มหาวิทยาลัยชีวิต 1
เขียนโดย รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ
มหาวิทยาลัยชีวิต สู่การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปสังคม
มหาวิทยาลัยชีวิตเป็นการปฏิรูปการศึกษาในตัวมันเอง เพราะทั้งแนวคิด แนวปฏิบัติมาจากฐานคิดที่แตกต่าง เป็นการปฏิรูปการศึกษาที่มาจากฐานราก มาจากชุมชน ซึ่งถ้าหากกระจายไปทั่วแผ่นดิน ก็จะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่งอกและเติบโต มีส่วนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาและการพัฒนาในท้องถิ่น ที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมในระดับใหญ่ได้ ทั้งในระดับการบริหารของหน่วยงานราชการ ทั้งการพัฒนานโยบายของรัฐบาลและพรรคการเมือง
นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตเกือบทั้งหมดเป็นผู้ใหญ่ อายุระหว่าง 20-80 ปี เรียนจบแล้วก็ยังอยู่ในชุมชนท้องถิ่นของตนเอง วันนี้มีคนเรียนจบทั้งปริญญาตรีและโททั่วประเทศแล้วประมาณ 5,000 คน พวกเขากระจายอยู่ในหมู่บ้าน และเมืองทั่วประเทศ เป็นเกษตรกร เป็นสมาชิกอบต. เทศบาล ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงาน เป็นคนขายของในตลาด ทำงานในสถานีอนามัยและโรงพยาบาล และอื่นๆ
บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เพียงแต่นำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิต ในการงานเท่านั้น พวกเขาเอา “วิธีคิด-วิธีปฏิบัติ-วิธีให้คุณค่า” และที่สำคัญคือ “วิธีการเรียนรู้” ที่ได้ไปใช้ เพื่อสร้างความรู้ใหม่ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่ที่พวกเขาอยู่
นอกจากการศึกษาระดับปริญญาตรี ยังมีระดับปริญญาโท ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างผู้นำในท้องถิ่นให้เป็น “จอมยุทธ” ที่มีความรู้ความสามารถในการทำแผนยุทธศาสตร์อย่างมีหลักวิชา (ไม่ใช่เพียงแผนงานหรือโครงการที่ใช้ของบประมาณ) สามารถนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มหาวิทยาลัยชีวิตเป็นทางหนึ่งไปสู่การปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปสังคม เพราะเป็นทางไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่ไม่ได้มีแต่เพียงรูปแบบ (การไปเลือกตั้ง การมีสภา มีพรรคการเมือง) แต่สังคมที่เคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นคน ให้โอกาสที่เท่าเทียม ทำให้ผู้คนและชุมชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง ร่วมตัดสินใจและตรวจสอบ
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ประเทศพัฒนาแล้ว เขาพัฒนาเพราะมีพื้นฐานการศึกษาดี สมกับคำที่ Benjamin Disraeli อดีตนายกรัฐมนตรี สหราชอาณาจักรบอกไว้ว่า “ชะตากรรมของประเทศขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชน”
ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงควร “ลงทุน” การปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะ“การศึกษานั้นแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” (Benjamin Franklin) ความเสียหาย ความเสียเปรียบที่เกิดจากความไม่รู้นั้นมากมายมหาศาลกว่าการลงทุนเพื่อการศึกษายิ่งนัก
การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปสังคมจะเกิดได้ต่อเมื่อมีการผนึกพลัง (synergy) ทั้งจากภาคประชาชน เป็นพลังทางสังคม ผนึกกับพลังความรู้ที่มาจากการศึกษาที่ดี การสร้างความรู้ใหม่ที่เหมาะสมกับท้องถิ่นและสังคม และได้รับการสนับสนุนพลังทางการเมือง เป็นนโยบายของสังคมโดยรวม เป็นวาระของชาติ ของประชาชน ของทุกภาคส่วน
สามพลังนี้น่าจะเป็น “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” (ประเวศ วะสี) ได้ “ภูเขา” ที่ว่านี้คล้ายกับ “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” (พุทธทาสภิกขุ) คือ 3 สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรม คล้ายกับสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สังคมที่ดีกว่า คือ การยึดเอาแต่เพียงรูปแบบภายนอกของ 3 เรื่องใหญ่ คือ การศึกษา การพัฒนา และประชาธิปไตย
มหาวิทยาลัยชีวิตเป็นการเรียนรู้ไปสู่ความเป็นไท บูรณาการการพัฒนา การศึกษา และประชาธิปไตยให้เป็นเนื้อเดียวกัน สร้างรากฐานการพัฒนาที่มั่นคงยั่งยืน
เรียน อาจารย์ดร.เสรี พงศ์พิศ
ดีใจมาก กับการก้าวผ่านวิกฤตหลากหลาย มุ่งสู่อนาคต ถึงแม้จะยาวไกลแค่ไหน คศร.เมืองพะเยา 2 พร้อม ร่วมทางผลักดันเจตนาและปรัชญาของหลักสูตรเพื่อสังคม ที่พร้อมรับการปฏิรูปมานาน ขอเป็นกำลังใจอีกแรงนะครับ ...นพดล จำรัส คศร.เมืองพะเยา 2
ถึง คุณนพดล ศศร.พะเยา 2ก
ฝากบอกให้ อ.เสรี แล้วครับ ....ยินดีที่ยังร่วมอุดมการณ์ทางการศึกษา เตรียมความพรัอมหานักศึกษาได้แล้วครับ คาดว่า เดือนมิ.ย. ปีหน้า จะเปิดการศึกษานอกวิทยาเขตได้แล้วครับ
นับถือ
สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล