...

 [ fhi.org ]

ภาพที่ 1: การศึกษาในรวันดา อาฟริกาพบว่า การใช้ถุงยางอนามัย (เส้นสีเขียวประ) ทำให้โรคติดต่อเพศสัมพันธ์ หรือกามโรคลดลง (เส้นสีเขียวทึบ ในภาพ คือ หนองในประเภทต่างๆ) Thank [ fhi.org ]

...

 [ ScienceBlogs ]

ภาพที่ 2: แสดงถุงยางฯ แตก ซึ่งพบบ่อยบริเวณส่วนปลาย (tip) > Thank [ ScienceBlogs ]

...........................................................................

เว็บไซต์ 'bpas.org' แนะนำวิธีใช้ถุงยางอนามัยให้ถูกวิธี ซึ่งมี 6 ขั้นตอนได้แก่ [ bpas.org ]

...

(1). ตรวจสอบคุณภาพ + ฉีกซอง [ bpas.org ]

  • ตรวจเดือนปีที่หมดอายุ (expiry date / EXP) ว่า ยังไม่หมดอายุ
  • เลือกซื้อจากร้านที่เก็บสินค้าไว้ในที่เย็น ไม่ถูกแดดหรือความร้อน ซึ่งจะทำให้ยางมีอายุสั้นลง และเตรียมไว้หลายๆ ถุง เพื่อป้องกันปัญหาถุงเสื่อมสภาพ ฉีกขาด
  • เวลาฉีกซองต้องระวังเล็บและเครื่องประดับ เช่น แหวน นาฬิกา ฯลฯ รวมทั้งของมีคมทุกชนิด เนื่องจากการสะกิดถุงยางด้วยเล็บหรือของมีคมจะทำให้โอกาสถุงแตก รั่ว ฉีกขาดเพิ่มขึ้น

 [ bpas.org ]

(2). สวมเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัวแล้ว ซึ่งมักจะมีน้ำเชื้อนำร่องออกมาเล็กน้อย... น้ำเชื้อนำร่องเพียง 1-2 หยดก็มากพอที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ หรือทำให้เกิดโรคติดต่อได้ ซึ่งอาจต้องไปล้างน้ำ ซับให้แห้ง แล้วเริ่มขั้นตอนนี้ใหม่ [ bpas.org ]

 [ bpas.org ]

(3). บีบไล่อากาศออกจากกระเปาะตรงปลายถุงยางฯ เบาๆ จนไม่มีฟองอากาศอยู่... ถ้าไม่บีบไล่ฟองอากาศ เวลาหลั่งน้ำเชื้อ (อสุจิ) หรือร่วมเพศอาจทำให้กระเปาะนี้แตกได้ [ bpas.org ]

 [ bpas.org ]

(4). รูดถุงยางอนามัยลงไปจากส่วนหัว (ปลาย) อวัยวะเพศไปยังส่วนโคน [ bpas.org ]

 [ bpas.org ]

(5). หลังการหลั่งน้ำเชื้อ (อสุจิ), อวัยวะเพศมักจะอ่อนตัวลง ให้ใช้มือจับส่วนโคนอวัยวะเพศไว้ เพื่อป้องกันถุงยางฯ หลุด แล้วถอยอวัยวะเพศออกมาพร้อมๆ กับถุงยาง อย่าเพิ่งถอดถุงยางออก  [ bpas.org ]

เมื่อถอนอวัยวะเพศออกมาหมดแล้ว ค่อยถอดถุงยางฯ ออก ซึ่งต้องระวังอย่าให้มือไปสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือของเหลวจากคู่นอน... ถ้าสัมผัส จำเป็นต้องเปิดก๊อกน้ำให้น้ำผ่านมือ แล้วล้างออกด้วยสบู่หลายๆ ครั้ง เพื่อลดโอกาสติดโรค

 [ bpas.org ]

(6). ห่อถุงยางฯ ด้วยกระดาษทิชชูหรือใส่ในถุงให้มิดชิด ใส่ในถังขยะ [ bpas.org ]

การทิ้งถุงยางลงในชักโครกมีส่วนทำให้ท่อตัน หรือบ่อกำจัดน้ำเสียเต็มเร็ว (พบบ่อยตามหอพัก)

 [ bpas.org ]

................................................................

อาจารย์นิค เบิร์นส์ (Nick Burns) แห่งนิตยสาร 'Health (= สุขภาพ)' ตีพิมพ์เรื่องจะทำอย่างไรถ้าถุงยางฯ แตก ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

  • (1). ทำใจ > ทำใจให้ได้ เพราะถ้าไม่รีบทำใจ ยิ่งตื่นตกใจจะยิ่งทำอะไรไม่ถูก และภูมิต้านทานโรคจะลดลง ทำให้ติดโรคได้ง่าย
  • (2). ปรึกษาหมอใกล้บ้านด่วน > เพื่อพิจารณาว่า ควรให้ยาต้านไวรัสเอดส์ (HIV - เอชไอวี) หรือไม่, กรณีทั่วไป คือ ควรกินยาต้านไว้รัสเอชไอวีภายใน 72 ชั่วโมงหรือ 3 วัน ซึ่งดีที่สุด คือ กินภายในชั่วโมงแรก เนื่องจากไวรัสพันธุ์นี้แบ่งตัวเร็ว-กลายพันธุ์เร็ว

...

  • (3). ยาต้านไว้รัสเอดส์ (HIV) อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเพลียมากได้... การทำใจยอมรับอาการข้างเคียงจากยาไว้ก่อนจะช่วยให้ตัดสินใจทางเลือกได้ดีขึ้น ประสบการณ์จาก
  • (4). ถ้ามีโรคติดต่อเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หนองในเทียม ฯลฯ ต้องรีบรักษา เพราะการอักเสบจะทำให้มีเม็ดเลือดขาวมาคั่งมากขึ้น โอกาสติดเอดส์อาจมากขึ้นได้ (เซลล์ที่ไวรัส HIV ชอบมากเป็นพิเศษ คือ เม็ดเลือดขาว และเซลล์ประสาท)

...

  • (5). ปรึกษาหารือกับหมอใกล้บ้านว่า ควรตรวจติดตามโรคติดเชื้อเพศสัมพันธุ์ที่พบบ่อยอย่างไร เช่น ซิฟิลิส ฯลฯ  
  • (6). นอนให้พอ กินอาหารสุขภาพ และลดอาหารประเภท "หวานๆ มันๆ" ไว้ก่อน เพื่อให้ภูมิต้านทานโรคดี

... 

การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การกินอาหารหวานจัดมันจัดมีส่วนทำให้ภูมิต้านทานโรคที่ผิวหนังลดลง

อาหารหวานจัดเพิ่มโอกาสเป็นสิว อาหารมันจัดเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มในคนที่เป็นและได้รับการรักษามาก่อน ถึงแม้จะเป็นคนละระบบกัน ทว่า... ปลอดภัยไว้ก่อนในสถานการณ์เช่นนี้น่าจะดี

...

คำกล่าวที่ว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" หรือ "ป้องกันดีกว่ารักษา (Prevention is better than cure.)" ยังคงใช้การได้ดีในเรื่องนี้ คือ ถ้าไม่สำส่อน-ไม่เมาเสียตั้งแต่แรกจะช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้นได้มากทีเดียว

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

 > Thank [ fhi.org ]; [ ScienceBlogs ]; [ bpas.org ]; [ Health ] 

ที่มา                                                                      

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >   > 18 มิถุนายน 2552.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.