หมอบ้านนอกไปนอก(97): รอบบ้านผ่านเมือง


การดูแลคนไข้ ต้องเห็นคนก่อนไข้ มองเห็นทั้งตัวทั้งใจเขาแบบองค์รวม ซึ่งการแพทย์แผนปัจจุบันเน้นแบบแยกส่วนเป็นชีวการแพทย์ ในขณะที่แพทย์แผนไทยเดิมเป็นแบบชีววัฒนธรรม หากรื้อฟื้นเอามาประยุกต์ใช้ได้จะสอดคล้องกับแนวคิดการดูแลแบบองค์รวมและการดูแลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์อย่างมาก

ผมคิดว่าผมเที่ยวเหมือนชูชก ผ่านเมืองนั้นเข้าเมืองนี้ไปเมืองนั้น หลายเมืองจึงไปแบบฉายฉวยดุจว่าสักแต่ได้เห็น กระหายอยากดูไปเสียทุกที่ เพราะไม่ค่อยได้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองนอก บวกกับอาการใคร่รู้ อยากรู้ว่าบ้านเมืองนั้นเมืองนี้เขาเป็นอย่างไร แต่มาคิดอีกทีถ้าอยู่นานเกินไปผมอาจจะเบื่อก็ได้ จากเยอรมันเข้าสู่ออสเตรียแล้วมาตอนเหนืออิตาลีไปที่แคว้นเวเนตโต้ ที่มีเวนิส นครกลางน้ำเป็นเมืองหลวง

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2551 รีบตื่นตีห้ากว่าๆ ออกจากโรงแรม 6 โมงเช้า แบกเป้ลากกระเป๋ามาที่ท่าเรือ นั่งเรือกลับสถานีรถไฟเวนิสซานตาลูเซีย ตรวจสอบตารางเวลารถ สำรองที่นั่งรถไฟความเร็วของอิตาลี (15ยูโรต่อคน) สังเกตว่ารถไฟอิตาลีต้องเสียค่าสำรองที่นั่งเพิ่มเกือบทุกสาย รถไฟES9467 ปลายทางโรม แต่เราลงที่สถานีฟลอเรนซ์ รถไฟออกเดินทางเวลา 7.43 น. ถึงเวลา 9.22 น. รถไฟสภาพดี รถไฟแล่นผ่านแคว้นเอมิเลีย-โรมาญ่า ที่มีโบโลญ่าเป็นเมืองหลวง ไม่ได้แวะชิมขาหมูรมควันพาร์มาแฮมกับเนยแข็งพาเมซานอันเลื่องชื่อ เข้าสู่แคว้นทัสโคนี ที่ถือว่าเป็นแคว้นที่มีเสน่ห์ที่สุดในอิตาลี ชมทิวทัศน์ไร่องุ่นอันงดงาม สบายตา น่ารื่นรมย์

ถึงสถานีซานตามาเรียโนเวลลา เมืองฟลอเรนซ์ (จังหวัดฟิเรนเซ่) ที่เคยเป็นเมืองหลวงอิตาลีช่วงค.ศ. 1865-1870 ตั้งอยู่บนฝั่งน้ำอาร์โน มีประชากรราว 400,000 คน ในยุคกลางเคยเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงิน เป้นที่เกิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา เป็นศูนย์กลางทางศิลปะและสถาปัตยกรรมในชื่อของเมืองเอเธนส์ ผู้ที่มีอำนาจปกครองยาวนานคือตระกูลเมดิซี่ ใจกลางเมืองเก่าได้รับขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก

