ศ. ดร. วิลาศ วูวงศ์ แห่ง AIT ส่งบทความนี้มาให้ผมอ่านเมื่อหลายสัปดาห์มาแล้ว ผมอ่านแล้วชอบมาก และตั้งใจว่าจะรอให้มีการตีพิมพ์บทความนี้ใน นสพ. เสียก่อนจึงค่อยขออนุญาตท่านเอาลง บล็อก แล้วก็เผลอลืมไป ท่านเห็นบันทึกเรื่องมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติของผม จึงให้ความเห็นและส่งบทความนี้มาให้อีก จึงได้โอกาสเอามาลงใน series มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ
5 เงื่อนไขของการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่ดี
กรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2551-2565) ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา แบ่งอุดมศึกษาเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มวิทยาลัยชุมชน, 2. กลุ่มมหาวิทยาลัยสี่ปีและมหาวิทยาลัยศิลปศาสตร์, 3. กลุ่มมหาวิทยาลัย Comprehensive, และ 4. กลุ่มหาวิทยาลัยวิจัย/มหาวิทยาลัยบัณฑิตศึกษา กลุ่มสุดท้ายที่ 4 นี้ มีพันธกิจหลักในการสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลิตบัณฑิตที่มีลักษณะเป็นผู้ขับดันประเทศในโลกาภิวัฒน์และเป็นผู้นำทางความคิด โดยใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือและกลไกหลัก
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ นอกจากการรวมทีมเป็นกลุ่มวิจัย และการได้รับเงินสนับสนุนที่เพียงพอแล้ว มหาวิทยาลัยจะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่ดีได้ควรต้องมีเงื่อนไขอย่างอื่นอย่างไรบ้าง ผมนึกถึงสิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาเก่าเคยสอนและให้แง่คิดมาพอสรุป 5 เงื่อนไขได้ดังนี้ (ลำดับที่ไม่สำคัญ)
1. บุคลากรเก่งรู้กว้างและลึก มหาวิทยาลัยวิจัยที่ดีจะต้องประกอบด้วยบุคลากร (ได้แก่ อาจารย์และนักวิจัย) ที่เก่งมีความรู้ทั้งกว้างและลึก เป็นลักษณะตัว T โดยเส้นแนวนอนแสดงความรู้กว้างและเส้นแนวตั้งแสดงความรู้ลึก ปัจจุบันความรู้เปลี่ยนแปลงด้วยอัตราที่รวดเร็วมาก ถ้ามีแต่บุคลากรที่มีความรู้ลึกอย่างเดียว จะใช้งานได้ไม่กี่ปี บุคลากรที่มีความรู้ลึกอย่างเดียวมักจะไม่สามารถเปลี่ยนเนื้อหางานวิจัยของตัวเองได้ นอกจากนี้งานวิจัยในปัจจุบันจะมีลักษณะเป็นสหวิทยาการ (multidiscipline) มากขึ้น ต้องการความรู้จากหลายสาขามาหลอมรวมกัน เช่น งานวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ต้องการความรู้ทางด้านเคมี ชีววิทยา วิศวกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์

บุคลากรวิจัยที่รู้ทั้งลึกและกว้าง
ความรู้ลึกที่แสดงออกโดยขาของตัว T นั้นลึกเท่าไหร่จึงจะพอ คงต้องลึกพอขนาดมีความสามารถที่จะอธิบายด้วยภาษาธรรมดาว่า ในสาขาวิชานั้นในปัจจุบันอะไรเป็นปัญหาและอุปสรรคในการก้าวไปข้างหน้าหรือในการเข้าใจที่ดีขึ้น และแนวทางค้นคว้าวิจัยที่ทำกันอยู่ตามที่ต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคเหล่านั้นมีอะไรบ้าง คนที่มีความรู้กว้างและลึกที่เก่งจะสามารถเลื่อนขาตัว T ซ้ายขวาไปมาได้ กล่าวคือสามารถเปลี่ยนสาขาวิจัยและทำงานวิจัยลักษณะ trans-disciplinary ได้
ในด้านการแสวงหาบุคลากร นอกจากค่าตอบแทนที่เหมาะสมและอุปกรณ์การวิจัยที่ทันสมัยแล้ว ปัจจัยที่จะช่วยดึงและรักษาบุคลากรที่เก่งให้อยู่ด้วยกันให้นาน ได้แก่ บรรยากาศที่ส่งเสริมการสร้างปัญญา และสภาพการใช้ชีวิตที่ดี อาจารย์และนักวิจัยต้องการบรรยากาศที่ทำงานที่สร้างสรรค์ ที่ทำงานวิจัยแล้วมีความสุข
