"ความต้องการและความสุขของคนในองค์กรมีพื้นฐานจากสภาพการทำงานขององค์กรเอง รวมทั้ง การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน โดยสมาชิกกลุ่มมองความสุขในองค์กรว่าเกิดจากการได้รับสวัสดิการที่เพียงพอและเหมาะสม ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องบรรยากาศของการทำงานว่ามีส่วนสำคัญที่ทำงานให้องค์กรเกิดสุขขึ้นได้"

 

กลุ่มการดำเนินงานในอดีต

วิทยากรกระบวนการ :  อ.ขวัญเมือง แก้วดำเกิง

ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มนี้ สรุปสาระสำคัญเป็นแผนภาพการเรียนรู้ ดังนี้

ู้นำเสนอผลงาน: คุณวิไลพร  ศักดิ์รักษ์

 

 “เราได้แนวคิดจากหลายคน ได้ภาพ ๆ หนึ่ง มีภาพพนักงานและบันไดหลายอัน ซึ่งสื่อว่ามีความคิดที่แตกต่างกัน และจะทำสะพานไปสู่เป้าหมาย เราได้เรียนรู้ในทีมว่า ถ้าองค์กรเรามี vision ที่ clear เช่นมี vision ว่าจะเป็นบริษัทที่น่าทำงานที่สุด ทุกคนก็มีความคิดต่างกันที่จะไปสู่ vision .. เราต้องหาสะพานเชื่อมระหว่างคนกับ vision ให้ไปในทิศทางเดียวกันไปสู่เป้าหมาย องค์กรแห่งความสุขจะเกิดขึ้นได้ ผู้บริหารต้องมีส่วนร่วม และจำเป็นต้องมีแนวทาง มีเรื่องของ involvement เข้ามาเกี่ยวข้องกับพนักงาน ..นำไปสู่ทิศทางที่องค์กรจะบรรลุเป็นองค์กรแห่งความสุขร่วมกัน” 

 

นอกจากนี้ สมาชิกกลุ่มยอมรับว่าผู้บริหารมีส่วนสำคัญในการสร้างสุขในองค์กรและผู้นำองค์กรต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีและสอดคล้องกับแนวทางที่กำหนดร่วมกัน ลักษณะของผู้บริหารที่จะทำให้เกิดองค์กรแห่งความสุขได้น่าจะมีคุณสมบัติดังนี้คือ มีความเสียสละและมีความกล้า เชื่อใจได้ และเปิดใจ

 

กิจกรรมในองค์กรที่ประทับใจ

สมาชิกกลุ่มมองว่า happy workplace จะเกิดขึ้นได้ ต้องทำให้ “องค์กรมีชีวิต” เพราะองค์กรมีอารมณ์ของตัวเอง โดยสมาชิกกลุ่มได้แลกเปลี่ยนประเด็นความสำคัญของการศึกษาทำความเข้าใจเรื่อง “คนในองค์กร” และต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ว่า “คนแบบไหนที่เหมาะสมกับองค์กร” และจะต้อง “พัฒนาคนในองค์กรของตนเองอย่างไร” จึงจะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยสมาชิกกลุ่มมีความคิดเห็นดังนี้

“ในฐานะที่เราเป็นคนดูองค์กรเราต้องประเมินองค์กรว่าวัยไหน หรือให้องค์กรเราต่อให้วัยแค่ไหนก็ต้องมีบุคลิกแบบนี้ จะทำยังไงให้วัยของคนที่เปลี่ยนไปอยู่ที่นี่ให้ได้  มันยังมีอารมณ์เหมือนเดิม องค์กรอนาคตต้องดึงอารมณ์คนทำงาน อารมณ์อยากทำ อยากอยู่  ทำให้ชีวิตกับงานไปด้วยกันได้”

 “คนที่อายุห่างกัน 5 ปีชีวิตไม่เหมือนกันเลย คนแต่งงานกับไม่แต่งงานก็ต่างกัน..มนุษย์ทุกคนมีทุนแต่ไม่เท่ากัน บางคน value มหาศาลแต่องค์กรไม่เห็น”

