พรหมวิหาร ก็คือ ที่อยู่ หรือ บ้าน ของพรหมนั่นเอง

มีน้องคนหนึ่งเขียนความเห็นลงในบันทึกเรื่องการสอนภาษาอังกฤษด้วยเพลง Take Me Home, Country Roads ของจอห์น เดนเวอร์ ทำให้ผมนึกถึงคำว่า "home" หรือ "บ้าน" ในเชิงนามธรรมตามคติทางศาสนา และผมก็แสดงความเห็นตอบไปแล้ว แต่นึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่ตอบไปน่าจะแบ่งปันในวงกว้างขึ้น จึงนำมาโพสต์เป็นบันทึกใหม่

ผมสะดุดใจกับคำว่าบ้านในเชิงนามธรรมนี้ตั้งแต่เมื่อครั้งไปเข้าร่วมรับการอบรมหลักสูตรของซาเทียร์ที่ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา ม.มหิดลจัดขึ้นเมื่อต้นปีที่แล้ว 

พอเขียนบันทึกเรื่อง Take me home เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเสร็จก็เตรียมตัวไปสอนนักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตที่เรียนกับมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม วิชา สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและงาน ซึ่งมีกิจกรรมให้นักศึกษาอภิปรายคำสอนของศาสนาพุทธเรื่องพรหมวิหารธรรมด้วย เกิดความคิดผุดขึ้นมาว่า พรหมวิหาร ก็คือ ที่อยู่ หรือ บ้าน ของพรหมนั่นเอง จากนั้นก็คิดเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องบ้านในเชิงนามธรรมของซาเทียร์ ที่ว่าบ้านที่แท้จริงของเราอยู่ "ภายใน" ตัวเรานี่เอง

ซาเทียร์ (Virginia Satir นักจิตบำบัดชาวอเมริกันที่มีผลงานด้านการให้การปรึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงตนและครอบครัว มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ.1916 - 1988) เชื่อว่าธรรมชาติเดิมแท้อันเป็นพลังแห่งความดีงามทั้งปวงฝังลึกอยู่ในตัวมนุษย์นี่เอง เพียงแต่เรามักขาดการเชื่อมโยง(connect) กับธรรมชาติเดิมแท้นี้ของเรา ผมจึงมีมติว่า ธรรมของพรหมทั้งสี่ตามคติของพุทธศาสนาอยู่ใน "บ้าน" ของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว นั่นคือในบ้านนี้มีธรรมของพรหมทั้ง ๔ ครบอยู่แล้ว นั่นคือ

  1. เมตตา - ความรัก การให้อภัย
  2. กรุณา - การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือ
  3. มุทิตา - ความชื่นชมยินดีต่อความเจริญก้าวหน้าความสำเร็จของผู้อื่น ไม่อิจฉาตาร้อน
  4. อุเบกขา - การวางเฉยต่อความไม่สมบูรณ์พร้อมของเพื่อนมนุษย์ ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมแม้แต่ตัวเราเอง (ทุกคนรับผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วของตนเสมอ ไม่วันนี้ก็วันหน้า)

เราทุกคนล้วนเคยได้อยู่ใน "บ้าน" นี้กันมาทั้งนั้น เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์และเกิดมาเป็นทารก แต่ประสบการณ์ระหว่างทางที่เราเผชิญมากว่าจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำให้เราห่างจาก "บ้าน" ออกไปทุกที

หากเราได้พบครูทางจิตวิญญาณที่ดีช่วยชี้ทาง "กลับบ้าน" (take me home) ให้เราได้ก็ดี ซึ่งโดยทั่วไปศาสนาต่างๆ ก็ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว

แต่ถึงที่สุดแล้ว เราแต่ละคนจะกลับถึง "บ้าน" ได้หรือไม่ ได้ใกล้บ้านแค่ไหน หรือเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณเดิมแท้ของเราได้แค่ไหน ก็อยู่ที่ตัวเราแต่ละคนเอง เราต้องกลับบ้านเราด้วยตนเองเท่านั้น ครูเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ไม่มีใครกลับแทนใครได้

