ตอนที่ ๑ ตอนที่ ๒ ตอนที่ ๓ ตอนที่ ๔ ตอนที่ ๕ ตอนที่ ๖
ตอนที่ ๗ ตอนที่ ๘ ตอนที่ ๙ ตอนที่ ๑๐ ตอนที่ ๑๑ ตอนที่ ๑๒
ผมขอบทความที่มองระบบการศึกษาไทยอย่างครอบคลุมรอบด้าน และเห็นภาพเชิงประวัติศาสตร์ ของ ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร นักวิทยาศาสตร์และนักการศึกษาที่ดีและเก่งที่สุดคนหนึ่งของสังคมไทย เอามาเผยแพร่ต่อดังต่อไปนี้ โดยที่บทความนี้ยาวกว่า ๕๐ หน้า จึงทยอยลงหลายตอน
ขอชักชวนให้ค่อยๆ อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ จะได้ประโยชน์มาก
วิกฤติ กระบวนทัศน์ มโนทัศน์ เพื่อการปฎิรูปการศึกษา
กฤษณพงศ์ กีรติกร
ต่อจากตอนที่ ๑๓

ผมยกตัวอย่างโปสเตอร์จากการแสดงโครงงานวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก แสดงโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมปลาย ดูแล้วเหมือนโปสเตอร์งานวิจัยของนักเรียนปริญญาเอก ดูหนังสือที่นักเรียนวิทยาศาสตร์มัธยมปลายอ่าน นักศึกษาปริญญาเอกของไทยยังอ่านไม่ถึงระดับนี้ ผมอยากจะเน้นว่าสภาพทางกายภาพของโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่เห็นมาทั้งหมดไม่หรูหรา สภาพกายภาพโรงเรียนไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพครูและการจัดการศึกษา เมืองไทยนั้นสภาพโรงเรียนดูดีมาก สภาพของห้องแล็บของเราก็ดีกว่า ชั้นเรียนและเครื่องมือของเขาไม่ได้หรูหราอะไร แต่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง นอกจากนั้นไม่ว่าจะเป็นในจีนหรือเวียตนาม โรงเรียนวิทยาศาสตร์เชิดชูศิษย์เก่าที่ดีเด่น มีหอบรรณสารสนเทศ (archive) แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพัฒนาการโรงเรียนและให้ข้อมูลสำหรับยกย่องอาจารย์และศิษย์เก่า สังคมเขา


ยกย่องคนเก่งและคนดี เป็นสภาวะซึ่งไม่ค่อยได้เห็นในสังคมไทยเรานัก แต่ก็บ้างมีในโรงเรียนไทยที่เก่า ๆ บางโรงเรียน แต่ไปโรงเรียนต่างประเทศเห็นเกือบหมดว่าโรงเรียนเชิดชูครูเก่าที่ดี เชิดชูศิษย์เก่าที่เก่งและมีความสำเร็จ เพื่อให้เป็นแรงบรรดาลใจและเป็นแบบอย่าง
ได้ไปเห็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในกระทรวงการบินและอวกาศของจีนเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สภาพแล็บก็ธรรมดา แต่เด็กนักเรียนอ่านวารสารวิชาการด้านอวกาศและการบินตั้งแต่มัธยม ทำโปรเจ็คเกี่ยวกับอากาศพลศาสตร์ การร่อนและการบิน ชี้ให้เห็นว่าชาติอื่นเขาโฟกัสในเรื่องเด็กที่มีความสามารถพิเศษอย่างไร รูปที่แสดงเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยประชาชน (Renmin University) ของประเทศจีน เด็กมีหน้าที่มาทำงานในโรงอาหารดูแลความสะอาด รวบรวมจานและเศษอาหาร จีนสอนลักษณะนิสัยและหน้าที่ของเด็กจีนกันแบบนี้ ไม่ใช่เรียนแต่หนังสือ โดยไม่มีหน้าที่ต่อส่วนรวม ถ้าเป็นโรงเรียนไทยบ้านเรา งานเช่นนี้ก็คงเป็นหน้าที่ของนักการภารโรง ได้ไปดูโรงเรียนกีฬาที่สังกัดโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยประชาชน ห้องเรียนไม่ได้หรูหราอะไร ช่วงเช้านักเรียนเรียนวิทยาศาสตร์ ช่วงบ่ายเล่นกีฬา ดังนั้นนักกีฬาจีนจึงเป็นนักเรียนที่ฉลาดที่เล่นกีฬาเก่ง ไม่ใช่ใครจะเป็นนักกีฬาก็ได้ นักกีฬาจึงไม่ใช้กำลังใช้กล้ามเนื้ออย่างเดียว แต่ใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ด้วย โรงเรียนกีฬาที่ผมไปดูต่อไปจะตั้งโรงเรียนหมากรุก เช้าเรียนวิทยาศาสตร์ บ่ายเล่นหมากรุก น่าดูน่าคิดมากว่าชาติอื่นคิดอย่างไร ทำอย่างไร

บทความชุดนี้เป็น master piece ด้านให้ความลุ่มลึกในการทำความเข้าใจระบบการศึกษาไทย ต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์จึงจะได้รับประโยชน์เต็มที่
วิจารณ์ พานิช
๒๖ พ.ค. ๕๒
หืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมน์