PBL

วันที่ 4 มิ.. 2552นัด นศพ. ในกลุ่ม 10 คนมาพบที่ภาควิชา 15.00-16.30 . กลุ่มนี้มีผู้หญิง และผู้ชายอย่างละครึ่ง ชื่อ เจมส์ อุ๋ม แป๋ม ขิม ส้มโอ ปั๊ม เพชร ปอนด์ จ๋า ……………..จำไม่ได้อีกหนึ่งคน…..ซักถามเรื่องต่างๆหลายเรื่อง เช่น

1.      ความรู้สึกต่อการเรียนแบบ PBL …….ทุกคนตอบไม่ชอบ ไม่อยากเรียนวิธีแบบนี้ มีอาจารย์ผู้คุมมานั่งด้วยรู้สึกเกร็งไม่กล้าตั้งคำถาม เพราะไม่มีความรู้อะไรเลย……ทำให้ไม่รู้จะถามอะไร ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะกลัวผิด

o     พยายามให้ นศพ. คิดว่าเด็ก อายุ2-3 ขวบ ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีความรู้แต่ทำไมจึงมีข้อสงสัย สามารถสร้างคำถามมากมาย คำถามหลายครั้งก็ดูจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ผู้ใหญ่ซึ่งเราคิดว่าเป็นผู้ที่ความรู้ค่อนข้างมากแล้ว ก็ตอบไม่ค่อยได้………..จริงๆแล้วไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง หรือเก่งทุกเรื่อง แต่ถ้าเราคิดว่าเรารู้เท่านี้พอแล้ว เก่งแล้ว และไม่อยากรู้ต่อ หรือยอมรับว่าตัวเองไม่รู้แต่ก็ไม่อยากถามเพราะอายเพื่อน หรืออยากให้เพื่อนว่าเราเก่งเพราะไม่มีข้อสงสัยเลย เราก็จะทำให้ตัวเองเสียโอกาสที่จะได้เรียนรู้ ได้เชี่ยวชาญมากขึ้นในเรื่องนั้น หลายคนมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องไม่รู้มากมายในใจ แต่มีโอกาสแล้วไม่ได้หาคำตอบ ก็น่าเสียดาย เพราะถ้าเราเวียนอยู่แต่ในวังวนของความไม่รู้ ก็จะทำให้ไม่เคยได้หลุดพ้นเลย ดังนั้นการเรียน PBL ไม่มีกรอบของความไม่รู้ แต่มีเกณฑ์ขั้นต่ำว่าเราควรอยากรู้ และต้องเรียนอะไรบ้าง

o     การมีอาจารย์มานั่งด้วยไม่ได้มาตรวจสอบว่านศพ.คนไหนเก่ง หรือไม่เก่ง ไม่ได้มาจับผิด แต่อาจารย์เป็นผู้ที่จะคอยกระตุ้นเพื่อให้ นศพ. ลองหัดใช้กระบวนการคิด ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐาน ทดสอบสมมติฐาน แล้วใช้การสรุปกระบวนการคิดแบบรวบยอด นอกจากนั้นอาจารย์ก็ยังมีเรื่องไม่รู้อีกมาก ดังนั้นการมาช่วยกันคิดกับนักเรียนก็เป็นวิถีอันหนึ่งที่ทำให้อาจารย์ได้ฝึกใช้สมอง หัดคิด หัดเรียน หัดรู้และฝึกความอดทนไปพร้อมกันกับนักเรียน

o     การเรียน PBL ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่จริงๆแล้ว เป็นเรื่องที่ทุกคนที่เป็นมนุษย์ต้องใช้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว การคิดตั้งคำถาม การมีข้อสงสัย หรือแม้แต่การตั้งวงนินทาเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่น ก็ยังต้องมีประเด็นเรื่องที่เราอยากพูดคุยกันยิ่งเป็นเรื่องที่เราไม่รู้และตกข่าวก็ยิ่งมีประเด็นที่ทำให้ต้องพูดคุยกันนาน แถมแต่ละคนก็ตั้งสมมติฐานกันมากมายต่างๆนานา ทั้งที่มีและไม่มีหลักฐาน

o     การเรียน PBL ก็เหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ 4 ซึ่งในกลุ่มก็รู้จักชื่อนี้กันทุกคน แต่ไม่มีใครเลยในกลุ่มที่เข้าใจความหมายของ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งถ้ามองให้ดีและถี่ถ้วน ก็เป็นกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ใช้ทำกันใน PBL