ลงจากรถไฟ ฝากกระเป๋าที่สถานี 3.8 ยูโรต่อใบ แบบพนักงานรับฝากจ่ายเงินตอนมารับคืน เดินลอดอุโมงค์ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามไปที่ไอ ขอแผนที่เมืองฟลอเรนซ์ เดินเที่ยวไปตามถนนที่โอบล้อมด้วยอาคารเก่าแก่จนถึงดูโอโม เดินต่อไปผ่านจัตุรัสเดลลาซิลญอเรีย มีน้ำพุรูปเทพเจ้าเนปจูนแห่งท้องทะเลอยู่กลางลาน ถัดไปด้านข้างมีรูปปั้นแกะสลักจำลองของเดวิดอยู่ ชมปาลาซโซ่ เว็คคิโอวังเก่าของตระกูลเมดิซี่สมัยดยุคสิโม่ที่ 1 เป็นตึกอิฐสูงใหญ่มีหอนาฬิกาสูงเด่นอยู่หลังน้ำพุ ผ่านพิพิธภัณฑ์อูฟิซี่ ผ่านสะพานเก่าข้ามแม่น้ำที่สองข้างเต็มไปด้วยร้านทองสามารถชมทัศนียภาพของแม่น้ำอาร์โน่ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ปาลาติน่าในวังเก่า (เคยเขียนเล่าไว้ในบันทึก http://gotoknow.org/blog/practicallykm/162929 )

เดินกลับไปอีกทางผ่านซุ้มหลังคาคล้ายศาลาที่จัตุรัสรีพุบบลิก้ามีหมูป่าทองสัมฤทธิ์ ที่ถูกคนถูจมูกจนเป็นมันวับ เดินกลับมาโผล่ข้างดูโอโม่ เข้าไปชมอาคารแบ็ททิสแตโร่ ดิซาน โจวานนี่ รูปทรงแปดเหลี่ยมตั้งอยู่ทางด้านข้างวิหาร มีประตูแห่งสวรรค์ ประตูสีทองด้านทิศตะวันออกตรงข้ามกับดูโอโม่ ทำด้วยสัมฤทธิ์ ขณะกำลังชมอยู่นั้น ฝนเกิดตกมาอย่างหนัก นักท่องเที่ยววิ่งหนีฝนกันวุ่น โชคดีที่เราติดร่มไปด้วย ถือร่มหลบฝนที่ด้านหน้าดูโอโม ตกได้สักพักฝนก็หยุด รีบเดินกลับมาที่สถานีรถไฟ

ขึ้นรถไฟเวลา11.26 น. กินอาหารกลางวันบนรถไฟ ไปถึงสถานีปิซ่าเซ็นทรัล เมืองปิซ่า เช็คตารางเวลารถเที่ยวต่อไป เดินไปทางหน้าสถานีรถไฟผ่านจตุรัสเปียซซ่า เดลลา สเตชันเน่ ไปตามถนนวิเอเล่ แกรมสกี้ ไปจนถึงจตุรัสเปียซซ่า วิตโตริโอ เอ็มมานูเอล 2 เจอศูนย์ข้อมูล (i) เข้าไปขอแผนที่จากพนักงานสาวสวยไม่ค่อยพูดไม่ค่อยยิ้ม เดินไปตามแผนที่ลัดเลาะไปตามถนนเก่าๆท่ามกลางตึกที่อายุอานามมากโขไปตามถนนคอร์โซ อิตาเลีย ข้ามแม่น้ำอาร์โนที่สะพานปงเต้ ดิ เมซโซ่ เข้าสู่ย่านเมืองเก่าBorgo Stretto ผ่านเปี๊ยซซ่า เดอ คาวาลเรียลี่ จตุรัสอัศวินที่มีอาคารสี่ชั้นหลังเก่างาม ด้านข้างเป็นโบสถ์เซนต์สเตฟาโน ผ่านกำแพงเมืองเก่าMura urbaneที่มีหญ้าเขียวเลื้อยปกคลุมแทบไม่เห็นแผ่นหิน เข้าสู่จตุรัสเปียซซ่า เดล ดูโอโม มองเห็นหอเอนเมืองปิซ่า ที่กาลิเลโอเคยทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก เด่นเป็นสง่าอยู่ เด็กๆตื่นเต้นกันใหญ่เพราะเคยเห็นในหนังสือสารานุกรมที่แม่เอ้ซื้อมาให้ รีบวิ่งเข้าไปดูใกล้ๆ

หอเอนปิซ่าเป็นหอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร เริ่มสร้าง ค.ศ. 1173 สร้างได้สามชั้นก็หยุดเพราะดินยุบตัว อีก 99 ปีสร้างให้เอนไปอีกด้านแล้วก็หยุดเพราะเกิดสงครามและสร้างต่อจนครบ 7 ชั้นในปี ค.ศ. 1372 รวมเวลาสร้าง 177 ปี ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในชื่อกัมโป เดย์ มีราโกลี (จตุรัสมหรรศจรรย์) หรือจตุรัสดูโอโมแห่งปิซ่ (Square of Miracle) ประกอบด้วยมหาวิหารปิซ่าหรือดูโอโม หอเอน (Torre) หอศีลจุ่ม (Baptistery) และสุสาน (Camposanto)

อากาศร้อนมาก แดดจ้า ถ่ายรูปออกมาสวย ท้องฟ้าใส ปุยเมฆขาวสะอาดตา เป็นรูปร่างหลายๆแบบ ถ่ายรูปมุมต่างๆของหอเอน เด็กๆขอถ่ายภาพที่มือกำลังยันยอดหอเอนไว้ ชมความงามของมหาวิหารดูของที่ระลึก เด็กๆอยากขึ้นไปชมวิวหอเอนแต่รอคิวยาวมากจะได้คิวขึ้นตอน 6 โมงเย็น นานเกินไป รอไม่ได้เพราะจะตกรถไฟ แคนขิมขลุ่ยออกอาการผิดหวังเล็กน้อย แต่เข้าใจว่าเรามีเวลาไม่พอจริงๆ จะว่าไปก็น่าสงสารลูกๆเพราะไปเบลเยียมก็ไม่ได้ขึ้นอะตอเมียม ไปฝรั่งเศสก็ไม่ได้ขึ้นหอไอเฟล ไปเช็กก็ไม่ได้ขึ้นหอเก่าของเมือง แต่ก็ยินยอมเดินกลับโดยดี รีบเดินกลับสถานีรถไฟ

ปิซ่า เป็นเมืองหลวงของจังหวัดปิซ่า (คล้ายๆอำเภอเมืองของจังหวัดในเมืองไทย) แคว้นทัสคานี อิตาลีตอนกลาง ตั้งบนฝั่งขวาปากแม่น้ำอาร์โนที่ไหลลทะเลลิกูเรียน มีประชากรราว 87,500 คน เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ มีโบสถ์ พระราชวังและสะพานข้ามแม่น้ำหลายแห่ง

จากสถานีปิซ่าเซ็นทรัล ขึ้นรถไฟต่อเวลา 17.57 น. รถ RE ไปลงที่La spazia มีรถเร็วออกเวลา 19.00 น. แต่ต้องเสียค่าสำรองที่นั่งอีก นอกจากจะออกช้ากว่าแล้วยังเสียเงินเพิ่มก็เลยตัดสินใจนั่งรถธรรมดาออกเร็วกว่า ประหยัดเงินด้วย และคิดว่าน่าจะถึงก่อน รถเร็ว รถวิ่งมาเรื่อยๆจอดทุกสถานี วิวรายทางสวยดี ภูเขา ที่ราบ ทุ่งหญ้า จนถึงLa Spazia ปรากฏว่ามาถึงก็ต้องรอรถไฟต่อและก็เป็นรถเร็วขบวน 19.00 น.นั่งเอง เป็นรถEC จากปิซ่าที่จะไปลงปลายทางที่ Ventimiglia สุดท้ายก็ต้องเสียค่าสำรองที่นั่งจนได้คนละ 5 ยูโร ต้องเสียเวลายกกระเป๋าลง มานั่งคอยที่สถานี แต่ก็ดีที่ได้ซื้อไก่แม็คโดนัลด์ไว้กินเป็นอาหารเย็นบนรถไฟได้

