คนเขายกย่องให้ผมเป็นผู้ร่วมริเริ่ม R2R ของศิริราช   และเป็นผู้ตั้งชื่อ R2R   ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่    เพราะชื่อ R2R เกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสนุกและคึกคักในกลุ่ม นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์, อ. นพ. ปรีดา มาลาสิทธิ์, อ. นพ. สมเกียรติ วสุวัฏฏกุล, และอาจมีคนอื่นอีก แต่ผมจำไม่ได้   ไม่แน่ใจว่าวันนั้น รศ. นพ. อภิชาติ – จะอยู่ด้วยหรือไม่    ผมบอกกลุ่มว่า ต้องหาชื่อที่ sexy   แล้วเทพยดาก็ประทานชื่อ R2R ลงมา    ซึ่งถ้ามองแบบที่คนยึดถือกันทั่วไป ก็ถูกต้องว่าผมเป็นคนเอ่ยชื่อนี้ออกมา    แล้วทุกคนก็ปิ๊งทันที  

 
          วันนี้ (๕ มิ.ย. ๕๒) ผมไปร่วมประชุม งานมหกรรมคุณภาพ (Quality Fair) ของศิริราช วันที่สอง หัวข้อ “Routine to Research (R2R) : Siriraj’s Lean Seamless and Safety Development Tool”   เท่ากับเป็นการผสมผสาน LEAN, Seamless Service, R2R และ KM เข้าด้วยกัน   นอกจากไปบรรยายเรื่อง “ประสานสายธารแห่งคุณค่า คนและงาน จากการเรียนรู้ในงานประจำ” เป็นเวลา ๕๐ นาทีแล้ว    ผมก็มีความสุขจากการตักตวงกำไร ด้วยการอยู่ร่วมฟังเพื่อเรียนรู้เรื่อง R2R ตลอดวัน  


          ผมพบว่า การดำเนินการ R2R ของศิริราชนั้น   มีบทเรียนวิธีการดำเนินการส่งเสริม R2R ที่น่าสนใจมาก   และผมนึกไม่ถึง   โดยผม AAR กับตัวเองดังนี้


๑. “ชีพจร” ของคนหน้างาน ในการดำเนินการ R2R นั้น   เต้นเนิบๆ ช้าๆ ใช้เวลาบ่มเพาะ หรือฟักตัว    ทีม R2R Facilitator ต้องใจเย็น   ปล่อยให้จังหวะการดำเนินการเป็นไปตามธรรมชาติ   ที่สำคัญ ห้ามใจร้อนเข้าไปจับมือทำ เป็นอันขาด   ต้องคอยแนะนำ เชื่อมโยง และให้กำลังใจ แก่ทีมคนหน้างานที่กำลังพัฒนาโครงการของตน   ประเด็นนี้ผม AAR จากโครงการของทีมรักษาความปลอดภัย


๒. ทีมจัดการ R2R ทำหน้าที่ networking Knowledge Assets ที่ต้องการและมีอยู่แล้วในศิริราช เข้ามาร่วมมือกับทีมคนหน้างานที่มีโจทย์ R2R   ความมีเสน่ห์ของโจทย์วิจัย R2R จะทำให้ “ผู้รู้” ที่มี KA เต็มใจ กุลีกุจอ เข้ามาร่วม   ผม AAR ข้อนี้มาจากโครงการพัฒนาคุณภาพยางซิลิโคน เพื่อผลิตสื่อหุ่นจำลองทางการแพทย์    ที่ต้องการผลิตยางซิลิโคนให้ได้ความนุ่มเหมือนผิวหนัง กล้ามเนื้อ และไขมัน   ทีมจัดการ R2R เชื่อมโยงให้ร่วมมือกับ ผศ. พญ. สุเพ็ญญา วโรทัย แพทย์ผิวหนัง เพื่อใช้เครื่องมือ Cutometer ของหมอผิวหนัง วัดความนุ่มของหุ่นจำลอง


