคิด ด้วยกระบวนการนำความรู้มาเป็นต้นทุน โดยอาศัยทุกๆคนที่อยู่ในกลุ่มซึ่งต้องมีความรับผิดชอบ และมีหน้าที่ ทั้งต่อตัวเองและต่อเพื่อนทุกคน ผลที่บังเกิดจาก PBL แต่ละครั้งไม่ได้จบหรือสิ้นสุดลงเมื่อเสร็จ act 2 ของ PBL เรื่องนั้น แต่ข้อสรุปที่ได้จะเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นฐานความรู้ของการทำ PBL เรื่องต่อไป นอกจากนั้นการทำ PBL ก็ไม่ได้จำกัดให้อยู่เฉพาะในวงกลุ่มของตัวเองเท่านั้น แต่ยังสามารถกระจาย แลกเปลี่ยน ผ่านต่อไปยังเพื่อนๆกลุ่มอื่นได้ ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้น้องๆทุกคน มีความสามารถที่จะนำความรู้ไปใช้บูรณาการกับทุกเรื่องที่ได้เรียน ทุก block ที่ได้รู้ และติดตัวตลอดไปจนถึงตอนที่ขึ้นเรียนชั้นคลินิก ซึ่งเป็นการตั้งคำถามจากปัญหาของผู้ป่วยจริง ถ้าทุกคนเข้าถึงแก่นแท้ของการเรียนแบบ PBL แล้ว ก็ไม่ยากที่จะเป็นหมอที่ดีต่อไปในอนาคต