เวลา 19.53 น. รถไฟมาถึง ขึ้นรถไฟ กินอาหารเย็น รถไฟพาผ่านชมทิวทัศน์อันสวยงามยามเย็น ภูเขาด้านขวาที่ถูกเซาะพื้นออกมาเป็นแนวทางรถไฟ ไต่ลัดเลาะไปตามความคดโค้งของภูเขา ด้านซ้ายมือเป็นทิวทัศน์งดงามของทะเลยามเย็น บางช่วงมีทิวไม้มาบดบังสายตาให้แยกห่างจากทะเล บางช่วงก็โผเข้าไปชิดใกล้ผืนน้ำ มองเห็นระลอกคลื่นดูแผ่วเบาเพราะมองอยู่ไกลๆ ฝูงนกนางนวลโผบินเตรียมกลับคืนรังนอน ผ่านเมืองหลายเมืองที่อยู่ริมทะเลตอนเหนือของอิตาลี

ผ่านGenova เมืองใหญ่ เมืองท่าริมทะเลที่สำคัญทางตอนเหนือของอิตาลี มีความสูงลดหลั่นวางบนพื้นเชิงเขาสูงต่ำต่างระดับกัน มีอาคารสูงทันสมัยสลับกับอาคารเก่า มีอ่าวที่มีเรือจอดอยู่ทั้งเรือใหญ่และเรือเล็ก เจนัวเป็นเมืองหลวงของจังหวัดเจนัวแคว้นลิกูเรีย เขตเมืองเก่าได้ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก

ไม่ได้เตรียมรายละเอียดตารางรถไฟมาก่อน ต้องคอยเพ่งดูเป็นรายสถานีไป ตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำให้วางแผนยากกะเวลาลำบาก นั่งจากแสงตะวันยังสาดส่องแล้วค่อยๆอ่อนแสงลงจนความมืดมาปกคลุม มองเห็นอาคารที่มีแสงไฟให้แสงสว่างทดแทน รถไฟผ่านไปหลายสถานี โชคดีที่มีผู้โดยสารคนหนึ่งมานั่งใกล้ๆ เลยถามเขา เขาพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปี 6 ถ้าจบแล้วเขาต้องทำงานเป็นแพทย์ทั่วไปสองปีจึงจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางได้ ผมบอกว่าผมเป็นหมอทั่วไปที่เมืองไทย มาเรียนโทที่เบลเยียม ทำงานมาแล้ว 14 ปี เขาทำท่าทางตกใจว่าไม่น่าเชื่อ ดูแล้วผมยังเด็กอยู่เลย ผมเลยบอกว่าผมนะลูกสามแล้วพร้อมแสดงหลักฐานให้ดูทั้งแคน ขิม ขลุ่ย เขาบอกผมว่าเหลืออีกสามสถานีจะถึงสถานีที่ผมจะลง ผมไม่แน่ใจว่าเขาเชื่อผมจริงหรือเปล่า เพราะขนาดคนไทยยังดูไม่ค่อยออกว่าผมเป็นหมอ หลายคนบอกดูท่าทางและการพูดจาไม่ค่อยเหมือนหมอ

แต่ผมก็คิดว่าผมมีความเป็นหมอในตัวนะ ถ้าไม่ยึดติดที่รูปร่างหน้าตาและบุคลิกลักษณะภายนอก คนที่จะเป็นหมอต้องมีลักษณะสามอย่างคือEagle eye, Lion heart, Woman hand และการเป็นแพทย์ไม่ใช่แค่การสวมเสื้อกาวน์และห้อยหูฟัง (สเต็ทโตสโคป) เท่านั้น แต่ต้องเปี่ยมไปด้วยจิตใจของผู้ที่อยากช่วยผู้อื่นให้พ้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วยหรือความทุกข์จากความเจ็บป่วย ที่ใช้คำว่าความเจ็บป่วย (Illness) ไม่ใช่โรค (Disease) เพราะคนมีโรคอาจไม่ได้เจ็บป่วยเสมอไป และในทำนองเดียวกันคนที่มีความเจ็บป่วยอาจไม่ได้มีโรคอยู่ในตัวก็ได้

การดูแลผู้เจ็บป่วยในปัจจุบันจึงเน้นกันมากในเรื่องการดูแลแบบองค์รวมหรือดูแลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ต้องผสมผสานทั้งการส่งเสริม ป้องกัน รักษาและฟื้นฟู ต้องดูแลอย่างต่อเนื่องยาวนาน ต้องเห็นคนก่อนเห็นไข้ ต้องเข้าใจก่อนให้การดูแล ซึ่งที่ต้องพูดกันเยอะในตอนนี้เพราะการแพทย์ตะวันตกหรือที่เรียกกันว่าการแพทย์สมัยใหม่นั้น มีฐานคิดแบบแยกส่วน คือแยกเป็นส่วนๆ ที่เรียกว่าเป็นชีวการแพทย์ (Bio-medical) มุ่งเน้นค้นหาโรคหรือความผิดปกติลงลึกไปจนถึงอณูเล็กๆในเซล เจาะเพลินไปจนลืมว่าเซลที่รวมๆกันนั้นเป็นคนนะ มีชีวิตจิตใจที่บางทีวิทยาศาสตร์ก็เอื้อมไปเข้าใจไม่ถึง อธิบายไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้

ในขณะที่การแพทย์แผนไทยเดิม (Thai Traditional Medicine) เป็นแพทย์ดั้งเดิม หรือแพทย์แผนโบราณกลับมีความทันสมัยมากในการดูแลผู้เจ็บป่วย ที่ให้การดูแลเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวมตั้งแต่การพูดถึงธาตุทั้ง 4 (ดินน้ำลมไฟรวม 42 ประการ) การเรียกขวัญ การสร้างศรัทธาการรักษาโดยมนต์ภาวนาและการเสียค่าครู การดูแลในเหย้าในเรือนของผู้เจ็บป่วยที่มีผู้ดูแลทางกายทางใจที่เห็นตัวตนชัดทั้งพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายลูกหลานญาติมิตร กับการดูแลทางจิตวิญญาณที่สอดคล้องกับความเชื่อภูมิหลังวิถีชีวิตของผู้เจ็บป่วยด้วยการดูแลจากสิ่งที่มองไม่เห็นแต่ผู้ป่วยเชื่อว่าดูแลเขาอยู่ทั้งผีเหย้าผีเรือน พระภูมิเจ้าที่ ผีบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขายึดถือกราบไหว้ประจำในบ้าน เขาจึงมีผู้ดูแลมากกว่าเมื่อไปนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลที่เขาไม่คุ้นเคยกับใครๆเลย การแพทย์แผนไทยจึงได้ชื่อว่าเป็นการแพทย์เชิงชีววัฒนธรรม (Bio-cultural)

รถเร็วของอิตาลีสภาพดีใช้ได้ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ จนผมรู้สึกหนาวต้องกระชับแจ็คเก็ตเข้าคลุมกายแน่นขึ้น ผ่านไปสามสถานีจริงๆก็ถึงสถานีรถไฟซานรีโม ในเวลาเกือบสี่ทุ่ม จุดหมายปลายทางของเราในค่ำคืนนี้ ลงจากรถไฟออกนอกสถานี ไม่มีแผนที่ เพราะดึกแล้วที่ทำการต่างๆปิดหมด เดินลอดไปตามอุโมงค์ยาวมากเพราะสถานีรถไฟอยู่อีกด้านของภูเขาที่ไม่ติดทะเล จึงสร้างอุโมงค์ลอดภูเขาเป็นทางเดินเข้ามาในเมืองที่อยู่ติดกับทะเล ใช้โทรศัพท์หยอดเหรียญบอกเจ้าหน้าที่โรงแรมว่าเรามาถึงแล้ว ถามเขาว่าต้องไปอย่างไร เดินลากกระเป๋าเลี้ยวขวาขึ้นไปเรื่อยๆ ไกลพอควรจนถึงโรงแรมห้าทุ่มกว่าๆ ชายเจ้าของน่าจะราวสี่สิบกว่าออกมารับเราที่หน้าประตูโรงแรมที่เหมือนตึกแถว ไม่มีรั้วกั้น เขาใจดีช่วยยกกระเป๋าขึ้นไปที่ห้องอยู่ชั้นสอง พร้อมกับอธิบายเกี่ยวกับส่วนต่างๆของห้องพัก เก็บเงินเราโดยผมจ่ายเป็นบัตรเครดิต และพรุ่งนี้ถ้าเราเช็คเอาท์ก็ให้ออกไปได้เลยโดยเอากุญแจวางไว้ในห้องแล้วก็ล็อคไว้

