"ขอมือป้าหน่อย" ยังดังก้องอยู่ในหูเสมอ ความทรงจำนี้ทำให้ฉันตระหนักถึงการทำงานด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุขเสมอ ถึงแม้จะเป็นความภาคภูมิใจในเสี้ยวน้อยๆของชีวิต ฉันสัญญากับตัวเองไว้ว่า จะไม่มองข้ามสิ่งเล็กน้อยสำหรับเราแต่มันมีคุณค่ามหาศาลสำหรับผู้อื่น ความเป็นมนุษย์ของทุกคนย่อมมีคุณค่าแตกต่างกัน

เรื่องเล่าต่อไปนี้เมื่อได้ยิน ได้บันทึก และได้นำมาอ่านซ้ำๆๆหลายๆรอบ รู้สึกดีกับมัน และอยากให้ผู้คนได้รับรู้ถึงใจชาวเรา อันได้แก่บรรดาหมอทั้งหลายที่ชาวบ้านเขามีความรู้สึกดีด้วยเสมอ ความหมายคำว่า "หมอ" ของชาวบ้านเขาล้วนถือว่าไม่ว่าแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ใดก็คือ "หมอ" ของเขาเสมอมา

ณ วันหนึ่งของช่วงที่เหตุการณ์สึนามิผ่านไปแล้วไม่นานนัก ระหว่างที่ฉันเดินขึ้นไปทำงานตามปกติ จมูกก็ได้กลิ่นฉุนกึกเข้าจมูก ประสาทสัมผัสบอกกับตัวเองว่า กลิ่นนี่มันคุ้นๆอยู่นา คิดไปคิดมา เออนะ น่าจะเป็นกลิ่นแผลเบาหวาน

ขณะเหลียวมองหาที่มาของกลิ่น ท่ามกลางคนไข้จำนวนมากที่มาโอพีดีก็เหมือนจะเห็นเงาไหวๆที่ปลายหางตา เงามือของใครคนหนึ่งกำลังกวักมือเรียก

เสียงเรียกเข้าหูมาว่า "หมอ...หมอ...หมอ...."


เมื่อหันไปมองเต็มตา ฉันถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ  ป้าหุ้ยนะเองที่เรียกฉันอยู่ สภาพของป้าที่ได้เห็นมีมืออยู่ข้างเดียว สองเท้าอยู่ในถุง อ้อ แผลที่เท้านี่เองที่เป็นที่มาของกลิ่นฉุนกึกนั่น  เมื่อฉันเดินเข้าไปใกล้ ป้าหุ้ยโอบเอวฉันไว้พร้อมก้มหน้าซบอยู่กับมือข้้างที่เหลือ

ป้าพูดกับฉันว่า "หมอ....ขอมือป้าหน่อยนะ.....ช่วยป้าด้วย.....เผื่อมือไว้ให้ได้ใช้จับช้อน......" 

สายตาที่ป้ามองมาดูเหมือนว่าฉันเป็นที่พึ่งเดียวที่ป้ามีอยู่สำหรับโอกาสข้างหน้าที่เหลืออยู่ มือข้างเดียวนี้เป็นความหวังของป้า

ใจฉันในขณะนั้นร้องว่า "โอ้ นี่พวกเราดูแลป้ายังไงกัน ป้าจึงมีสภาพขนาดนี้"

ฉันก้มลงจับมือป้าไว้ แล้วถามขึ้นว่า "ป้าเป็นเบาหวานใช่มั๊ย" 

ป้าตอบอ่อยๆพร้อมน้ำตาซึมคลอเบ้า "ใช่จ๊ะ"  


ขณะที่พูดคุยกันนั้น ใจฉันมันตัดสินใจไปแล้วว่า แม้ป้าจะไม่ขอร้องอะไร ฉันพร้อมจะช่วยป้าเต็มร้อย  ฉันวางงานในมือลงชั่วคราว แล้วช่วยเปิดทางสะดวกให้ป้าได้เข้้าพบหมออย่างเร็วที่สุดที่ฉันพอมีกำลังช่วยได้  ช่วยด้วยความหวังว่ากำลังใจของป้าจะเข้มแข็งขึ้น

จากแววตาป้าที่เปลี่ยนไป จากเศร้าเป็นดูมีความหวัง ยอมทำตามที่แนะนำทุกอย่าง ฉันว่าฉันทำได้สำเร็จระดับหนึ่งแล้วนะ

เมื่อป้าหุ้ยได้พบหมอแล้ว หมอลงความเห็นว่ารักษาเบื้องต้นให้กันแล้ว ควรส่งป้าหุ้ยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลใหญ่กว่าโรงพยาบาลของเรา