2. บุคลากรมีภูมิหลัง (background) ที่หลากหลาย ภูมิหลังที่หลากหลาย ได้แก่ ต่างสัญชาติ, จบมาจากประเทศที่ต่างกัน, หรือจบมาจากประเทศเดียวกันแต่จากมหาวิทยาลัยที่ต่างกัน บุคคลที่มีภูมิหลังต่างกันอาจจะมองปัญหาเดียวกันในลักษณะที่แตกต่างกัน และตั้งโจทย์วิจัยพร้อมเสนอวิธีแก้โจทย์หลายรูปหลายแบบ ทำให้มีโอกาสได้คำตอบแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นอกจากนั้น ความหลากหลายของกรอบแนวคิดและประเพณีการศึกษาวิจัยจะช่วยเสริมให้เกิดความคิดใหม่ มองเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นหรือรู้จักมาก่อน ในทางตรงข้าม เป็นการยากที่คนเรียนมาด้วยกัน หรืออบรมสั่งสอนกันมา จะมีความคิดแปลกแหวกแนว ในสหรัฐอเมริกาคนที่จบจากมหาวิทยาลัย A มักจะไม่อยู่ต่อเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย A ของตัวเอง หรือถ้าอยากจะอยู่เป็นต่อก็ควรออกไปเป็นอาจารย์ทื่มหาวิทยาลัย B อย่างน้อยสักระยะเวลาหนึ่งก่อน แล้วค่อยย้ายกลับมา ปัญหาการมีแต่บุคลากรที่จบมาจากสถาบันของตัวเอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า inbreeding คือ การมีแต่คนเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน ผลิตลูกหลานออกมาที่นับวันมีแต่จะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ
3. บัณฑิตศึกษาเน้นการวิจัย บัณฑิตศึกษาประกอบด้วยนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก มหาวิทยาลัยวิจัยที่ดีต้องเน้นให้นักศึกษาบัณฑิตศึกษาทำวิจัย เพราะนักศึกษาปริญญาโทหรือปริญญาเอกที่ทำวิจัยจะเป็นทั้งผู้ช่วย, ผู้กระตุ้น, และผู้ให้ความสดใสแก่นักวิจัย โดยแท้จริง มิใช่แต่เฉพาะมหาวิทยาลัยเท่านั้น สถาบันวิจัยที่ดีก็ต้องการนักศึกษามาช่วยทำวิจัยด้วยเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนนี้ไม่นานสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกาหลี (Korean Institute of Science and Technology, KIST) ต้องมาแถวประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อชักชวนและให้ทุนนักศึกษาไปช่วยทำวิจัยที่สถาบันของตัวเองในเกาหลี แต่หลังจากที่รัฐบาลเกาหลีอนุญาตให้ KIST และสถาบันวิจัยอื่นภายใต้สังกัดกระทรวงการศึกษา,วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมตัวกันเป็นมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (University of Science and Technology, UST) ที่สามารถรับนักศึกษาของตัวเองและให้ปริญญาบัตรได้แล้ว KIST ก็ไม่ค่อยมาชวนนักศึกษาจากไทยอีกเลย
ที่จริงการจัดตั้ง UST ของเกาหลีนั้น ได้แนวคิดและต้นแบบจากมหาวิทยาลัยบัณฑิตศึกษา Graduate University for Advanced Studies (Sokendai) ของญี่ปุ่น ก่อนหน้าการจัดตั้ง Sokendai สถาบันวิจัยภายใต้สังกัดกระทรวงการศึกษา, วัฒนธรรม, กีฬา, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(MEXT) ของญี่ปุ่น ไม่มีนักศึกษา ทำให้ประสบปัญหาว่าเมื่อนักวิจัยมีอายุมากขึ้น ประสิทธิภาพจะลดต่ำลง ทางออกคือต้องมีนักศึกษาวัยเยาว์เข้ามาหมุนเวียน MEXT จึงรวมสถาบันวิจัยบางส่วนจัดตั้งเป็น Sokendai ขึ้น ประเทศไทยเราเองก็มีสถาบันวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รับนักศึกษาปริญญาโทและเอกแล้ว คือ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
เพื่อที่จะได้นักวิจัยที่รู้ดีทั้งกว้างและลึกในอนาคต นักศึกษาบัณฑิตศึกษาควรต้องได้รับการอบรมฝึกฝนให้มีความรู้กว้างด้วย นอกจากรู้ลึกในงานวิจัยของตัวเอง การฝึกอบรมดังกล่าวทำได้โดย คอร์สวิชาต่างๆ, สัมมนาทางวิชาการ, และการนำเสนอผลงานระหว่างนักศึกษาด้วยกันเอง
4. ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และแนวคิดที่ชัดเจนต่อทิศทางของการวิจัย วิสัยทัศน์และแนวคิดที่ชัดเจนจะช่วยให้นักวิจัยโฟกัส, วางแผน, ดำเนินการ, และประเมินการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นอกจากนั้นยังช่วยให้บุคลากรทั้งมหาวิทยาลัยทำงานวิจัยที่สอดคล้องและบูรณาการเข้ากันได้
วิสัยทัศน์การวิจัยไม่ใช่เป็นการกำหนดเนื้อหาหรือหัวข้อการวิจัย เพราะนั่นเป็นงานของนักวิจัย แต่เป็นเพียงการกำหนดประเภทและทิศทางของการวิจัย ตัวอย่างวิสัยทัศน์การวิจัยได้แก่ "ทำงานวิจัยเพื่อสนับสนุนให้อุตสาหกรรมประเทศแข่งขันกับนานาชาติได้” งานวิจัยอาจจะเป็นงานวิจัยพื้นฐานหรือประยุกต์ก็ได้ แล้วแต่นโยบายของมหาวิทยาลัย, ของคณะ, หรือของภาควิชา ขอให้เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อความต้องการของสังคม งานวิจัยที่ไม่ควรสนับสนุนให้ทำ ได้แก่ งานวิจัยที่ทำเพื่อเพียงพิสูจน์ว่าตัวเองก็ทำได้ หรืองานวิจัยประเภทประยุกต์ใช้งานไม่ได้ (non- applicable research)
สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ควรระวังคือผู้บริหารจะต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการรายละเอียด (micro management) ของการวิจัย การบริหารจัดการในระดับรายละเอียดจะขัดขวางไม่ให้นักวิจัยมีความคิดที่เป็นอิสระ, มีความคิดสร้างสรรค์, และมีความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง ผู้บริหารกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางการวิจัยในภาพรวมก็เพียงพอแล้ว หากจำเป็นต้องควบคุมดูแลก็ให้ประเมินและดูแลที่ผลงานที่ออกมา กล่าวคือควบคุมผลผลิต (output control) มากกว่าควบคุมการใช้ทรัพยากร (input control) หรือควบคุมกระบวนการดำเนินการ (process control)
5. บรรยากาศของการกระตุ้นซึ่งกันและกันของบุคลากรทางการวิจัย มหาวิทยาลัยวิจัยที่ดีจะต้องส่งเสริมและสร้างบรรยากาศให้นักวิจัยต่างสาขาวิชาพบปะพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ การพบปะพูดคุยดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ๆ หรือจุดประกายให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆที่ไม่เคยคาดหมายมาก่อนขึ้นมาได้ และหากความคิดหรือความร่วมมือใหม่นั้นมีความเป็นไปได้ก็จะจัดการคุยกันอย่างเป็นทางการต่อไป การฟังเรื่องราวความสำเร็จของบุคคลต่างสาขาก็เป็นแรงกระตุ้นและแรงบรรดาลใจที่ดี
การสร้างบรรยากาศกระตุ้นซึ่งกันและกันทำได้โดย เช่น จัดให้มีห้องอาหารที่บุคลากรจากสาขาต่างๆ มีโอกาสมานั่งคละบนโต๊ะตัวเดียวกัน และ/หรือห้องกาแฟที่ผู้คนสามารถมาพักผ่อนพูดคุยกันได้ ขึ้นมา อาคารมหาวิทยาลัยที่ออกแบบให้ห้องประชุมหรือห้องสัมมนาอยู่ทางผ่านและผนังเป็นกระจกเห็นทะลุเข้าไปในห้องก็มีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศของการกระตุ้นซึ่งกันและกัน
มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของอังกฤษเช่น Trinity College ของมหาวิทยาลัย Cambridge มีธรรมเนียมปฏิบัติให้อาจารย์มาทานอาหารร่วมกันเป็นประจำ ทำให้อาจารย์ต่างสาขามีโอกาสพบและสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน Trinity College นี้มีผู้ได้รับรางวัลโนเบลมาแล้วมากกว่า 80 คน

ห้องอาหารของ Trinity College (จาก www.cambridge2000.com/gallery/html/P5116594.html)
ผมคิดว่า 5 เงื่อนไขที่กล่าวมาเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับมหาวิทยาลัยที่ดีที่จะสามารถมีผลงานวิจัยสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง ก้าวหน้าแบบทะลวงผ่าน (breakthrough) ไม่ใช่แบบทำได้เหมือนกันแต่ถูกกว่า และเป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถผลิตบัณฑิตที่มีลักษณะเป็นผู้ขับดันประเทศ ส่วนการจะให้เงื่อนไขทั้ง 5 เป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร คงต้องทิ้งให้เป็นหน้าที่ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นผู้คิด
มหาวิทยาลัยเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างบุคลากรและองค์ความรู้ใหม่ หวังว่าเงื่อนไข 5 ประการดังกล่าวข้างต้นจะเป็นข้อคิดช่วยบริหารจัดการมหาวิทยาลัยวิจัยไทยให้เป็นเลิศ และสามารถแข่งขันกับมหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อนบ้านและในระดับโลกได้
วิลาศ วูวงศ์
www.kids-d.org
วิจารณ์ พานิช
๑๗ มิ.ย. ๕๒