ปัญหาวิธีทำ "สัมมาทิฎฐิ สู่ สัมนากัมมันตะ สู่สัมมาอาชีโว"

ต่อจากความเดิม สาระหลักของ "มหาวิทยาลัยชีวิต" มีเรื่อง กระบวนทัศน์ที่ต้องพัฒนาอีก จากพื้นฐานของปัญหา "วิธีคิด" และ"โง่,จน,เจ็บ" สู่ "วิธีทำ และวิธีจัดการ เปรียบเหมือนงานพัฒนาที่ผ่านมา ไม่ก้าวเท่าที่ควร ก็เพราะ เริ่มต้นก็ผิดแล้ว.......(แค่คิดก็ผิดแล้ว...เมื่อสัมมาทิฎฐิ เป็นมิจฉา แล้ว ต่อไปจะได้สัมมาสมาธิ ได้อย่างไร?)

๒. ปัญหาวิธีทำ

                   เมื่อวิธีคิดผิด  วิธีทำก็ผิด  เมื่อไม่มี สัมมาทิฏฐิก็ไม่อาจจะได้ สัมมาอาชีวะตามมา  ตลอดสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา  มีการพัฒนาในชนบทเกิดขึ้นมากมาย  มีถนนหนทาง  มีไฟฟ้า   น้ำประปา  โทรศัพท์  ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี    แต่สิ่งดีๆ เหล่านี้คงจะไม่ดีพอที่จะทำให้ชีวิตของผู้คนในชนบทดีขึ้นจริง  มีความสุขมากขึ้นจริง คงจะดีแค่เฉพาะเรื่องเฉพาะอย่าง   ไม่ใช่ดีแบบรอบด้าน   หรือที่ภาษาพัฒนายุคใหม่เขาเรียกกันว่า  ดีแบบองค์รวม   ดีแบบบูรณาการ  เป็นการดีขึ้นแบบไม่สมดุล  เมื่อไม่สมดุลก็ยังไม่ดีจริง ไม่ยั่งยืน

                        กระบวนทัศน์พัฒนาแบบเดิม  มองความเป็นจริงแบบแยกส่วน     มองเป็นเรื่องๆ อย่างๆ   มองไม่เห็น องคาพยพ  (organism)  ที่ทุกส่วนล้วนสัมพันธ์  ด้วยเหตุนี้  จึงนำไปสู่การปฏิบัติที่แยกกันทำเป็นส่วนๆ ตามภารกิจของแต่ละกระทรวง  ทบวง  กรม ไม่มีการประสานงานกัน ไม่มีแผนรวมหรือแผนบูรณาการ   มีแต่โครงการของใครของมัน  บางหมู่บ้านมีบ่อบาดาล ๕-๖ บ่อ ขณะที่บางหมู่บ้านไม่มีเลย    เพราะหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานเรื่องการขุดบ่อให้ชาวบ้านมีมากมายหลายหน่วยและไม่ประสานงานกัน

                        เมื่อไม่มีแผนที่เป็นภาพรวม   ก็ไปส่งเสริมชาวบ้านทำโน่นทำนี่ โดยไม่มีเป้าหมายชัดเจน      แบบสอนให้ทำกล้วยฉาบก็ ฉาบกันทั้งตำบล  เมื่อทำแชมพูก็ได้ หมู่บ้านที่เต็มไปด้วย

ดอกอัญชันและประคำดีควายแล้วก็บ่นว่า หาตลาดไม่ได้

                        เมื่อไปทำโครงการในหมู่บ้าน   ก็รีบปักป้ายถ่ายรูปเอาผลงาน     เอาไปรายงานหัวหน้าหน่วยเหนือ    เผื่อว่าปีหน้าจะได้งบประมาณเพิ่มเพื่อขยายผล

                        การพัฒนาที่ผ่านมา  หมายถึง โครงการ  ความหมายที่กลายเป็นวัฒนธรรมการพัฒนาซึ่งผู้เกี่ยวข้องจากรัฐและชุมชนก็เข้าใจคล้ายกัน  ด้วยเหตุนี้ใครเข้าไปหมู่บ้านตัวเปล่าคือ ไม่มีโครงการ  ชาวบ้านก็ไม่อยากคุยด้วย เพราะ เสียเวลา ไม่ได้อะไรเรื่องแบบนี้ไปว่าใครไม่ได้ เราทำให้เขาคิดและเป็นเช่นนี้มานานจนเคยชิน  เช่นเดียวกับการเรียนหรือเชิญไปประชุม   ชาวบ้านก็คาดหวังว่าจะได้เบี้ยเลี้ยง  เพราะที่ผ่านมา ได้ทุกครั้ง ที่อบรมไม่ค่อยได้อะไร อย่างน้อยก็ได้เบี้ยเลี้ยง

โครงการพัฒนาในหมู่บ้าน   จึงเกิดขึ้นมากมาย    ส่วนใหญ่เป็นโครงการ ล้มลุก

เหมือนพืชล้มลุกที่ไม่อยู่ยืนนานเหมือนไม้ยืนต้น   ทำกันเป็นปีๆ หมดปีนี้    ปีหน้าขอใหม่   ทำใหม่ บางแห่งยังไม่ทันไรก็ล้มแล้ว   เพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว   ผู้เกี่ยวข้องในชุมชนทะเลาะกันเอง

 

๓. ปัญหาวิธีจัดการ

                   โครงการพัฒนาต่างๆ    ล้วนมาจาก ข้างนอก เป็นการวางแผนและสั่งการจาก

ข้างบน    ไม่ต้องพูดถึง การมีส่วนร่วมของประชาชน    หรือเอาชุมชนเป็นศูนย์กลางหรือเป็น

ตัวตั้งอย่างที่พูดกันในระยะหลังๆ นี้ 

                        แม้จะไม่ได้เข้าไปดำเนินงานโดยตรง แต่ราชการก็ใช้ อำนาจในการควบคุมดูแล สร้างกฎ   สร้างระเบียบให้ชุมชนปฏิบัติตาม  ซึ่งชุมชนก็ยินยอม  เพื่อจะได้รักษาความสัมพันธ์อันดีกับทางราชการ และเพื่อจะได้โครงการในปีต่อไป

                        โครงการพัฒนาส่วนใหญ่เป็นโครงการเกี่ยวกับเศรษฐกิจ   ไม่ได้คำนึงถึงรากฐานทางสังคมวัฒนธรรมและศักยภาพของชุมชน  แต่มุ่งเน้นให้เพิ่มรายได้เป็นสำคัญ มุ่งการปลูกเลี้ยงผลิตเพื่อขาย   ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องธุรกิจ   มุ่งกำไรเป็นหลัก  แบบที่ภาคเอกชนเขาทำกัน    

เมื่อชาวบ้านไม่มีความรู้    และประสบการณ์ในการ ทำมาค้าขาย ก็ไม่อาจไป

บุกเบิกตลาดใหญ่ในเมืองหรือแม้แต่ในหมู่บ้าน  เพราะพ่อค้านักธุรกิจเขามีทุนมากกว่า     ความรู้มากกว่า  มีความสัมพันธ์กับผู้บริโภคดีกว่า  โฆษณาสินค้าทุกวันทางทีวี   วิทยุ  แล้วจะไปแข่งกับเขาได้อย่างไร

                        นอกนั้น ชาวบ้านก็ไม่เคยได้เรียนรู้อย่างเป็นระบบ   มีแต่ไปอบรมเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่หน่วยงานราชการจัด   อบรมแล้วกลับมาบ้านก็ทำไม่ค่อยได้อย่างที่เขาอบรม    ที่พอทำได้ก็ขายไม่ได้     ไม่ได้มี  กระบวนการเรียนรู้  ที่ช่วยให้ชาวบ้านคิดได้เอง      ค้นหาศักยภาพของตนเอง และพัฒนาจากรากฐานตรงนั้น   บวกกับความรู้   เทคโนโลยีอันสมัยใหม่และความคิดสร้างสรรค์

                        เมื่อขาดกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นระบบและต่อเนื่อง     โครงการพัฒนาต่างๆ จึงไม่มีฐานข้อมูลความรู้   ได้แต่ไปหยิบฉวยความคิดสำเร็จรูป  โครงการสำเร็จรูปที่เห็นคนอื่นเขาทำ  เห็นว่าเขาทำได้สำเร็จ    ทำได้ดี    ได้กำไรก็เลียนแบบเอาอย่างเขา    โดยไม่ได้พิจารณาศักยภาพ สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมของตนเอง

 

ข้อคิดของ มาร์ติน  วิลเลอร์  เกษตรกรคนเก่ง จากจังหวัดขอนแก่น คือ "คนไทยเรา มีปัญหาวิธีคิด" จึงทำให้ทำไม่ถูกต้อง  และเมื่อทำไม่ถูก  ก็จัดการไม่ถูกเหมือนกัน