กรน และ OSA

   ได้บอกที่มาที่ไปแล้ว ถึงบริบททั่วๆ ไป ตอนนี้มาเขียนเรื่องเกี่ยวกับเสียงและการกรนสักหน่อย ความทุกข์เรื่องเสียงกรนเป็นปัญหาคนฟัง ปัญหาระแวงเสียงกรน เป็นขอเจ้าของเสียง เกรงใจคนฟัง แต่ไม่รู้จะทำไง บางครั้งไปประชุมอบรมด้วยกัน สาวๆ ก็กรนได้ แต่ก็จะอายๆว่า ขอโทษนะ นอนกรน...แล้วจะทำยังไงขอโทษแล้วนี่....ก็นอนอยู่ดี ต้องอาศัยการฝึกสติมาหน่อย มีแรงก็กรนไป...อย่างงี้ไม่เป็นไร

  เวลาอาจารย์หนุ่มคนนั้นที่นั่งมาบนรถ หลับก็กรน หรือ คนอื่นๆนอนหลับ ปกติกล้ามเนื้อที่ลิ้นและที่โคนลิ้น จะคลายตัวลงไปด้วยทำให้ลิ้นตกลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจ แต่ไม่ได้ปิดสนิททำให้อากาศที่เราหายใจผ่านจมูก และผ่านลงไปยังโพรงจมูกด้านหลัง ผ่านไปไม่สะดวกนักเกิดคล้ายการกระพือ บริเวณที่โคนลิ้น ทำให้เกิดเป็นเสียงกรน กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ  แต่ว่านั่งหลับบนรถ ก็สามารถเกิดเสียนี้ได้

    ในกรณีถ้าหากเราทำงานหนักมาทั้งวัน หรือเหนื่อยมากก็จะนอนหลับสนิทหรือ deep มากทำให้ลิ้นตกลงไปได้มากขึ้น ก็ยิ่งกรนหนักขึ้นแล้วโอกาสที่ร่างกายจะพลิกตัวขณะหลับก็น้อย ทำให้คนที่หลับสนิทมากๆกรนได้มากกว่าทั่วไป  (ประมาณว่าจริงๆ อาจารย์หนุ่มน่าจะกรนดังกว่านี้ได้)

        วิธีแก้ไขก็คือนอนหนุนหมอนให้ศีรษะสูงขึ้นแต่ต้อระวังปวดคอด้วย  หรือถ้ารู้ตัวว่าทั้งวันทำกิจกรรมมากจนเหนื่อยมากก็ให้นอนหลับในท่านอนตะแคงหรือเกือบๆคว่ำ ก็จะช่วยลดเสียงกรนได้  กรณีที่กล่าวมา ไม่ถือเป็นความผิดปกติและไม่ถือว่าเป็นโรค 
ไม่จำเป็นต้องรักษาอะไร  แต่ว่ามันไม่ผิดคนกรน แต่คนได้ยินอาจต้อรักษาอีกเรื่อง ก็ได้ ถ้าอยู่ด้วยกันทุกวัน

          แต่ถ้าคนที่อ้วนมีสรีระบริเวณคอใหญ่ รวมทั้งเนื้อเยื่อในโพรงช่องปาก ด้านในใหญ่ด้วยหลายๆส่วนเลยร่วมกัน ขัดขวางทางเดินของอากาศตอนหายใจทำให้กรนได้ง่ายขึ้นหรือมากขึ้นถึงแม้ไม่ได้หลับสนิทและจะทำให้ร่างกายได้รับออกชิเจน ในขณะหลับน้อยลงร่างกายก็จะเตือนตัวเองให้ตื่นขึ้นแบบไม่รู้ตัว เพื่อพลิกหรือขยับตัวให้หายใจได้คล่องขึ้น หรือตื่นเพื่อให้ร่างกายหลับตื้นขึ้นลิ้นก็จะได้ไม่ตกลงไปขัดขวางทางเดินหายใจ 
             บางคนร่างกายจะตื่นตลอดทั้งคืนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลย คิดว่าตัวเองหลับสนิทตลอดทั้งคืนมีผลทำให้ตอนตื่นเช้าจะรู้สึกไม่สดใส ทั้งๆที่นอนไปตั้งหลายชั่วโมงจะรู้สึกเหมือนกับนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง บางทีก็จะปวดศีรษะตอนตื่นนอนกลางวันก็จะง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวันบางครั้งก็ฟุบกับกับหนังสือขณะอ่านหนังสือหรือฟุบไปกับพวงมาลัยขณะขับรถเหมือนหลับใน ทั้งๆที่ไม่ได้อดนอนมาซึ่งเป็นการเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้   ถ้าไม่ได้ขับรถเวลาไปนั่งไหนก็จะสัปปะหงกอยู่ตรงนั้นเป็นประจำ 

ลักษณะทั้งหมดที่กล่าวมา ถือว่าเป็นโรค  เรียกว่าObstructive Sleep Apnea (OSA)

               การที่จะวินิจฉัยว่าเป็น OSA ก็ดูจากประวัติที่กล่าวมา นอกจากนี้ อาจต้องเข้าทดสอบSleep labคือต้องไปนอนค้างคืน ในห้องที่จัดให้ แล้วมีสายมอนิเตอร์ วัดคลื่นสมอง คลื่นหัวใจความเข้มของออกซิเจนในเลือดขณะหลับ เพื่อวัดดูว่า เมื่อมีการหลับลึก แล้วร่างกายขาดออกซิเจนแค่ไหน เทียบกับขณะกรน รวมถึงการที่ร่างกายต้องตื่นตัวเพื่อให้หลับตื้นฯลฯ

                     ถ้าเข้า Sleep lab แล้ว ไม่บ่งชี้ว่ามี OSA ก็แก้ไขการนอนกรน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดเสียงซึ่งส่วนใหญ่ก็มีสาเหตุจากส่วนประกอบต่างๆ ที่โตขึ้น ตรงไหนโตก็ทำให้เล็กลงเพื่อไม่ให้มาขัดขวางทางเดินหายใจ การตรวจภายในช่องปาก อาจพบส่วนประกอบต่างๆที่ใหญ่ขึ้น
เช่น ลิ้นไก่ เนื้อเยื่อที่อยู่ข้างลิ้นไก่ที่เวลาอ้าปากมองในกระจกจะเห็นเป็นเหมือนซุ้มประตูโค้ง ( Anterior pillar ) รวมทั้งอาจมีต่อมทอนซิลโตด้วย ถ้าต่อมทอนซิลโต การตัดต่อมทอนซิลอาจช่วยลดเสียงได้ถ้าลิ้นไก่ และ/หรือ anterior pillar ใหญ่อาจใช้การรักษาด้วยเลเซอร์จี้ให้ยุบลงได้ กรณีนี้ต้องปรึกษาหมอทางด้านหู คอจมูก อันนี้เคยมีอาจารย์เป็นแพทย์ท่านหนึ่ง  และถูกทดสอบอาจารย์เล่าให้ฟัง จึงเป็นข้อยืนยัน ว่าถึงมีความรู้ ก็กรนได้ ไม่เว้นแม้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเอง

        ถ้าทดสอบ Sleep lab (ตัวอาจารย์ถ่ายรูปมาให้ดูขณะถูกทดสอบด้วย)แล้วบ่งชี้ว่าเป็น OSA ก็ต้องหาสาเหตุต่างๆแล้วก็แก้ที่สาเหตุ รวมทั้งแก้ไขด้วยเครื่องช่วยหายใจแบบ Positive End--Expiratory Airway Pressure เพื่อป้องกันไม่ไห้เกิดผลแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาในระยะยาวเช่นเลือดข้น (Polycythemia) หรือความดันโลหิตสูง