๓. โจทย์วิจัยจากงานประจำ มีมากกว่าที่เราคิด   หากคนหน้างานเป็นคนขี้สงสัย  เห็นความไม่สะดวกต่อคนไข้ หรือต่อการทำงานเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม    หลังจากค้นในตำราและแหล่งความรู้ต่างๆ พบว่าไม่มีความรู้ที่ต้องการ   ก็สามารถตั้งโจทย์วิจัยและออกแบบวิธีการตอบโจทย์ที่ไม่ยาก แต่ต้องทำเป็นระบบและน่าเชื่อถือ   ในที่สุด นอกจากได้ผลงานวิจัยที่ช่วยตอบโจทย์และนำไปใช้ปรับปรุงวิธีทำงานให้สะดวกขึ้นแล้ว ยังสามารถตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติที่มี Impact Factor ถึง 2   ข้อนี้ผม AAR จากโครงการ “เวลาและปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะสมในการเตรียมผู้ป่วยนรีเวชเพื่อรับการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้อง” ของทีม ศ. นพ. วิทยา ฐิถาพันธ์


๔. การวิจัยในงานประจำ ส่วนที่เป็นการวิจัยทางคลินิก โจทย์วิจัยส่วนหนึ่งมาจากความล่าช้าของกระบวนการตรวจรักษา   เพราะมีขั้นตอนที่ไม่จำเป็นมากเกินไป   หรือเพราะไม่มีการจัดการระบบ   ดังนั้นเมื่อเอาวิธีคิด วิธีปรับปรุงแบบ LEAN มาจับ   จึงเกิดงานวิจัยเชิงพัฒนา flow ของงาน  ให้เกิดสภาพ seamless ที่เป็นโจทย์ในฝันของผมมานานตั้งแต่สมัยยังทำงานเป็นแพทย์ดูแลผู้ป่วย   ได้มาเห็นวิวัฒนาการของศาสตร์ และการจัดการ การวิจัย ที่สร้างคุณค่าและคุณภาพให้แก่บริการ    ทำให้ผมเห็นสัจธรรม ว่าพัฒนาการหลายอย่างต้องรอการบ่มเพาะเป็นเวลานานมาก   คำถามก็คือ เราจะมีวิธีเร่งวิวัฒนาการนั้นอย่างไร    และนั่นคือคุณูปการของ R2R


๕. ฝันเป็นจริง   หลังจากเวลาผ่านมา ๕ ปี โครงการ R2R ก็ได้พิสูจน์ว่า    สามารถส่งเสริมให้เกิด Clinical Research ขึ้นในศิริราชได้จริง   ผมได้เห็นวิธีการตั้งโจทย์วิจัยจากงานประจำหลากหลายรูปแบบ    ที่เริ่มจากจิตใจที่ต้องการทำเพื่อผู้อื่น   ต้องการให้สถานที่ทำงานมีความปลอดภัย น่าอยู่    แต่ความฝันเช่นนั้น ทำให้สำเร็จด้วยตัวเองยาก หรือทำไม่ได้    แต่เมื่อมาปรึกษากับ CF และทีมจัดการ R2R ก็สามารถเอื้อให้เกิดโครงการวิจัยที่ถูกหลักการ น่าเชื่อถือ   ได้ทั้งการปรับปรุงสถานที่ และ publication ในวารสารนานาชาติ    ผมคิดว่า R2R ศิริราชเป็นแม่แบบ สำหรับให้หน่วยงานขนาดใหญ่ ที่มีผู้มีความรู้ด้านต่างๆ ทำงานอยู่ มี Knowledge Assets ซ่อนอยู่มาก   (แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้มาคุยกันในเรื่องช่วยกันทำฝันให้เป็นจริงด้วยความรู้) ได้มาเรียนรู้วิธีจัดการงานวิจัยจากงานประจำ    ซึ่งก็คือทีม R2R ศิริราชได้สร้างสรรค์วิธีการจัดการงานวิจัยในรูปแบบที่ unique ขึ้นมา 


๖. กำไร   ศิริราชได้มากกว่าที่ฝันไว้เดิม    เพราะเดิมเรามองที่ assets ที่เป็น clinical material    แต่ด้วยแรงดึงของชื่อ R2R ทำให้ผู้คนเห็นว่า assets ไม่ได้จำกัดเฉพาะที่ clinical material    แต่งานทุกแบบที่เป็นงานประจำ สามารถเอามาทำวิจัยได้ทั้งสิ้น 

 
๗. กำไรยิ่งขึ้น   เพราะเมื่อดำเนิน R2R ไปไม่นาน   เราก็เห็นว่า นี่คือเครื่องมือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของศิริราชเป็น Learning Organization   ผมได้มาเห็นของจริง ได้คุยกับตนเองว่า “อ้อ! อาการขององค์กรที่กำลังเดินไปสู่ LO เป็นอย่างนี้เอง”   


๘. กำไรระดับที่ผมก็นึกไม่ถึง   ผลงาน R2R ศิริราชในระดับดาวทองมักจะได้ทั้ง specific knowledge และ generic knowledge ไปพร้อมกัน   ทำให้แม้จะเป็นโจทย์จากจุดเล็กๆ แต่เป็นโจทย์ที่คนมองข้าม    จึงถือว่ามี novelty / originality ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติได้สบาย  


๙. ผมได้เรียนรู้วิธีจัดการงานวิจัยทางคลินิก วิธีจัดการงานวิจัยในงานประจำ เพิ่มขึ้นมากมาย จากการมาซึมซับและสังเกตบรรยากาศในวันนี้    น่าเสียดายที่ผมไม่มีเวลาปรับปรุงหนังสือ “การบริหารงานวิจัย : แนวคิดจากประสบการณ์”    ถ้าได้ปรับปรุง จะเพิ่มส่วนนี้ได้อีกมาก  

          หนังสือ “เคล็ดไม่ลับ R2R” ที่กำลังจัดพิมพ์ น่าจะช่วยเผยเคล็ดลับในการจัดการ และในการดำเนินการ งานวิจัยแบบ clinical research plus นี้


          ที่จริง โครงการที่ได้รับรางวัล “R2R Lean Seamless and Safety Research Award 2009” ทั้ง ๗ โครงการ มีความสุดยอด น่าประทับใจ ทั้งสิ้น    แต่ผมไม่มีความตั้งใจที่จะเอามาระบุไว้ทั้งหมด   ท่านที่สนใจน่าจะค้นได้จากเว็บไซต์ของศิริราช    ประเด็นที่ผมต้องการบันทึกไว้ก็คือ   R2R ของศิริราชมีลักษณะพิเศษ ที่มีการปรับและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ จนผมตามไม่ทัน   การไปร่วมงานวันนี้ ทำให้ผมได้เรียนรู้มากมาย   ได้เรียนรู้วิธีทำฝันให้เป็นจริง


          สำหรับผม เป็นกำไรชีวิต    เพราะได้มีส่วนร่วมฝัน ร่วมคิดกุศโลบาย    แล้วไม่ต้องทำเอง    แล้วได้มีโอกาสตามมาเรียนรู้ผลงานยอดเยี่ยมที่คนอื่นเป็นผู้ลงมือทำ    เป็นกำไรชีวิตที่น้อยคนจะมีโอกาสดีอย่างผม

วิจารณ์ พานิช
๕ มิ.ย. ๕๒

สามคนทางซ้ายคือทีม R2R หน่วยรักษาความปลอดภัย

 

ส่วนหนึ่งของตัวแทนทีมที่ได้รับรางวัล

 

ศ.นพ. วิทยา  ถิฐาพันธ์ รับรางวัล

 

ท่านคณบดี ศ.นพ.ธีรวัฒน์  กุลทนันท์ กล่าวปิดงานด้วยสีหน้าที่เปี่ยมสุข