Pollon Inn San Remo Hostel ห้องพักสภาพดี สะอาดเป็นโรงแรมเล็กๆมีไม่กี่ห้อง ห้องน้ำในตัว ห้อง 4 เตียง (100 ยูโร) อากาศร้อนมากต้องเปิดแอร์นอน ที่เวนิสก็ร้อนเช่นกันแต่เป็นห้องพัดลมต้องเปิดหน้าต่างนอน ปลั๊กไปโรงแรมเป็นแบบสามขากลมเรียงแนวเดียวกัน ทำให้หุงข้าว ชาร์ตแบ็ตคอมพิวเตอร์ และกล้องถ่ายรูปไม่ได้ โชคดีที่เรากินอาหารเย็นมาก่อนบนรถไฟซื้อมาจากแม็คโดนัลด์ ไม่งั้นคืนนี้ต้องทนหิวกันแน่ จะเดินออกไปหาอะไรกินแบบโต้รุ่งบ้านเราหรือเข้าเซเว่นอิเลฟเว่นก็ไม่มีเพราะหลัง 6 โมงเย็นเขาปิดทำการหมด แล้วจะเดินไปไหนก็ไม่รู้ทิศรู้ทางเพราะไม่มีแผนที่ ยิ่งเป็นกลางคืนดึกๆอย่างนี้ เราเป็นคนต่างถิ่นก็ไม่กล้าออก อาบน้ำอาบท่าแล้วแต่ละคนก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินเที่ยวและเดินทางมาทั้งวัน

 

พิเชฐ  บัญญัติ (Phichet Banyati)

เขียนจากบันทึกประจำวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 เวลา23.45 น. (ซานเรโม)

29 พฤษภาคม 2552

หมายเลขบันทึก: 264337เขียนเมื่อ 29 พฤษภาคม 2009 14:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2019 12:40 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (4)

คุณหมอ ขอดูรูปบ้างคะ... งานบริหารหนักไหมคะ ช่วงนี้ หวัด 2009 มาเยี่ยมประเทศไทยอะคะ

ใช่ค่ะ ขอดูรูปด้วยค่ะ คุณหมอ

เรียนคุณฮูโต๋และคุณberger

ต้องขอโทษด้วยครับ ผมยังโพสต์รูปไม่เป็น เอาไว้ฝึกทำได้แล้ว จะเอารูปลงตามหลังครับ

เหมือน เราเมื่อก่อนเลย อิอิ ได้ อ.ขจิตมาสอน...คลิกนำไฟล์ขึ้นก่อนคะ แล้ว browse หาภาพ แล้วใส่รายละเอียด คำสำคัญ จากนั้น นำไฟล์ขึ้น .เรียบร้อย คราวนี้เอา mouse ไปวาง ก็ click ที่ภาพ ภาพก็จะไปขึ้นคะ (บางทีต้อกด รีเฟลส ด้วยคะ) หมูๆๆ สำหรับ คุณหมอพิเชษฐ์ คะ รอดูดนะคะ มั่วๆไป เดี๋ยวก็ได้คะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี