ประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้า ผมจะขอกล่าวถึงเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่ง ที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตครั้งสำคัญของผม ซึ่งเหตุการณ์นี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง ในตัวของผม เหตุการณ์นั้นคือ การเสียชีวิตของคุณย่าของผม จากอุบัติเหตุบนท้องถนน คุณย่าของผมนั้น ท่านอาศัยอยู่บ้านข้างๆ บ้านของผม ท่านเป็นคนที่ใจดี และเป็นคนที่คอยสนับสนุนผมเสมอในด้านการเรียน หากผมได้คะแนนดี หรือได้รางวัลอะไรมา ท่านก็จะชื่นชมและให้รางวัลผมเสมอ เมื่อท่านทราบว่าผมอยากเรียนแพทย์ ท่านก็ยินดี และคาดหวังในตัวผมเสมอมา แต่ในช่วงนั้น ตัวผม ไม่ค่อยตั้งใจเรียนนัก ด้วยวัยที่ไม่ต้องการจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบ จนกระทั่งตอนที่ผมศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผมกำลังนั่งเรียนอยู่ในห้อง แม่ของผมก็โทรศัพท์มาบอกว่า คุณย่าเสียแล้ว โดนรถจักรยานยนต์ชนบนถนนหน้าปากซอย ซึ่งหลังจากนี้ ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตของผม

          หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมได้นอนคิดทบทวนเรื่องที่ผ่านๆ มา จากนั้น ผมจึงคิดได้ ว่าตัวผมเอง ไม่ควรเที่ยวเล่นมากเกินไป บุคคลที่สำคัญมากในชีวิตผม ผู้ที่คอยให้กำลังใจผมมาตลอดคนหนึ่งได้จากไปแล้ว แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ผมยังไม่สามารถบรรลุคำมั่นที่ให้ไว้กับท่านได้ นั่นคือ การเป็นแพทย์ ดังนั้น ผมจึงพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ให้ขยันมากขึ้น มีความตั้งใจในการเรียนมากขึ้น เพื่อคำมั่นที่ให้ไว้กับคุณย่า และเพื่อตัวของผมเองด้วย จนบัดนี้ ผมสามารถสอบเข้าเรียนในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตได้แล้ว เป้าหมายหลังจากนี้คือ การมุ่งมั่นในการเรียนต่อให้จบ ให้ได้เป็นแพทย์สมความตั้งใจของตัวเอง และให้สมกับความทุ่มเทที่คุณย่าของผมมอบให้ หากไม่มีคุณย่า คงไม่มีผมในทุกวันนี้ นอกจากนี้ ผมยังคิดได้อีกว่า คนเรา สามารถเปลี่ยนความรู้สึกที่เสียใจ จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ มาเป็นแรงขับดันในชีวิตได้ ในขณะที่อีกหลายๆ คน กลับหมดอาลัยตายอยาก เมื่อเจอเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ ซึ่งน่าจะเกิดจากวิธีคิดที่ผิด เขามัวแต่จมอยู่กับอดีต ไม่ยอมเดินหน้า ผมคิดว่า ถ้าเรารู้จักมองโลกหลายๆ ด้าน ลองมองทั้งด้านดีและด้านร้าย บางครั้ง ทางออกของมันไม่ได้อยู่ด้านดีเสมอไป การคิดบางอย่างในแง่ลบ อาจช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้เรามากกว่าการคิดในแง่บวก เช่น เวลาเรียน ถ้าเราคิดในแง่บวก เห็นเพื่อนๆ เล่นสนุกสนานไปวันๆเราคงคิดไม่ถึงว่า เขาจะแอบซุ่มอ่านหนังสือตอนกลางคืน ซึ่งก็จะทำให้เราประมาท แต่ถ้าเราคิดว่าเขาอาจจะซุ่มอ่านอยู่ เราก็จะมีความรู้สึกไม่อยากยอมแพ้ ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อตัวเรา แต่กรณีนี้ถ้าคิดมากเกินไป อาจเกิดการกดดันตัวเองได้ เพราะฉะนั้น การคิดทุกอย่าง ก็ต้องอยู่ในขอบเขตของ "ความพอดี" ด้วยเช่นกัน

 

<บันทึกเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2552>