เริ่มต้นที่การเคารพแล้วค่อยดูว่าจะประยุกต์ความเชื่ออย่างไร

    วันนี้ลงคลินิกเบาหวาน ตรวจเท้าคนไข้ คนไข้รายสุดท้ายเป็นผู้หญิง อายุ 45 ปี เมื่อยกเท้าขึ้นมาก็ต้องแอบถอนใจ (ไม่ให้คนไข้ได้ยิน) เพราะกลิ่นน้ำมันและกลิ่นเท้าที่โชยมา ตามซอกนิ้วมีคราบน้ำมัน และเท้าก็ดำมากเล็บเท้ายาวและดำ เพราะว่าใช้น้ำมัน แล้วไม่ล้างออก ไม่ล้างเท้าด้วย เท้าซ้ายตัดนิ้วโป้งไปแล้ว 1 นิ้ว มีรอยแผลเป็นแห้งๆของแผลที่หายแล้ว เท้าซ้ายมีแผลถลอกลึกกำลังจะอักเสบ คนไข้บอกว่าแผลเดิมนั้นรักษาโรงพยาบาลใหญ่มาแล้วกว่าจะหายนานมากและที่หายก็เพราะใช้นำมันนี่แหละ แผลใหม่นี่ก็เกิดเพราะของหล่นใส่ ไม่เป็นไรหรอก(ทั้งๆที่กำลังจะเป็นหนอง) และก็คงจะใช้นำมันรักษาแผลอีก

 ....ให้ต้องครุ่นคิดว่า จะทำอย่างไรกับคนไข้ดีน๊า หลายครั้งที่เรามักจะออกอาการส่ายหน้าและบอกคนไข้ว่า อย่านะ มันไม่ถูกนะ ไม่ให้ใช้นะ ให้ทำตามวิธีของเรา ซึ่งก็หลายครั้งเช่นกันที่ไม่เป็นผล คนไข้ไม่เชื่อ...มันเป็นการต่อสู้กับความเชื่อ มากกว่าความรู้ และความเชื่อสวนหนึ่งมาจากประสบการณ์ ข้อมูลที่เขามี ..ที่ยากจะลบเลือนได้ในเวลาสั้นๆ ...สุดท้ายเลยตั้งสติแล้วคุยกับคนไข้ว่า ขอทำแผล ฟอกเท้าและตัดเล็บให้สะอาดก่อน ข้อตกลงคือ คนไข้สามารถใช้นำมันทาเท้าได้ ยกเว้นบริเวณแผลที่กำลังเป็นอยู่และซอกนิ้วเท้า และการทานำมันที่ดีควรจะทาหลังทำความสะอาดเท้า เช็ดเท้าให้แห้งก่อน สอนการทานำมัน โดยการเทนำมัน1-2 หยดลงฝ่ามือ แล้วจึงนวดลงที่เท้าเหมือนการทาโลชั่น ...คนไข้ตกลงพบกันครึ่งทางยอมทำแผล ทำความสะอาดเท้า และใช้วิธีการนวดทานำมันแบบที่สอน ยังคงใช้นำมันที่ศรัทธาได้อยู่

   บางทีการหักหาญความเชื่อก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหา แต่การเริ่มต้นที่การฟังและเคารพ แล้วค่อยดูว่าจะประยุกต์ความเชื่ออย่างไร จำเป็นต้องเปลี่ยน หรือเพียงปรับก็พอจะรับได้  ซึ่งอาจเป็นวิธีที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันอย่างบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น...

                      ....ไม่เช่นนั้นสัมพันธภาพอาจล่ม ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ก็ได้...นา