น้องคนดังกล่าวเขียนว่า ...bring me back to "here and now" หรือ "...พาฉันกลับมาอยู่กับที่นี่และเดี๋ยวนี้" เรื่องนี้ก็สำคัญยิ่งสำหรับการพาตัวเรากลับบ้านในความหมายเชิงนามธรรมนี้ เพราะเราจะหลงทาง กลับไม่ถึงบ้านสักที หากไม่สามารถอยู่กับปัจจุบัน (now) กับความเป็นจริงตรงหน้า (here) เพราะมีแต่ "ที่นี่" และ "เดี๋ยวนี้" เท่านั้น ที่เราอยู่ได้จริง

อดีตที่ผ่านไปแล้ว ไม่มีใครกลับไปอยู่ได้จริงทางกายภาพ กลับไปได้ก็แต่ในความคิด ส่วนอนาตคนั้นทุกคนก็ยอมรับว่าไม่แน่นอนอยู่แล้ว

คนเรามีความทรงจำ (ทางพุทธเรียกว่า สัญญา) ดีและยาวนานกว่าสัตว์โลกชนิดอื่น สามารถเห็นภาพที่เกิดขึ้นนานแล้วได้ชัดเจน นั่นคือมีภาพที่เกิดเฉพาะในใจ หรือ "มโนภาพ" (มโน คือ ใจ) ถึงขั้นจิต(ใจ)รับรู้อารมณ์ในขณะที่เหตุการณ์(ที่เกิดผ่านไปแล้ว)นั้นได้ใหม่ แม้เหตุการณ์นั้นจะไม่ได้อยู่ "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" แล้ว จึงสามารถเกิดอารมณ์กับสิ่งที่ผ่านมาแล้วได้ "เสมือน" กำลังเกิดอยู่ตรงหน้าในขณะนี้ได้ "ความจริงเสมือน" ที่ไม่ใข่ "ความจริงแท้" นี้มีพลังพอที่จะทำให้เราเกิดอารมณ์และแสดงพฤติกรรมหัวเราะหรือร้องไห้ได้อีก 

ผู้ที่ฝึกจิตตน เจริญสติจน "รู้เท่าทัน" จิตตน ก็จะกลับมาอยู่กับปัจจุบัน "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" ได้ง่าย สามารถให้อภัย(เมตตา)ตนเองและผู้อื่นได้ง่าย

การฝึกตนให้สามารถอยู่กับ "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" ในทางพุทธศาสนาเริ่มด้วยการ "รู้" ความเป็นจริงของโลกว่าสังขารนั้นเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่มีตัวตน (ไม่ใช่ของเรา) แต่ไม่ใช่เป็นการ "รู้" ในระดับของ "ความรู้" ตามตรรกะเหตุผลเท่านั้น ผู้ที่อยู่กับ "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" ได้จริง คือผู้ที่ "ตื่นรู้" ถึงขั้นที่ได้สัมผัสกับความจริงนั้ันในระดับของ "ความรู้สึก" (ด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยหัวหรือสมองอย่างเดียว) คือ ทั้ง "รู้" และ "รู้สึก" เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ไม่มีตัวตน เป็นอนัตตา แต่ใจปล่อยวางไม่ได้ ก็จะยังทุกข์อยู่อย่างนั้น

ผู้ที่สัมผัสกับการตื่นรู้ด้วยใจอย่างแท้จริงก็จะเบิกบาน มีความสุขจากการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนั้น เสมือนหนึ่งได้กลับถึง "บ้าน" ตนอย่างแท้จริง

หลายคนอาจเคยสนทนากับผู้ตื่นรู้ที่ได้กลับถึงบ้านตามความหมายที่ว่านั้นมาแล้วหลายคน หรือเดินสวนไปสวนมากับท่านเหล่านั้นในชีวิตประจำวันโดยที่ไม่รู้ก็ได้

แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเราแต่ละคนจะ "กลับบ้าน" ของเราอย่างไร.

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๑๘ มิ.ย.๕๒