ผมสวมแว่นนักจัดการงานวิจัย มองสภาพความสำเร็จเกินคาดของ R2R ศิริราช   ว่าทำไมจึงเกิดสภาพอย่างที่เห็นได้    กระบวนการนี้ในภาษา KM เรียกว่า ทำ AAR    ผมสนุกอยู่กับการทำ AAR คนเดียวทุกวัน   บางเรื่องผมกลับมา AAR อยู่หลายวัน    หรือบางเรื่องอยู่เป็นปี หรือหลายปี    โดยที่ไม่ยืนยันว่า ข้อเรียนรู้จากแต่ละ AAR จะถูกต้อง


          ผมถามคำถามข้อเดียวแก่ตัวเอง ว่า ทำไมจึงเกิดสภาพ synergy ระหว่างคนหน้างานผู้ทำงานวิจัย R2R กับทีมสนับสนุน R2R ถึงขนาดนั้น  


          ผมตอบว่า เพราะเกิด complete trust ที่ทีมหน้างานมีต่อทีมจัดการ R2R   ว่าทีมจัดการ R2R จะไม่เข้าไปขอส่วนแบ่งผลประโยชน์ คือผลงานวิจัย


          บัดนี้ ได้เกิดวัฒนธรรมองค์กรขึ้นที่ศิริราช ว่าผลงานวิจัยต้องตกเป็นของผู้ทำวิจัยทั้งหมด   ไม่มีส่วนแบ่งให้แก่ที่ปรึกษาหรือทีมกองเชียร์


          โดย “ทีมกองเชียร์” ก็เข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าขอบเขตของการเป็นกองเชียร์อยู่แค่ไหน   เพื่อยับยั้งตนเอง ไม่ให้เข้าไปเตะลูกเสียเอง


          มีการวางกติการ่วมกันในลักษณะกติกาเชิงวัฒนธรรม (ไม่ต้องเขียน) แล้ว ว่าทีมจัดการและ CF จะไม่ขอมีชื่อใน publication ที่เกิดขึ้นจากผลงาน R2R


          ในการแข่งขันฟุตบอลล์ ชัยชนะเป็นของทีมนักฟุตบอลล์ ฉันใด    ในการทำ R2R ผลการวิจัยเป็นของผู้ทำวิจัย คือคนหน้างาน ฉันนั้น


          ในชัยชนะของฟุตบอลล์ ใครๆ ก็เอ่ยชื่อโค้ช และรู้ว่าโค้ชมีส่วนสำคัญ   ใน R2R เราก็เอ่ยชื่อ CF และทีมจัดการ ที่เข้าไปช่วย facilitate 

          เป็นการเสวยผลของความสำเร็จคนละตัว    เหมือนกินขนมคนละชิ้น   ไม่ทำให้เกิดส่วนแบ่งที่ก่อความกินใจ


          ผมเอาข้อเรียนรู้นี้มาเตือนตัวเอง    ว่าชีวิตช่วงนี้ของผมต้องฝึก “กินขนมทิพย์” คือกินปิติสุข   ที่ได้เห็นความสำเร็จของ “นักฟุตบอลล์” ที่หลากหลาย    กำลัง “เตะฟุตบอลล์แห่งความสร้างสรรค์” เพื่อสังคม    การ “กินขนมทิพย์” ของผม จะทำให้ผมไม่เข้าไปยื้อแย่ง      เพื่อครอบครองชื่อเสียงหรือผลประโยชน์จากงานเหล่านั้น


          เป็นการฝึก “ชีวิตที่พอเพียง” นั่นเอง

 


วิจารณ์ พานิช
๗ มิ.ย. ๕๒