“สิ่งที่พนักงานอยากพูดถึงที่เขาขาดคือ โอกาสในการเจริญเติบโตว่าเขาน่าจะเจริญเติบโตได้เร็วกว่านี้ เป็น pressure พอเขาเข้ามา เขาก็มีความคาดหวังสูง การเจริญเติบโตเป็นสิ่งที่เขาอยากได้”

 

            นอกจากนี้ สมาชิกกลุ่มได้แลกเปลี่ยนความประทับใจที่พบเห็น ซึ่งมีกิจกรรมความประทับใจที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้

 “มีบริษัทหนึ่ง หาแรงงานสัมพันธ์จากพนักงานธรรมดา เป็นคนมองโลกบวก ถ้ามีการทะเลาะกันขึ้นมาเขาลงโทษให้ไปเป็นลูกศิษย์พระ  เอาคนที่คนรังเกียจเปลี่ยนไปเป็นรับใช้สังคมแทน คนคิดวิธีนี้ไม่ได้ผ่านการอบรมอะไรมาทั้งนั้น เขาใช้ความรู้สึกกับทัศนคติบวกในการดูแลคน” 

            “ที่ SCG เรารับคนปีละ 800 คน เด็กที่รับมาก็เก่งๆ ทั้งนั้น ขณะที่เด็กรุ่นใหม่เข้ามาเยอะๆ ใช้เวลาในการถ่ายทอดวัฒนธรรมหรือ socialize ไม่ทัน เด็กคิดว่าไม่ได้อยู่ในที่ดี เขาก็ออกหมดจึงมีโปรแกรมที่เรียกว่า ready together 1 เดือนให้มาอยู่ด้วยกันมีเรื่องการเรียนรู้เรื่องธุรกิจสลับกันไป  ปรากฏว่าโปรแกรมนี้มี impact มากคือเรื่องธุรกิจเองแต่ละ business ก็ต้องเตรียมเล่าเรื่องของเขาให้น้อง ๆ ฟังให้สั้นที่สุดภายในระยะเวลาที่มีอยู่  ความสนิทสนมระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องก็มีมากขึ้น  อันที่สองคือวิธีการถ่ายทอดต้องพูดซึ่งทั้งพี่และน้องต้องได้รับการรับทราบในเรื่องของ Gen Y ขณะเดียวกันก็มีการ communicate ให้เด็กรู้ว่าแม้ว่าจะต่างกัน ทุกคนมี value ต่างกันแต่ก็จะนำของดีมาใช้ก็โอเค”

            “วิธีการเป็นการถ่ายทอดแบบสนุกสนาน  เรียนรู้จากประสบการณ์ทุกเรื่องรวมทั้งเรื่องเสียสละด้วย  แรก ๆ ที่เรามาทำเป็น innovation organization เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความคิดจิตอาสาเพื่อสังคมทำยังไง จึงสร้างกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้นมากลุ่มหนึ่งเป็น training facilitator จะทำหน้าที่เป็นเทรนเนอร์ไปสอน  เราพบว่าวิธีการที่จะไปได้ไม่ใช่แค่ training หรือเป็นเทรนเนอร์  แต่ต้องเป็น Facilitator คือไป facilitate ให้คนอื่นเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วยวิธีการต่าง ๆ พวก soft skill จึงได้เอาออกมาใช้  ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเป็น FA ต่าง ๆ น้อง ๆ กลุ่มนี้ก็พัฒนาทักษะเรื่องของ soft skill มากขึ้น.. เราจึงเอามา design หลังจากเรามีประสบการณ์ในการสร้างคนให้มีจิตอาสา  น้องที่เข้าโปรแกรมวันสุดท้ายเขาต้องทำเรื่อง organize yourself organize your life จะได้รู้ว่าชีวิตเขาจะต้องมี interact กับคนแบบไหนบ้างเพราะคนไม่เหมือนกัน  ให้เข้าใจเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เพราะฉะนั้นเขาจะฟังมากขึ้น เข้าใจธรรมชาติของคนที่แตกต่างกันมากขึ้น เขาจะวาดฝันชีวิตของเขาเองที่ไปในทิศทางที่เขาอยากจะให้เป็น  แต่ก็พยายามคัดมาแล้วระหว่างทางก็ปลูกฝังเรื่องวัฒนธรรม ความรู้ ไม่ว่าจะเรื่องอุดมการณ์ การทำงานจริง แต่ทั้งหมดต้องเป็นลักษณะการถ่ายทอดแบบของจริง คือเล่าให้เห็น ทำให้ดู น้อง ๆ ก็ซึมซับวัฒนธรรมองค์กร  เขาสามารถ organize their life ได้ในระดับหนึ่ง”

 

สุดท้ายสมาชิกในกลุ่มได้ช่วยกันบรรจงวาดภาพที่สะท้อนแนวคิดนี้เป็นภาพที่งดงาม 

เวทีแลกเปลี่ยนงานสร้างเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงานในองค์กรครั้งที่ 4 ครั้งนี้ผู้แทนหน่วยงานจากบริษัทขนาดค่อนข้างใหญ่ ประเด็นที่พูดคุยมีประเด็นเรื่องการนิยามความสุขในองค์กร นโยบายการสร้างสุขในองค์กร ซึ่งเน้นเรื่องการสื่อสารภายในองค์กรที่จะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจระหว่างพนักงาน และพนักงานกับผู้บริหารองค์กร สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

 

 

การให้คำนิยามเกี่ยวกับความสุขในองค์กร

            ความต้องการและความสุขของคนในองค์กรมีพื้นฐานจากสภาพการทำงานขององค์กรเอง รวมทั้ง การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน โดยสมาชิกกลุ่มมองความสุขในองค์กรว่าเกิดจากการได้รับสวัสดิการที่เพียงพอและเหมาะสม ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องบรรยากาศของการทำงานว่ามีส่วนสำคัญที่ทำงานให้องค์กรเกิดสุขขึ้นได้

 

“การทำงานร่วมกันฉันท์พี่น้อง ทำงานเอื้ออาทรกัน  ช่วยกันร่วมมือกัน” (องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล)

“เน้นเรื่องให้พนักงานมีความสุขทั้งด้านกายและด้านใจ” (บริษัท AEROTHAI RADIO)

“ความสุขจริง ๆ สุขกาย สุขใจ ก็ดูสนุกสนาน กิจกรรมเยอะมากและเรื่อยๆ มีสวัสดิการทั้งสุขภาพกาย ใจ เรามีสวัสดิการรักษาพยาบาลค่อนข้างดี พนักงานรู้สึกมั่นคง เราจะเน้นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ เข้ากับ trend คนยุคใหม่” (บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย)

“การทำงานแล้วได้ผลตอบแทนและสวัสดิการที่คุ้มค่า สบายไม่ลำบาก” (บริษัท ยูเนียนเทคโนโลยี)

 

นโยบายการสร้างสุขในองค์กร

            สิ่งที่สมาชิกกลุ่มพูดคุยค่อนข้างมากคือเรื่อง การกำหนดวิสัยทัศน์การสร้างสุขในองค์กรที่ชัดเจน และมีความเข้าใจร่วมกัน โดยสิ่งที่ทำให้การทำงานเกิดความแตกต่างอย่างชัดเจนคือเรื่อง  ”สื่อสารภายในองค์กร” สมาชิกกลุ่มให้ความสำคัญในประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น คือ

ประเด็นที่หนึ่ง องค์กรต้องมีวิสัยทัศน์ที่เขียนแล้วทำให้คนในองค์กรมองเห็นกระบวนการที่จะทำ และมองเห็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น  

ประเด็นที่สอจะทำอย่างไรจะทำให้คนในองค์กรเข้าใจวิสัยทัศน์นั้นตรงกัน และร่วมมือกันเดินไปสู่วิสัยทัศน์นั้น

ซึ่งประเด็นนี้ สมาชิกกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างวิสัยทัศน์ที่กำหนดจากผู้นำองค์กร กับวิสัยทัศน์ที่กำหนดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของพนักงานหรือคนในองค์กร สมาชิกกลุ่มมองว่าการบริหารแบบมีส่วนร่วมจะดีในแง่ที่การดำเนินงานจะเกิดประสิทธิภาพเพราะทุกคนเข้าใจเป้าหมายชัดเจนเนื่องจากมีการสื่อสารระหว่างกันค่อนข้างมากทำให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน ในขณะที่การสั่งการหรือการมอบนโยบายจากผู้บริหารอาจต้องใช้เวลาในการสื่อสารค่อนข้างมากกว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจให้ตรงกัน โดยมีความคิดเห็นของสมาชิกดังนี้

“วิสัยทัศน์ที่ดีต้องเขียน process รวมทั้ง result ด้วย ..คือกระบวนการมีแนวชัดเจนกระบวนการต้องไปถึง และมีผลลัพธ์

“สื่อสารให้ชัดสำคัญที่สุด ภาพที่ผู้บริหารกับคนทั้งองค์กรเห็นต้องเป็นภาพเดียวกัน” 

“สื่อสารภายในทำให้คนเห็นภาพ ความชัดเจนอยู่ที่ว่าเราจะสร้างภาพร่วมกันได้ยังไง
ทุกคนกล้าคิดหมด แต่พอลงมือทำเรายังไม่รู้เลยว่าทำอะไรบ้าง ภาพที่จะทำเป็นยังไง”

          “ถ้าจากบนลงล่าง จะเสียเวลามาก แต่ถ้าล่างขึ้นบนมันสื่อสารหมดแล้ว เวลาทำเท่าเดิมแต่ผลคนละเรื่องเลย การสื่อสารทำให้องค์กรเสียอะไรไปเยอะจนมีการวิเคราะห์ว่าการสื่อสารอาจจะมาช่วยลด Cost ในการผลิต เพราะถ้าสื่อสารชัด ทำอะไรได้หมดเลย”

            “ลักษณะของผู้บริหาร ถ้าจะให้เกิด Impact เขาต้อง set ให้ชัด แล้วเวลาทำจะทำจากล่างขึ้นบน และต้องไปในทิศทางเดียว”

“ผมสังเกตว่า ถ้ามาจากนโยบายจากบนลงล่างความร่วมมือจะได้ไม่เต็มที่ แต่ถ้ามีการสื่อจากพนักงานขึ้นไปเวลาจับอะไรขึ้นมามันได้เต็มที่ พนักงานทำด้วยใจ”

“การพัฒนาองค์กรต้องใช้ตรงนี้แต่อย่าเปิดกว้างมาก เพราะต้องเสียเวลามาเรียบเรียงใหม่  กระบวนการปฏิบัติต้องการผลลัพธ์อะไร (vision) ต้องการทิศทางไหนแล้วค่อยเริ่มคิด ถ้าผลลัพธ์ของโจทย์ไม่ชัดก็สร้างสะพานไม่ได้” 

ประเด็นที่น่าสนใจมากสำหรับเวทีนี้ คือ เกิดความคิดขึ้นในกลุ่มเรื่องของการมี“สะพาน” ซึ่งทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างพนักงานด้วยกันเอง และระหว่างพนักงานกับผู้บริหารองค์กร สะพานทุกสะพานแทนแต่ละความคิดเห็นของบุคลากรของแต่ละหน่วยงาน แต่ละกอง สุดท้ายคือมุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน คือเป็นวิสัยทัศน์ขององค์กรเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ 

“คำว่าสร้างสะพานมันต้องชัด ถ้าคิดร้อยอย่างเหลือสองอย่างเองเพราะตัดไปโดยธรรมชาติ มันจะเกิดสะพานโดยธรรมชาติและสะพานนี้จะมั่นคง ก่อนจะทำอะไรในองค์กรต้องชัดทำเพื่ออะไร ถ้าทุกคนชัดอย่างนี้กระบวนการคิดก็จะคล้าย ๆ กันเพราะเป้าสุดท้ายเหมือนกัน”

“ทุกคนต้องสร้างสะพานในส่วนงานของตัวเอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงไปสู่วิสัยทัศน์..

กระบวนการสร้างสะพานยาก และต้อง design ดี ๆ เพราะบางทีเราก็รู้ว่าอยากจะทำแต่ how to ที่จะทำให้มันเกิดขึ้น?”