ในงานสัมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง "ก้าวใหม่อนุญาโตตุลาการการค้าไทย" เมื่อวัน พฤหัสบดี ที่ ๒๘ พค. ๒๕๕๒ ณ สภาหอการค้าไทย นั้นมีวิทยากร ๔ ท่าน คือคุณบำรุง ตันจิตติวัฒน์,คุณพิชัยศักดิ์ หรยางกูร,คุณสม อินทร์พยุง และคุณไชยวัฒน์ บุนนาค โดยมีประเด็นที่น่าสนใจในหลายประเด็น อาทิ
“ประเด็นความสำคัญแห่งข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการ”
ข้อบังคับของสถาบันต่างๆ มีความสำคัญยิ่งกว่าตัวกฎหมายเอง (พรบ.อนุญาโตตุลาการ) กล่าวคือข้อบังคับของสถาบันฯ สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้เท่าที่ไม่ขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนุญาโตตุลาการนี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายดังกล่าว มีเพียงไม่กี่ประเด็นเท่านั้นที่ข้อบังคับของสถาบันฯ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมาย ในฐานะที่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวเนื่องด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่นหลักที่ว่า อนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลาง หรือหลักกฎหมายในกรณีที่ให้โอกาสคู่พิพาททั้ง ๒ ฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน
“ประเด็นลักษณะและคุณสมบัติของตัวอนุญาโตตุลาการ”
ลักษณะของอนุญาโตตุลาการนั้น ต้องเป็นคนดี ซึ่งคำว่าดีนี้หมายความถึง มีความรู้ดีและ มีความเป็นกลาง กล้าตัดสิน
คุณสมบัติของอนุญาโตตุลาการนั้นต้อง มีความเป็นอิสระ(Independent) และเป็นกลาง (Neutral)
กรณีตัวอย่าง : ลูกศิษย์เลือกอาจารย์มาเป็นอนุญาโตตุลาการ จะถือว่าอนุญาโตตุลาการนั้นอิสระและเป็นกลางหรือไม่
กรณีอนุญาโตตุลาการกับคู่พิพาทมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนร่วมรุ่น หรือมีความสัมพันธ์ในฐานะอาจารย์กับลูกศิษย์ เมื่อเพื่อนร่วมรุ่นมีเป็นร้อยๆคนในเวลาเดียวกัน รวมถึงกรณีลูกศิษย์กับอาจารย์ก็มีร่วมกันเป็นร้อยเป็นพันคน ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ได้สมัครใจเข้ามามีความสัมพันธ์นั้นๆต่อกัน ดังนั้นเมื่อไม่ได้สมัครใจ แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง ก็ไม่ทำให้อนุญาโตตุลาการขาดความเป็นกลาง
ดังนั้นอนุญาโตตุลาการจึงต้องอยู่ภายใต้หลักอิสระและความเป็นกลาง อันมีความเป็นภาวะวิสัยอยู่สูง เพื่อให้หลักดังกล่าวมีความเป็นไปได้จริงในทางปฎิบัติ อนุญาโตตุลาการจึงต้องเปิดเผย(Declare) เพื่อให้คู่พิพาทเลือกนั่นเอง และป้องกันการค้านความเป็นกลางของอนุญาโตตุลาการจากคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่ง (ซึ่งในบางกรณี การค้านความเป็นกลางของอนุญาโตตุลาการนั้นก็อาจถูกถือได้ว่าเป็นการประวิงคดี)
“ประเด็นอนุญาโตตุลาการ ที่คาบเกี่ยวกับความตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน”
ความตกลงประเภทนี้เป็นความตกลงสองฝ่าย(Bilateral Treaty) อันเป็นความตกลงฯซึ่งเปรียบเสมือนการเชื้อเชิญอีกประเทศหนึ่ง ให้เข้ามาลงทุน และสัญญาว่าจะคุ้มครองการลงทุน จริงอยู่ที่ความตกลงดังกล่าวนี้จะได้ทำขึ้นระหว่างรัฐกับรัฐ แต่หากว่ารัฐผู้รับการลงทุนไม่คุ้มครองดูแล หรือไม่ปฎิบัติตามพันธกรณีแห่งความตกลงฯ อันเกิดความเสียหายแก่เอกชนของรัฐซึ่งเข้ามาลงทุน การระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นไปตามกระบวนการแห่งความตกลงฯซึ่งได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้ง กล่าวคือ หากเป็นกรณีที่รัฐภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ปฎิบัติตามพันธกรณีแห่งความตกลง เช่น รัฐภาคีฝ่ายหนึ่งหรือหน่วยงานของรัฐดังกล่าวนั้น ปฎิบัติต่อคนชาติหรือบริษัทของภาคีผู้ทำสัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไม่เป็นธรรมและเที่ยงธรรม เสมอเหมือนกับที่ปฎิบัติต่อคนชาติหรือบริษัทของรัฐตน ย่อมถือเป็นการไม่ปฎิบัติตามพันธกรณีแห่งความตกลง(เช่น ข้อ ๔ แห่งความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และ รัฐบาลแห่งสปป.ลาว เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน) แม้ว่าการปฎิบัติของรัฐในกรณีดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นเพียงการกระทำของหน่วยงานของรัฐ ที่กระทำต่อเอกชนของอีกรัฐหนึ่ง แต่เมื่อผลแห่งการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นการไม่ปฎิบัติตามพันธกรณีซึ่งรัฐมีอยู่ตามความตกลงฯ จึงอาจนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างภาคีผู้ทำสัญญาทั้งสองฝ่าย การระงับข้อพิพาทจึงเป็นไปตามกระบวนวิธีซึ่งได้กำหนดไว้ในความตกลง เช่นให้ระงับข้อพิพาทโดยการปรึกษาหารือหรือการเจรจากัน และหากข้อพิพาทดังกล่าวนั้น ไม่อาจระงับลงได้ภายใน ๖ เดือนข้อพิพาทดังกล่าวนั้นจะต้องเสนอไปยังคณะอนุญาโตตุลาการ เมื่อภาคีผู้ทำสัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดร้องขอ (ปรากฎชัดในข้อ ๙ แห่งความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และ รัฐบาลแห่งสปป.ลาว เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน) ซึ่งการเสนอข้อพิพาทให้แก่คณะอนุญาโตตุลาการนี้ในทางปฎิบัติส่วนใหญ่จะใช้ข้อบังคับของUNCITRAL