เมื่อวันที่ 23-24 มิถุนายน 2552 ได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Deliberative Dialogue and Conflic Resolution จัดโดย วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า วิทยากรโดย Dr.Sandra S.Hodge จาก University of Missouri สหรัฐอเมริกา และ น.พ.วันชัย วัฒนศัพท์ สถาบันพระปกเกล้า เป็นวิทยากรร่วมให้คำบรรยายในภาคภาษาไทยแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา
ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและอาจารย์ในหลักสูตรนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นประชาชนที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน และนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวนหนึ่ง ประมาณเท่าที่เห็นนี่แหละ แต่ผู้เขียนไม่ได้เข้าร่วมการบรรยายในภาคเช้า เนื่องจากติดภารกิจการเรียนวิชามิติวัฒนธรรม จึงไม่อาจนำบรรยากาศมาเสนอ ณ ที่นี้ได้
ภาคบ่ายที่ผู้เขียนเข้าร่วมกิจกรรม เป็นกิจกรรมในภาคทฤษฏีและปฏิบัติพร้อม ๆ กัน โดยวิทยากร Dr.Sandra จะอธิบายเกี่ยวกับปัญหา และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง รวมทั้ง ความหมาย แนวคิด และความแตกต่างระหว่าง Debate Dialogue Deliberative ซึ่งส่วนหนึ่งได้อธิบายแล้วในภาคเช้า
Dr.Sandra ได้แสดงให้เห็นว่าปัญหาโดยทั่วไปที่เราพบมี 3 ชนิด คือ ปัญหาทางเทคนิค ปัญหาทางค่านิยม และปัญหาคุกคามหรือปัญหาเรื่อรัง ดังนี้
ซึ่งปัญหาที่สามารถนำมาทำการเสวนาเพื่อหาทางออก หรือ Deliberative ได้นั้น ควรเป็นปัญหาค่านิยม หรือปัญหาที่เรื้อรัง ยากต่อการแก้ไข ซึ่งปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยเวลาในการแก้ไขปัญหาด้วย ดังนั้นการใช้กระบวนการนี้จะรีบเร่งให้แล้วเสร็จภายในวันสองวัน หรือเดือนสองเดือนคงเป็นไปไม่ได้ ส่วนปัญหาทางเทคนิคนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการทางเทคนิคอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเอาปัญหาสาธารณะประเภทนี้แก้ไขด้วยวิธีการเชิงเทคนิค เพราะมันยิ่งทำให้ปัญหาขยายออกไป บานปลายมากยิ่งขึ้น เช่น ปัญหาเด็กโดดเรียน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงค่านิยม แต่ครูแก้ไขปัญหาโดยการกั้นกำแพง ไม่ให้คนเข้าออกได้สะดวก อาจแก้ไขปัญหาไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้อยู่ที่ความแตกต่างในการมองคุณค่า (value) ของแต่ละคน ซึ่งก็ไม่เหมือนกันด้วย ขณะเดียวกันคุณค่าเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ไปตามสถานการณ์เมื่อเราสวมหมวกอีกใบหนึ่ง ดังนั้นกระบวนการสานเสวนาหาทางออกนี้ จึงเป็นการพยายามให้เราลองทดลองสวมหมวกหลาย ๆ ใบดู แล้วลองพิจารณาดูว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคนทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบเหมือนกันคืออะไร ซึ่งทางออกนั้นควรมากกว่า 2 ทาง อาจเป็น 3 ทางออก และควรที่จะเป็นไปได้ด้วย
ในกระบวนการนี้วิทยากรให้กระดาษแผ่นเล็ก ๆ และเขียนค่านิยม 10 อย่างแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา แล้วลองให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาพิจารณาดูว่าค่านิยมไหนเป็นค่านิยมที่ตรงกับของแต่ละคนมากที่สุด แล้วให้แต่ละคนอธิบายให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทราบว่าเพราะอะไรจึงเลือกค่านิยมนี้
สำหรับผู้เขียนแล้วเลือกค่านิยม Community หรือ ความเป็นชุมชน เพราะคิดว่าเป็นค่านิยมที่แสดงถึงการร่วมมือ ช่วยเหลือ และเห็นอกเห็นใจกัน ถ้าความเป็นชุมชนอยู่ในจิตใจของคนทั้งหลาย ส่งอื่น ๆ ก็จะตามมาเอง ทั้งประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความร่วมมือ ฯลฯ เป็นต้น สำหรับคนอื่น ๆ ก็มีค่านิยมที่แตกต่างกัน บางคนหยิบค่านิยมประชาธิไตยอาจเป็นค่านิยมมากที่สุดก็ว่าได้
