“Human KM” ศาสตร์และศิลป์ของการจัดการความรู้ จากปัญญามนุษย์สู่สินทรัพย์ขององค์กร วันที่ 21-22 พฤษภาคม 2552 ณ โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น
การเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 14 ท่าน มาจากหลากหลายหน่วยงาน เช่น ภาคราชการ เอกชน และด้านสาธารณสุข ดำเนินกระบวนการโดย คุณนภินทร ศิริไทย และ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช คอยขมวดปมและสรุปประเด็นให้กับทุกท่าน
จุดประสงค์ของการจัดกิจกรรมนี้เพื่อรู้จักเครื่องมือพื้นฐานของการจัดการความรู้ผ่านการทดลองปฏิบัติ และบันทึกเรื่องราวเป็น Knowledge Assets รวมถึงการเรียนรู้ให้เข้าถึงตัวคนแต่ละคน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการที่จะช่วยหนุนและเสริมให้องค์กรเกิดการพัฒนาและมีศักยภาพที่ก้าวกระโดดได้
กระบวนการคร่าวๆตลอด 2 วัน มีดังนี้
1. BAR (Before Action Review) เขียนสิ่งที่คาดหวังรวมถึงแนะนำตัวเอง (พร้อมกับฉายา) และฝึกทำ
KS – Knowledge Sharing
2. เรียนรู้ผ่าน VCD โรงเรียนเพลินพัฒนา สิ่งที่ได้จากกระบวนการนี้คือ ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่มองเห็นประโยชน์ของการประเมินแบบ 360 องศา และต้องการให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญ แต่ อ.วิจารณ์ แนะว่าเราควรขายความสำเร็จในสิ่งที่ผู้บริหารอยากได้มากกว่า และมีวงแลกเปลี่ยนเล็กๆเกิดขึ้น เมื่อ นพ.ประพจน์ ประภัสสรพงษ์ ได้เข้าคอร์สก่อนหน้าคือ KM for Change Agent & Facilitator ซึ่งได้นำไปปฏิบัติจริงในโรงพยาบาลยโสธร และเกิดผลสำเร็จได้อย่างน่าประทับใจ บรรยากาศในวงจึงเต็มไปด้วยพลังของเรื่องเล่าความสำเร็จที่มีหลายท่านต่างร่วมแลกเปลี่ยน
3. ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ Model KM
ส่วนวันที่ 2 เริ่มต้นด้วยการเรียกสมาธิด้วยเกมส์นับสูตรคูณ หลายท่านมองเห็นเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย แต่พอเอาเข้าจริง เรื่องวัยเด็กที่เรามองว่าง่าย พอได้กลับมาทำอีกครั้ง มันไม่ง่ายเอาซะเลย เกมส์นี้เลยเรียกเสียงหัวเราะไปได้เยอะพอควร
มาต่อกระบวนการที่ 4. เขียนสิ่งที่เรามุ่งหวังอยากจะให้มีจากงานที่เราทำ อาจจะเป็นสิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่อยากให้องค์กรของเรามี เป็นความฝันเล็กๆ และมากรุ๊ปรวมกลุ่มโดยเลือกจากหัวข้อเรื่องที่คล้ายกันเป็น KV – Knowledge Vision
5. จากหัวปลาที่เราได้มา ผลัดกันเล่าเรื่องจากความสำเร็จเล็กๆที่เรามี และเลือกมา 1 เรื่องที่คิดว่าเด็ดโดนใจ และปล่อยให้แต่ละกลุ่มช็อปปิ้งความรู้ และดูว่าประเด็นและเรื่องเล่าของเพื่อนแต่ละกลุ่มต้องการจะสื่อถึงอะไร
6. AAR (After Action Review) จากทั้งหมดที่กล่าวมา โดยรวม 2 วันเต็มที่เรามาอยู่ด้วยกันนี้ แต่ละท่านต่างมีความมุ่งหวังในใจว่า สามารถจะนำกลับไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร มองว่าในตัวเรามีอะไร และต้องดึงสิ่งเหล่านั้นออกมาแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ มองดูอาจไม่มีความหมาย แต่เอาเข้าจริงแล้วสิ่งนั้นคือแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ได้เสมอ อย่างที่ อ.วิจารณ์ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า “วิธีสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ คำตอบของผมคือ SSS เน้นที่ความสำเร็จเล็กๆ เอาความสำเร็จมาเป็นข้อเรียนรู้ การเรียนรู้ เริ่มจากสิ่งเล็กๆ การทำงานให้เกิดความสุข”
มาแวะทักทายครับ
ขอบคุณที่ไปแวะเวียนนะครับ
ที่รีบทำสรุปขึ้นมาก็เพราะจะต้องนำไปให้ผู้บริหาร และถ้ามีแนวทางที่ผู้บริหารสนใจก็จะได้ดำเนินการต่อ
ปล. หลังจากสรุปและเขียนเป็น Mind Map แล้วท่านก็ชม และก็มองเห็นว่าสิ่งที่ไปรษณีย์ต้องทำนี่ มีอีกเยอะ และได้นำเสนอรูปแบบการจัดกิจกรรมของ สคส. กับหัวหน้า และกำลังวางแผนกันว่าจะนำไปใช้ได้ตอนไหน
ซึ่งกิจกรรมตอนนี้คิดกันไว้บ้างแล้ว ขอบคุณสำหรับ สคส. นะครับ