แม้ว่าขณะนั้นฉันยังมีภาระกับเวลาที่ต้องแบ่งให้กับการเรียนพยาบาลเวชปฏิบัติ  เรื่องของป้าหุ้ยยังติดอยู่ในใจฉัน........เย็นวันนั้น.....ฉันเดินทางไปที่บ้านป้าหุ้ยเพื่อเยี่ยมเยียนและถามข่าวต่อ ได้คุยกับลูกสาวป้าด้วย

ไปบ้านแล้วก็ได้รับรู้ปัญหามากมายของป้า ป้าหุ้ยอยู่กับลูกสาวซึ่งมีอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวแถมมีลูกพิการอีกคนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงดู ภาพในบ้านป้าหุ้ยที่เห็นกับตาทำให้ฉันเข้าใจทันทีว่า เหตุใดบางครั้งลูกสาวป้าหุ้ยจึงมีอารมณ์หงุดหงิดและเครียด 

ไปแล้วก็ได้คำตอบว่าที่หมอจะส่งป้าหุ้ยไปรักษาโรงพยาบาลใหญ่กว่านะ  เหตุใดพวกเขาไม่ไปตามที่หมอบอก

ไปแล้วก็ได้รู้ว่าป้าหุ้ยชอบแอบกินขนมเวลาหิว เคยมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับป้า คือ ป้าหิวจัดแล้วรู้สึกเหมือนคนใกล้จะตาย แล้วตอนนั้นไม่มีใครอยู่ใกล้ตัวให้อุ่นใจเลย ป้ากินขนมแห้งๆใกล้มือเข้าไป  ป้าจึงรู้ว่าอาหารหรือน้ำหวานนะสามารถช่วยชีวิตป้าได้ ตั้งแต่นั้นป้าจึงแอบซ่อนขนมเอาไว้กิน ขนมพวกนี้มีถั่วทุบบ้าง น้ำตาล(ตังเม)บ้าง ป้ามีมันได้เพราะว่าลูกสาวขายของชำที่บ้านด้วย


ฉันได้พูดคุยเพื่อโน้มน้าวให้ลูกสาวเข้าใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับป้าหุ้ย ป้าหุ้ยเองก็นั่งฟังอยู่ด้วย ไปให้กำลังใจ และเทียวไปดูแลตามที่ฉันจะทำให้ป้าได้ในวันหยุดเรียน 

แล้วในวันหนึ่งเมื่อฉันไปเยี่ยมป้าอีกครั้ง สิ่งที่ฉันหวังจะช่วยป้าหุ้ยให้มีชีิวิตต่อไปอย่างดีที่สุดให้ผลแล้ว ทั้งครอบครัวเห็นความตั้งใจของฉัน เปิดทางแห่งความหวังของป้าหุ้ย ให้กำลังใจ ให้โอกาสป้าหุ้ยด้วยการพาป้าหุ้ยไปรักษาโรงพยาบาลใหญ่อย่างที่หมอโรงพยาบาลฉันเคยปรารถนา

แม้ว่าป้าหุ้ย ณ วันที่ฉันเห็นนี้มีแขนเหลืออยู่เพียงข้างเดียวแล้ว แต่ฉันว่าป้ามีความสุขนะ

ฉันบอกป้าหุ้ยว่า "เรามาทำสัญญาใจกันนะ" 

คนรอบข้างทั้งคนในครอบครัวและชุมชนใส่ใจให้การดูแลป้าหุ้ยมากขึ้น ช่วยจัดเตรียมอาหาร เตรียมยา จัดการที่อยู่อาศัยให้ป้าหุ้ยอยู่สบายๆ มีญาติห่างๆตามมาดูแล ผู้นำชุมชนช่วยเหลือจัดหาขาเทียม เปลเข็น และมาเยี่ยมเยียนป้าหุ้ยบ่อยกว่าแต่ก่อน

สีหน้าของป้าหุ้ยที่ได้เห็นเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่แจ่มใส บอกถึงความมีอารมณ์ดี รับได้กับความพิการที่เกิดขึ้นกับตน


หลังจากเรียนจบพยาบาลเวชปฏิบัติแล้ว นานถึง 5 เดือนเชียวแหละที่ฉันไม่ได้พบกับป้าหุ้ย  เราได้พบกันอีกครั้งในวันหนึ่ง

แวบแรกที่เจอหน้ากัน ป้าหุ้ยร้องไห้และเล่าเรื่องราวชีวิตให้ฉันฟังพร้อมทั้งร้องว่า "ขอมือฉันอีกข้้างเหลือไว้หน่อยนะหมอ" ป้าหุ้ยในวันนั้นนั่งเต็มรถเข็นเชียวนะ ผลเลือดที่ตรวจเบาหวานขึ้นไป 300 กว่าๆ มือข้างเดียวที่เหลือเริ่มมีร่องรอยของผิวหนังสีดำๆให้เห็นบริเวณปลายๆนิ้ว 

ร.พ.ของฉันมีระบบดูแลคนไข้เบาหวานโดยช่วยกันดูแล หมอช่วยกำหนดให้ได้รู้ว่าเมื่อระดับน้ำตาลน้อยกว่า 70 แล้วถือว่าเป็นเรื่องฉุกเฉินของคนไข้เบาหวานแล้วนะ  เภสัชกรจะช่วยต่อเรื่องการแนะนำให้ความรู้เรื่องยา ในเรื่องอาหารโภชนากรก็เข้ามาช่วยในเรื่องการให้ความรู้ เจ้าหน้าที่พีซียูก็เข้ามา่ช่วยดูแลป้าหุ้ยด้วย พีซียูของร.พ.ไม่ได้แยกออกไปอยู่นอกร.พ.อยู่ภายในร.พ.นี่แหละเรามะรุมมะตุ้มช่วยดูแลป้าหุ้ยร่วมกัน


ป้าหุ้ยวนเวียนเข้าออกร.พ.ทั้งในและนอกเวลาราชการอยู่เรื่อยๆ ป้าหุ้ยจึงเป็นผู้ที่ทุกคนรู้จักดี มือของป้าหุ้ยที่ขอเอาไว้ได้ีัรับการดูแลทุกวันจนแผลหายดี ในที่สุดป้าหุ้ยก็เก็บรักษามือของตนไว้ได้ 

แต่ค่าน้ำตาลเบาหวานของป้าหุ้ยยังสูงที่ 280 กว่าอยู่เลย ทำให้ป้าต้องไปเจอและคุยกับโภชนากรอยู่เรื่อยๆ ฉันตามไปดูก็พบว่าเวลาที่โภชนากรทำงานให้ความรู้นะ เขาละเอียดเชียวแหละ แถมยังให้เวลากับคนไข้เต็มที่ แต่ละคนเขาให้เวลาไม่ต่ำกว่า 40 นาที

มิน่าเล่าเวลาไปคุยกับโภชนากรแล้วลูกสาวมักจะบอกฉันว่า "หนูเบื่อไม่อยากมาหาหมอแล้วละ มาแต่ละทีหนูต้องเหมารถหรือนั่งมอร์เตอร์ไซด์พ่วงมา มาไม่สะดวกหรอกหมอ หนูไมู่่ฟังแล้ว กลับไปขายของดีกว่า รอนานจัง"

เดี๋ยวนี้ป้าหุ้ยเป็นผู้พิการที่เข้มแข็งเชียว ระดับน้ำตาลคุมได้ มาเป็นแขกประจำของคลินิกเบาหวานของร.พ.ฉันตามนัดไม่เคยพลาด มาแล้วยังช่วยให้กำลังใจ ให้คำแนะนำคนอื่นๆให้ด้วย อุทิศตนเป็นแบบอย่างให้คนอื่นเรียนรู้

"ขอมือป้าหน่อย" เสียงนี้ยังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของฉัน ความทรงจำนี้ทำให้ฉันตระหนักใจว่าการทำงานด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุขนั้นเป็นเยี่ยงไร เป็นความภาคภูมิใจเล็กๆเชียวนะ ฉันสัญญากับตัวเองว่าจะไม่มองข้ามสิ่งเล็กน้อยในสายตาเราแต่มีคุณค่ามหาศาลกับผู้อื่น


คุณค่าความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนแตกต่าง ในยามที่คนท้อแท้ สูญเสียกำลังใจ ความหวังซึ่งเป็นความหมายของชีวิตจะดูเลือนรางไปด้วย ดูอย่างป้าหุ้ยเป็นไร โลกทั้งโลกของเธอโดดเดี่ยวยิ่งนัก การถูกทอดทิ้งจากผู้คนรอบข้างที่เคยหลงว่ารู้จักและรักใคร่ มีใครบ้างไหมที่พอจะหยิบยื่นกำลังใจให้ในยามวิกฤตของชีวิต ทำให้ป้าเกือบแย่ไปแล้ว

นับแต่ทำงานประจำมากว่า 20 ปีแล้ว ได้พบเรื่องราวของชีวิตมากมายนัก สิ่งที่ฉันทำตลอดมาก็คือ ทำงานประจำแบบไม่รู้สึกว่าคืองาน ไม่ได้คิดว่าคืองานนั้นเป็นตัวกำหนดเวลาเพื่อรับค่าตอบแทนหรือเพื่อการดำรงชีวิตอย่างเดียว แต่ทุกวันทุกนาทีทำงานอย่างสุขใจที่จะนำพาผู้อื่นได้พบกับความสุข พ้นทุกข์จากความเจ็บปวดทรมาน นำพาผู้ที่ท้อแท้ในชีวิตได้มีกำลังใจต่อสู้กับชีวิตต่อไป  และเรื่องราวของป้าหุ้ยยังอยู่ในความทรงจำเสมอมา

เรื่องเล่าโดย

ศุภนิจ วรกิจ

พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลท้ายเหมืือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา