ตอนที่ ๑   ตอนที่ ๒     ตอนที่ ๓
ตอนที่ ๔   ตอนที่ ๕    ตอนที่ ๖  ตอนที่ ๗

          ผมขอบทความที่มองระบบการศึกษาไทยอย่างครอบคลุมรอบด้าน   และเห็นภาพเชิงประวัติศาสตร์ ของ ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร นักวิทยาศาสตร์และนักการศึกษาที่ดีและเก่งที่สุดคนหนึ่งของสังคมไทย   เอามาเผยแพร่ต่อดังต่อไปนี้   โดยที่บทความนี้ยาวกว่า ๕๐ หน้า    จึงทยอยลงหลายตอน
          ขอชักชวนให้ค่อยๆ อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ จะได้ประโยชน์มาก   

 

วิกฤติ    กระบวนทัศน์  มโนทัศน์  เพื่อการปฎิรูปการศึกษา
กฤษณพงศ์ กีรติกร

ต่อจากตอนที่ ๗
 

 

 

          เชื้อเพลิงที่ได้จากการเปลี่ยนผลผลิตเกษตรส่วนที่เป็นอาหาร  เป็น เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นแรก (First generation  biofuels)    ตัวอย่างเช่นในเมืองไทย น้ำมันพืชที่กินได้คือ  น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว  เอาไปทำไบโอดีเซล   แป้งและน้ำตาลที่กินได้เช่นข้าวโพด  อ้อย  มันสำปะหลัง  เอาไปทำไบโอแอลกอฮอล    การใช้พืชอาหารไปทำพลังงานอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีหลังได้ทำลายป่าและทำลายสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก   สร้างปัญหาการแย่งอาหารไปผลิตพลังงาน  การแย่งพื้นที่ผลิตอาหารไปผลิตพลังงาน 

 

         จากการเกษตรในยุคต่อไป    ใช้การหลอมวิทยาศาสตร์  เกษตรศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์   และวิทยาศาสตร์ชีวภาพหรือฐานโมเลกุล    เราจะเปลี่ยนส่วนของพืชที่ไม่เป็นอาหาร (non food part) เช่นเนื้อเยื่อไม้หรือ Ligno cellulose ให้เป็นพลังงาน   เชื้อเพลิงชีวภาพส่วนที่ผลิตจากส่วนของพืชที่ไม่ใช่อาหาร   เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่สอง (Second generation  biofuels)    ส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่สาม (Third generation  biofuels)   จะมาจากระบบเกษตรจะเลี้ยงสาหร่ายที่มีน้ำมัน  ได้น้ำมันที่เรียกว่า Algae/Algal fuel, Oilgae, Algaeoleam    จะมีระบบเกษตรที่เลี้ยงสาหร่ายในมหาสมุทรซึ่งมีพื้นที่มากมาย   หรือในฟาร์มขนาดใหญ่บนแผ่นดินโดยใช้ bioreactor ที่ต้องอาศัยความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์     จนกระทั่งถึง เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่สี่ (Fourth generation  biofuels)      ที่ได้เชื้อเพลิงสังเคราะห์จากน้ำมันสาหร่าย    สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น    ตัวอย่างของเกษตรสมัยใหม่ที่เลี้ยงสาหร่ายไปผลิตเชื้อเพลิง  สารเคมี   เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม(industrial feed tock) ที่เปลี่ยนจากไฮโดรคารบอนที่ได้จากฟอสซิล   เป็นไฮโดรคารบอนที่ได้จากลิกโนเซลลูโลส   เป็นสังคมอนาคต   แสดงตัวอย่างที่โลกกำลังเปลี่ยน    จะต้องถามว่าเราเข้าใจ   ตระหนักถึงความสำคัญ   สร้างความพร้อม  เห็นโอกาส  จากการหลอมตัวและการบรรจบกันของศาสตร์   คือ  วิทยาศาสตร์   เกษตรศาสตร์   และวิศวกรรมศาสตร์   เพียงพอหรือไม่


 

โดยใช้จุลินทรีย์หรือเซลล์    ตัวอย่างเช่น  ความรู้การประมวลสัญญาน(signal processing)ทางวิศวกรรมศาสตร์   ทำให้เกิดการตรวจวินิจฉัยโดยภาพถ่ายคลื่นอินฟราเรด( Infrared thermography)    ดูอุณหภูมิส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและวินิจฉัยโรค  

 


ใช้การสแกนด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง( Ultrasound   scanning)  ตรวจการตั้งครรภ์และอวัยวะภายใน  ใช้คอมพิวเตอร์โทโมกราฟี (Computer thermography – CT) ดูการทำงานของอวัยวะภายใน  ศึกษาการทำงานของสมองได้   เช่นเวลานี้เรารู้แล้วว่าสมองส่วนไหนทำงานอย่างไรเมื่อใด   การที่เรามอง เราฟัง เราคิด เราจำ  เราทำงาน    เรารู้แล้วว่าสมองส่วนไหนกำลังทำงาน    จากภาพถ่ายซีทีของสมองที่แสดงเป็นตัวอย่าง   ในทางภาษา  เราได้ยินเสียงของศัพท์ตัวหนึ่ง   เราเห็นตัวอักษรของศัพท์ตัวนั้น   เราเปล่งเสียงพูดศัพท์ตัวนั้น   เราคิดถึงศัพท์ตัวนั้น   ภาพจากการถ่ายภาพสมองแสดงว่าสมองคนละส่วนกันทำงาน    จากข้างนอกเกี่ยวพันกับศัพท์ตัวเดียวกัน    แต่ข้างในสมอง  การทำงานเกิดมาจากหลายส่วน    จนกระทั่งถึงเราเห็นตับ ไต ไส้พุงข้างในจากภาพคอมพิวเตอร์โทโมกราฟี      เรามีศาสตร์ทางวิศวกรรมเนื้อเยื่อ (Tissue engineering)    สามารถผลิตและเปลี่ยนชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่เข้าได้กับร่างกาย(bio-compatible)  เช่น  แก้วตา  หลอดเลือด เอ็น กระดูก เป็นต้น
 

          บทความชุดนี้เป็น master piece ด้านให้ความลุ่มลึกในการทำความเข้าใจระบบการศึกษาไทย    ต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์จึงจะได้รับประโยชน์เต็มที่

วิจารณ์ พานิช
๒๖ พ.ค. ๕๒