เมื่อภาคเรียนที่แล้ว ในชั่วโมงเรียนสังคมพื้นฐาน หน่วยหน้าที่พลเมือง นักเรียนชั้น ๑๒ (มัธยมศึกษาปีที่ ๖) กำลังเรียนเรื่องประชาธิปไตย คุณครูจั๊ก –ษัษฐารัมย์ ได้มอบหมายให้นักเรียนเขียนสรุปความเข้าใจที่มีต่อประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ในสังคมไทย เมื่อจบชั่วโมงก็ขอให้ส่งงานชิ้นนั้นแล้วก็ส่งงานเขียนของนักเรียนทุกคน ไปร่วมประกวดเรียงความของโครงการขับเคลื่อนสุขภาวะทางสังคมผ่านการเรียนรู้และสืบเจตนารมณ์ ๑๔ ตุลา สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยที่นักเรียนทุกคนไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน
ผลปรากฏว่าความเรียงของ นางสาวสุธามาศ ชยุตสาหกิจ (พอ) ได้รับรางวัลประเภทสร้างสรรค์ จากบทความเรื่อง “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” ดังมีเนื้อหาต่อไปนี้
“ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จริงๆ คืออะไรกันแน่ กระดาษเปื้อนหมึกที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ หรือกระดาษที่มีอำนาจและทำให้ปกครองประชาชนได้ การปกครองคนได้อย่างยั่งยืนนั้นต้องไม่ใช่การปกครองที่เกิดจากการกลัวเกรง กลัวอำนาจ ประชาธิปไตยต้องเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ ใช้ได้จริง ประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยอำนาจที่มาจากความสุข ที่ไม่โดยบ่อนทำลาย อำนาจที่มาจากการกินดีอยู่ดี อาหารจะถูกส่งแพร่ทั่วทุกคนจะเท่าเทียมกัน ทุกคนมีอำนาจเป็นของตนเอง มีสิทธิและเสรีภาพ และการปกครองที่ยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นไม่มีใครคิดบั่นทอนอำนาจ เพราะทุกคนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงมัน ทุกคนมีความสุขมีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว จะมีสวัสดิการยืนยันได้ว่าชีวิตของประชาชนนั้นสามารถมีอะไรรับประกัน แลกกับการทำงานหนักและเสียภาษี ซึ่งทุกคนมีชีวิตที่ดี มีความสุข มีความเท่าเทียมและมีรัฐธรรมนูญที่เคารพร่วมกัน ก็จะไม่มีการประท้วง ปฏิวัติ ไม่จำเป็นต้องไปแคร์สังคมนิยม ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกการปกครองอย่างเด็ดขาด แม้ว่าจะมีชนชั้นในอดีตก็จะปฏิบัติดั่งปุถุชนทั่วไป ไม่มีการนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรแต่ได้เงิน ไม่มีการมีอำนาจเหนือผู้อื่น ไม่มีผู้กดขี่และไม่มีผู้ข่มเหง ในที่สุดก็ไม่มีคณะปกครอง ทุกคนคือผู้ปกครองโดยเคารพในสิทธิซึ่งกันและกันภายใต้กฎที่ร่างด้วยกัน คือ รัฐธรรมนูญ
ประชาธิปไตยประกอบด้วย อำนาจอธิปไตย รัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญ คณะผู้ปกครองและประชาชนไม่มีประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งจะลุกออกมาเพื่อสู้ในสิทธิประโยชน์ของตัวเอง หากยังมีชนชั้นที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม สังคมประเทศก็จะอยู่ไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะถล่มอำนาจเก่าทิ้งอย่างไร้ความปราณี แต่ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน รัฐธรรมนูญมีเป้าหมายให้คนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และความเท่าเทียมได้นั้นต้องไม่มีชนชั้นปกครอง ประชาธิปไตยต้องมีสภา สภาที่แทนเสียงของประชาชนทุกคนและต้องไม่ละทิ้งเสียงส่วนน้อย รัฐธรรมนูญต้องร่างจากประชาชนไม่ใช่ตัวแทนประชาชน ไม่ใช่การที่คนส่วนน้อยไม่กี่คนสร้างสิ่งจอมปลอมที่เรียกว่ากฎหมายมาปกครองคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ แต่คนส่วนใหญ่ทั้งหมดต้องสร้างสิ่งที่เป็นจริงมาปกครองตนเองอย่างเป็นธรรม เพราะหากสิ่งเหล่านั้นต้องใช้มาปกครองตนเอง โดยที่มีคนคานอำนาจกับผู้อื่น กฎหมายจะออกมาเท่าเทียม เป็นธรรมและใช้ได้จริง ฝ่ายค้านมีไว้เพื่อคานอำนาจ ไม่มีไว้แสวงหาอำนาจเพื่อให้สักวันฝ่ายตัวเองจะได้ขึ้นแทน รัฐสภาไม่ใช่ศูนย์รวมอำนาจ แต่เป็นศูนย์รวมสิ่งที่ประชาชนฝากความหวังไว้ และจะต้องเป็นไปได้จริง รัฐบาลไม่ต้องมีอำนาจ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเท่านั้น อำนาจจะกระจายไปสู่ทุกคนในประเทศ และทุกคนในประเทศคือตัวแทนของอำนาจ ไม่ใช่ อำนาจอยู่บนแผ่นกระดาษไม่กี่แผ่นเท่านั้น”
เรื่องที่เรียนรู้ในห้องเรียน จะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่มีนั้นไปเชื่อมโยงเข้ากับปรากฏการณ์จริงที่เขาพบได้ในสังคม และเกิดวิจารณญาณ เกิดปัญญาในการไตร่ตรองหาเหตุผลได้ในที่สุด
เพื่อให้การเรียนสังคมศึกษา เป็นไปเพื่อการทำความรู้จักและเข้าใจในสังคมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อการทำคะแนนสอบ
ถ้าไม่ได้เขียนในชั่วโมงเรียน อาจไม่เชื่อว่าเด็กนักเรียน ม.6 เขียนเอง น่าทึ่งมากครับ ถือว่าเป็นอนาคตที่ดี คงจะมีพัฒนาการทางความคิดที่ดีขึ้นไปอีกเมื่อเป็นผู้ใหญ่กว่านี้