If you want your children to be intelligent, read them fairy tales. If you want them to be more intelligent, read them more fairy tales.- Albert Einstein

แอมมี่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ และหนังสือชุดที่ประทับใจที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่อง เทพนิยายกริมม์ (Grimm's Fairy Tales) 

 

เทพนิยายช่วยแต่งแต้มจินตนาการให้เด็กๆ ช่วยสร้างความหวังและความฝันด้วยเรื่องราวที่จบและลงเอยอย่างมีความสุข  (happy ending) นิทานบางเรื่องออกไปในแนวเจ้าเล่ห์ชิงไหวชิงพริบ  บางเรื่องแฝงคติสอนใจและคุณธรรม เช่น เรื่องของการรู้จักเผื่อแผ่แบ่งปัน  การระวังตัวต่อภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น  ความกล้าหาญ  ความเด็ดเดี่ยว  ความเสียสละ  ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น  การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ นอกเหนือไปจากเรื่องของความรัก  ความอดทน  ความฝัน  ความหวัง และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดไป Happily ever after

แอมมี่เชื่อว่า เทพนิยายกริมม์ทั้งชุด (มากกว่า 200 เรื่อง) ที่อ่านไป  ช่วยสอนเรื่องการมองโลกด้วยดวงตาแห่งจินตนาการ  ที่ไม่ปักใจเชื่ออะไร(หรือเชื่ออะไร) โดยทันที  เพราะภายในตู้เสื้อผ้าทึบๆ ก็อาจจะมีประตูเปิดไปสู่เมืองแห่งเวทมนตร์และสิ่งมหัศจรรย์  ภายใต้ต้นหญ้าเล็กๆ ก็อาจจะมีภูตตัวจิ๋วและคนตัวเล็กๆ อาศัยอยู่  ทำให้แอมมี่เชื่อจริงๆว่า ในความเป็นไปไม่ได้ทั้งมวล ที่จริงแล้ว มันเป็นไปได้ทั้งนั้นค่ะ  ถ้าเราได้ขยายกรอบกำแพงของเหตุผลและหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่บังคับความคิดความเชื่อเราไว้ แล้วดันมันออกให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไอนสไตน์พูดไว้ว่า  "ถ้าเราอยากให้ลูกฉลาด ก็จงอ่านเทพนิยายให้เค้าฟัง แล้วถ้าอยากให้ลูกเราฉลาดมากๆ ก็ยิ่งต้องอ่านเทพนิยายให้มากขึ้นๆด้วย"  (If you want your children to be intelligent, read them fairy tales. If you want them to be more intelligent, read them more fairy tales.- Albert Einstein)

เพราะคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตการมากๆ มักจะชอบตั้งคำถามว่า " How can we do this differently?" เราจะทำเรื่องเดียวกันนี้ ให้แตกต่างจากเดิมได้อย่างไร?

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ ^_^

 ผู้พิทักษ์แห่งโลกนิยาย  สองพี่น้องตะกูลกริมม์

 

 

 

Image:Hanau Bruder Grimm.jpg

Grimm' Fairy Tales Road

ย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่สิบเก้า ณ เมืองฮาเนา รัฐเฮสส์ เป็นสถานที่ที่สองพี่น้องยาคอบกับวิลเฮล์ม กริมม์ กำเนิดขึ้น  อ้อ ! จริงๆแล้วตะกูลกริมม์มีพี่น้องทั้งหมดหกคนนะ สองคนนี้เป็นคนโตกับคนรอง  (ทั้งสองอายุห่างกันเพียงปีเดียว) ในยุคนั้นเยอรมันยังอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ด้วยความที่กลัวว่าเยอรมันจะถูกกลืนกิน เพื่อนคนหนึ่งจึงคิดจะรวบรวมตำนานพื้นบ้านของเยอรมนีขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมของเยอรมันเอาไว้ แต่แผนของเพื่อนคนนั้นล้มเหลว สองพี่น้องจึงเดินหน้าทำโครงการนี้ต่อไป กระทั่งปี 1812 ก็สำเร็จเสร็จสรรพออกมาเป็นหนังสือชุด นิทานเด็กและนิทานพื้นบ้าน ซึ่งมีเรื่องเรื่องราวทั้งหมด 210 เรื่อง 
เรื่องแรกคือ The Frog king หรือ Iron heinrich
เรื่องสุดท้ายคือ The Golden Key

มาพูดถึงเรื่องนิทานกันบ้าง ในยุคแรกๆ นิทานเด็กและนิทานพื้นบ้าน ไม่ได้ทำออกมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ทั้งคู่แค่ต้องการรวบรวมตำนานพื้นบ้านให้ได้มากที่สุดเท่านั้น หลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าเรื่องราวที่แท้จริงนั้นโหดร้ายนัก เช่น สโนว์ไวท์ในฉบับดั้งเดิมแม่เลี้ยงถูกจับใส่รองเท้าเหล็กร้อนจัด และถูกบังคับให้เต้นรำจนตาย  ด้วยเหตุนี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก 

เนื่องจากในยุคนั้นเป็นยุคที่นิทานเด็กกำลังได้รับความนิยมในยุโรป สองพี่น้องจึงตัดสินใจเรียบเรียงงานเขียนของตัวเองใหม่ จนกลายมาเป็นเรื่องที่เราได้อ่านกันอย่างทุกวันนี้
นิทานเด็กและนิทานพื้นบ้าน ได้รับการตีพิมพ์ทั้งหมด 7 ครั้ง โดยแค่ละครั้งวิลเฮล์มจะคอยปรับแต่งเนื้อเรื่องให้เป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองมากขึ้น กระทั่งถึงการตีพิมพ์ครั้งสุดท้ายในปี 1857

นอกจากเทพนิยายนี้แล้ว สองพี่น้องยังมีงานอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น งานสอนหรือเรื่องทางการเมือง จนกระทั่งช่วงสุดท้ายของชีวิต สองพี่น้องได้วางมือจากงานทุกอย่าง แล้วหันมาทำโครงการใหญ่ร่วมกัน นั่นคือการทำ พจนานุกรมภาษาเยอรมัน แต่สองพี่น้องก็ไม่อาจทำโครงการนี้ให้สำเร็จลงได้...

          
วิลเฮล์มผู้เป็นน้องได้จากไปเพราะโรคติดเชื้อในปี 1859 เมื่ออายุได้ 73 ปี ยาคอบผู้พี่จึงได้ขนานนามให้กับเขาว่าเป็น น้องชายแห่งเทพนิยาย อีกสี่ปีต่อมายาคอบก็ได้เสียชีวิตตามผู้เป็นน้องไป หลังจากเขียนความหมายของคำว่า "ผลไม้" ลงในพจนานุกรม

 

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือทั้งสองคนไม่อาจอยู่เป็นพยานในการสถาปนารัฐเยอรมนีในปี 1871 ซึ่งเป็นความฝันอันสูงสุดของทั้งสองคนได้

              
ปัจจุบันหนังสือเรื่อง นิทานเด็กและนิทานพื้นบ้าน ของพี่น้องตระกูลกริมม์ได้ถูกแปลเป็นภาษาอื่นไม่ต่ำกว่า 160 ภาษา แถมยังถูกนำไปทำเป็นภาพยนตร์และการ์ตูน หรือสื่ออื่นๆ 

ตอนนี้บ้านเกิดของสองพี่น้องในเมืองฮาเนาแทบไม่มีร่องรอยอะไรเหลือไว้เลย สาเหตุเพราะการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่คือรูปปั้นสองพี่น้องที่หน้าศาลาว่าการเมือง ถือเป็นจุกเริ่มต้นของ ถนนสายเทพนิยายของเยอรมนี ซึ่งเป็นถนนยาว 600 กิโลเมตร ตัดผ่านไปยังที่ต่างๆซึ่งเกี่ยวข้องกับพี่น้องตะกูลกริมม์หรือสถานที่ทางธรรมชาติอื่นๆที่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งเทพนิยายของสองพี่น้องตะกูลกริมม์
...

ที่มา: http://www.dek-d.com/board/view.php?id=984467