2.      การเรียน PBL ผ่านมาแล้ว 3 เรื่อง เรื่องแรกคือต้นดอกกระดุมทอง หลายคนบอกสนุกไม่ยาก มีหนึ่งคนบอกยากเพราะอาจารย์ผู้คุม พยายามตั้งคำถามให้ตอบ พอตอบได้ก็ตั้งคำถามใหม่เรื่อยๆ เลยเสร็จช้าเป็นกลุ่มสุดท้าย…………………พยายามถามให้นศพ.คิดเกี่ยวกับประเด็น

-          เหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้เรียนกลุ่มที่ยากรู้สึกแบบนั้น

-          คำถามใน PBL ไม่จำกัดจำนวนคำถาม ถ้าเราอยากรู้เรื่องอะไร เกี่ยวกับสิ่งนั้นก็ควรถาม ยิ่งถามมากก็ทำให้ต้องคิดมาก อ่านมาก วิเคราะห์มาก ก็จะทำให้รู้ และเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น สงสัยน้อย ไม่ถามเลย ไม่ต้องอ่านมาก ไม่จำเป็นต้องคิดวิเคราะห์ ทำ PBL เสร็จเร็ว แต่จะได้อะไรบ้าง ใครกันแน่ที่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง

-          คุยเกี่ยวกับ PBL มาค่อนข้างนานเกือบ 30 นาที แล้ว สังเกตุ……..หลายคนในกลุ่มพยายามนั่งฟังและคิดตาม สังเกตได้จากพยักหน้าเหมือนจะสื่อให้อาจารย์รู้ว่า หนู ผม เข้าใจบ้างแล้ว แต่ก็มีอีก 2-3 คน เริ่มจะจับกลุ่มคุยกันเอง เลยเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนดีกว่า

3.      คุยเกี่ยวกับเรื่องการรับน้อง การเข้าประชุมเชียร์ของน้อง ปี 1 ทุกคนบอกว่าวันนี้ต้องไปซื้อของ take น้องกัน ก็เลยถามว่าจะไปซื้ออะไร ราคาเท่าไหร่ และต้อง take บ่อยแค่ไหน………ช่วงประชุมเชียร์สมัยก่อนต้อง take ทุกวัน เพิ่งเปลี่ยนมาปีที่แล้ว ลดเหลือ สัปดาห์ละ 2 วัน จันทร์และพฤหัส…………ตั้งคำถามให้น้องคิดกันเล่นๆว่าเฉลี่ยแล้วทั้งปี ทั้งสายรหัสจะต้องมีค่าใช้จ่ายรวมสำหรบน้องหนึ่งคน เฉลี่ยแล้วเป็นเงินเท่าไร…………..ประมาณ 5,000 บาท มีทั้งหมด 200 รหัส ก็ตกเป็นเงินเกือบ 1 ล้านบาทต่อปี คิดแล้วอาจารย์รู้สึกตกใจ แต่นศพ. คนหนึ่งบอกเป็นเรื่องธรรมดา เป็นการกระจายรายได้ให้สังคม ถึงตัวเค้าไม่ทำคนอื่นก็ต้องทำกันอยู่ดีเพราะเป็นวัฒนธรรมของลูกศิษย์คณะแพทย์เราไปแล้ว นอกจากนั้นจะทำให้เป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงของคณะแพทย์ด้วยเพราะคณะอื่นเค้าก็ take กันทั้งนั้น………………….เลยทำให้อยากรู้ว่าแล้วแต่ละคนได้รับเงินเดือนจากทางบ้านกันคนละเท่าไร………..เฉลี่ย 5,000-7,000 บาท ทุกคนไม่มีเงินเหลือเก็บเลย………………เลยให้ทุกคนทำบัญชีใช้จ่ายของตัวเองมาส่งสัปดาห์หน้า จันทร์ที่ 8 เวลา11.00 . เริ่มจากวันนี้เลย…………นักเรียนบ่นกันใหญ่ ไม่รู้อาจารย์จะให้ทำไปทำไม จะเกิดประโยชน์อะไรกับนักเรียน ชักเริ่มสงสัย ตั้งคำถามกับอาจารย์กันแล้ว ก็เลยต้องอธิบายกันสั้นๆว่า อาจารย์ต้องดูนักเรียนเหมือนลูก ถ้าลูกอาจารย์ใช้จ่ายเดือนละ 7,000 ไม่เหลือเลย อาจารย์ก็อยากรู้ว่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของพ่อแม่ทั่วไป ปั๊มเป็นสมาชิกกลุ่มเด็กวันอาทิตย์ ที่ต้องทำกิจกรรมกับผู้ป่วยที่พักอยู่ที่วัดโคกนาว ได้เห็นความลำบากของผู้ป่วยที่มีเงินจำกัด คิดว่าน่าจะเข้าใจเรื่องคุณค่าของเงินบ้าง

4.      จะนัดพบนักเรียนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ทุกคนบ่นกันใหญ่บอกว่าไม่มีเวลา ใกล้สอบแล้ว ประมาณสัปดาห์ที่สามของเดือน แต่ดูตามตารางเรียน เริ่มเรียนกัน 9 โมง พัก 11.00 บางช่วงก็ 12.00 เลิกเรียนก็บ่ายสี่………………ตอนแรกขอนัด 8 โมง ทุกคนบอกตื่นไม่ทัน แต่ที่เสียงดังสุดเป็นเพชร ปอนด์ ก็เลยเปลี่ยนเป็น 8.30 ก็บอกว่ายังไม่ทันอีกอยู่ดี เลยขอนัดเป็น จันทร์ 11.00 ……..ทำให้ต้องบ่นเรื่องการใช้เวลาให้คุ้มค่า ทุกคนมี 24 ชม. เท่ากัน แต่ถ้ามัวแต่นอน โดดเรียน ถึงแม้จะเก่งอ่านหนังสือเองได้ สอบผ่าน แต่ก็ขาดโอกาส และเสียเวลา โดยเรียกเวลาที่เสียไปช่วงนอนอยู่หอ โดดเรียน กลับมาชดเชยให้กับตัวเองเพื่อทำอย่างอื่นไม่ได้เลย

5.      บ่นกันใหญ่ว่าสอบบ่อยเกือบทุก 2 สัปดาห์ แล้วต้องมาพบอาจารย์ทุกอาทิตย์ ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมตัวอ่านหนังสือเลย  ทำให้อาจารย์ต้องเทศนาอีกครั้ง ว่าตัวนักเรียนน่ะโชคดีแล้ว สอบ 2 สัปดาห์ครั้ง รู้ว่าจะสอบวิชาอะไร โจทย์ที่ออกก็รู้ว่าอยู่ใน block ไหน คะแนนที่ออกมาถ้าตก ก็ซ่อมได้ แต่ชีวิตหมอ จบออกมาเป็นหมอเต็มตัวแล้ว ทุกคนต้องถูกสอบโดยคนไข้ตลอดเวลา และมีทุกเรื่อง คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเป็นเรื่องไหน บางคนที่เก่งก็ต้องถูกสอบโดยคนไข้ทุกแผนก เพราะเป็นแพทย์ทั่วไป ข้อสอบวันละ 100 ข้อ ได้ตกไม่มี ตัดสินกันบนโรค และสุขภาพของผู้ป่วย บางครั้งก็เกี่ยวกับความเป็นความตายของคนไข้ ฉะนั้นปี 2 จึงเป็นการฝึกตนให้พร้อม สำหรับชีวิตหมอต่อไปในอนาคต