ต่อจากนั้นวิทยากรลองนำกรณีศึกษาเรื่องเด็กมีปัญหาทางสุขภาพจิตในโรงเรียน แล้วทำร้ายเพื่อนนักเรียนในโรงเรียน เช่นในสหรัฐอเมริกาที่เราพอจะทราบข่าวกันในหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งในกรณีนี้วิทยากรได้เขียนบทบาทสมมติลงในกระดาษแล้วมอบให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาแต่ละคน แต่ไม่ได้มอบให้ทุกคน แล้วให้แต่ละคนนั้นลองแสดงบทบาทตามบทบาทสมมติที่มอบหมายให้ เช่น บางคนได้รับบทบาทเป็นผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นโรคจิต เป็นผู้บริหารโรงเรียน เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย เป็นผู้ปกครองของเด็กที่ถูกทำร้ายจากนักเรียนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโรคจิต เป็นต้น ซึ่งในกรณีนี้เป็นข้อถกเถียงว่าจะทำอย่างไรกับกรณีนี้ ควรมีการตรวจสุขภาพจิตของเด็กก่อนเข้าเรียนหรือไม่ หรือทำอย่างไร ให้แต่ละคนที่มีบทบาทสมมติแสดงความเห็นตามบทบาทของตนเอง ซึ่งก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันตามตัวละครที่ตนเองสวมบทอยู่ อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้ ถ้าแต่ละคนลองฟังความเห็นและมุมของคนที่แตกต่างกันตามสถานะและบทบาท อาจทำให้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และทางออกที่ดีที่สุดก็เป็นที่ยอมรับได้สำหรับทุกคน
หลังจากนั้นเป็นการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการถกเถียง (debate) และการสานเสวนาเพื่อกลุ่มหาทางออก (deliberation) โดยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาแสดงความคิดเห็นผ่านรูปภาพเป็นกลุ่ม
หลังจากนั้นแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนนำเสนอการให้ความหมายและความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 คำผ่านภาพวาด ซึ่งแต่ละกล่มเขียนภาพออกมาแตกต่างกัน เช่น กลุ่มที่ 2 ของผู้เขียนเขียนภาพการสานเสวนาเป็นรูปคนจับมือถือแขนกันเป็นวงกลม ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือกันเพื่อที่จะกระทำการไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ขณะที่ภาพการถกเถียงแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม เพื่อเอาแพ้ชนะกัน ขณะที่บางกลุ่มเขียนภาพการต่อสู้ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับ นปช. ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
เมื่อนำเสนอเสร็จแล้ว นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ได้ให้ความเห็นว่ายังไม่เข้าสู่ความหมายทีเดียว จึงให้แต่ละกลุ่มวาดให้ความหมายอีกครั้งหนึ่ง โดยกลุ่มผมเขียนภาพตาชั่งที่แสดงความไม่เท่ากันระหว่าง 2 ฝ่าย โดยแต่ละฝ่ายก็มีความหลากสีเช่นกัน ซึ่งอธิบายว่า ประเด็นปัญหาเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกันแล้วก็ย่อมไม่มีใครได้ประโยชน์ทั้งหมด บางคนได้ บางคนเสีย ไม่มีทางที่จะเสมอภาคได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันสีที่หลากหลายในแต่ละฝ่ายก็แสดงถึงความเห็นที่หลากหลายแต่สามารถเข้าใจและอยู่ร่วมกันได้ และวันนี้ก็จบลงด้วยการให้แต่ละกลุ่มระบุปัญหา สมมุติว่าอยู่ในชุมชน แล้วให้เล่ากระบวนการได้มาซึ่งปัญหาเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร
วันต่อมาเป็นการสรุปผลการสัมมนา เริ่มต้นโดยให้เแต่ละคนแสดงความเห็นว่าการสัมมนาเมื่อวานได้อะไรบ้าง บางคนบอกว่าพอใจที่ได้เห็นรูปออกมาน่าสนใจ สื่อความหมายได้ทำให้เข้าใจมากขึ้น สำหรับผู้เขียนเองก็ยอมรับว่าเข้าใจความแตกต่างระหว่างการถกเถียงและการสานเสวนามากขึ้น แต่มีประเด็นข้เอสังเกตว่าเหตุการณ์เมื่อวันแรก โดยเฉพาะตอนระบุปัญหาของแต่ละกลุ่มจะพบว่าได้ปัญหารวดเร็วมาก แทบไม่ได้ถกเถียงกันเลย ทำให้ไม่สามารถอธิบายกระบวนการที่มาของการระบุปัญหาได้มากนัก ซึ่งผู้เขียนให้ข้อสังเกตว่าเป็นเพราะบทบาทนั้นสมมติขึ้น ความจริงจังในกระบวนการจึงไม่มี ดังนั้นถ้านำไปใช้จริงในระดับพื้นที่มันจะเป็นเช่นไร ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไป
สุดท้าย Dr.Sandra บรรยาย เทคนิคสนับสนุนการหาทางออก ที่ต้องคำนึงถึงส่วนได้ส่วนเสียส่วนบุคคล ความไม่เห็นด้วยก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา เน้นจุดร่วมที่สนใจร่วมกัน ชี้ให้เห็นว่าความไม่ไว้วางใจคือสาเหตุสำคัญของความผิดพลาด และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะตัดสินใจ
สุดท้ายได้สรุปว่า ปัญหาที่ไม่เหมาะสำหรับการทำการสานเสวนา ได้แก่ ปัญหาเชิงเทคนิค ปัญหาที่ต้องตอบว่าใช้ หรือไม่ใช่ และปัญหาที่ต้องตอบสนองในทันทีทันใด หรือปัญหาเร่งด่วน เช่น น้ำท่วม จะมานั่งสานเสวนากันอยู่ไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาไปตามสถานการณ์เป็นต้น
ท่านผู้ใดสนใจรายละเอียดเนื้อหาการสานเสวนา มีเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ และ forums ดูรายละเอียดได้ที่ www.nifil.org